โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผู้ช่วยที่ชื่อ 'ปัญญาประดิษฐ์'

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 15 ต.ค. 2568 เวลา 02.15 น. • เผยแพร่ 15 ต.ค. 2568 เวลา 02.15 น.

หลังลับแล มีอรุณรุ่ง | ธงทอง จันทรางศุ

ผู้ช่วยที่ชื่อ ‘ปัญญาประดิษฐ์’

ชีวิตคือการเรียนรู้ไม่มีจบสิ้นจริงๆ ครับ

โลกทุกวันนี้มีทั้งข้อมูลเก่าที่อยู่มาแต่เดิมแต่เรายังไม่รู้ หรือรู้แล้วแต่ยังรู้ไม่ละเอียดลออเพียงพอ เรื่อยไปจนถึงข้อมูลใหม่หรือเรื่องใหม่ที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อนเลย และเป็นโจทย์ที่ท้าทายให้เราตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราควรจะเรียนรู้เรื่องใหม่เหล่านั้นบ้างหรือไม่ เพื่อการที่จะอยู่ในโลกนี้ต่อไปด้วยความรู้ที่เท่าทัน

ลองนึกดูว่าผมเกิดมาในสมัยที่ไม่มีโทรศัพท์มือถืออยู่ในโลก บ้านไหนมีโทรศัพท์สีดำมะเมื่อมวางอยู่ที่หัวมุมห้องหนึ่งเครื่องก็นับว่าโก้มากแล้ว เพราะใช่ว่าทุกคนจะมีโทรศัพท์ได้

แต่เมื่อมาถึงวันนี้ โทรศัพท์มือถือได้กลายเป็นอวัยวะรายการที่ 33 ประจำตัวเราไปแล้ว

คุณย่าคุณยายคนไหนใช้โทรศัพท์มือถือไม่เป็นอาจจะด้อยสิทธิหลายอย่างไป เพราะการเข้าถึงบริการภาครัฐเขาให้ลงทะเบียนบนโทรศัพท์มือถือเสียเป็นส่วนใหญ่ หมดยุคแล้วที่จะใช้กระดาษสำหรับกรอกข้อมูล

ถ้าผู้สูงอายุท่านใดไม่สามารถกรอกข้อมูลลงบนโทรศัพท์มือถือได้ ก็ต้องเดือดร้อนถึงลูกหลานให้ช่วยทำรายการต่างๆ ให้ นับว่าเป็นการยืมจมูกคนอื่นหายใจแบบหนึ่ง ถึงมีคนช่วยทำให้ก็ไม่คล่องแคล่วและสบายใจเท่ากับเราทำเอง จริงไหมครับ

อีเมลหรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ก็เหมือนกัน สมัยเมื่อผมเรียนหนังสือที่นิวยอร์กคือเมื่อ 45 ปีมาแล้ว วิธีติดต่อกับบ้านทางเมืองไทยต้องใช้วิธีเขียนจดหมายลูกเดียว จะโทรศัพท์ข้ามประเทศก็แพงเหลือใจ เพราะต้องเสียค่าโทรศัพท์ถึงนาทีละ 1 เหรียญ

จดหมายที่เขียนถึงบ้านหรือจดหมายที่ทางบ้านเขียนถึงผม ต้องใช้เวลาเดินทางถึงเจ็ดวันหรือสิบวันจึงจะส่งถึงมือ

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนกระทั่งประมาณปี 2542 เมื่อผมเป็นคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมจึงหัดใช้อีเมลกับเขา และไม่มีความเข้าใจเลยว่าเจ้าระบบอีเมลนี้ทำงานอย่างไร รู้แต่ว่าส่งปุ๊บก็ถึงปั๊บ และผมก็ได้ใช้ทำงานเป็นประโยชน์มาจนถึงทุกวันนี้ โดยยังไม่มีความเข้าใจต่อไป ระบบเขาทำงานอย่างไร

เรื่องนั้นปล่อยให้เป็นเรื่องของวิศวกรหรือคนอื่นเขาคุยกัน ผมรู้แค่นี้ก็พอใช้งานได้แล้วครับ

มาถึงทุกวันนี้มีเรื่องใหม่อีกเรื่องหนึ่งที่ผมยังต้องใช้เวลาค่อยๆ ทำความคุ้นเคยไปอีกสักระยะ ซึ่งอันที่จริงต้องยอมรับว่าช้ากว่าที่ควรจะเป็นไปมากพอสมควรแล้วเหมือนกัน

เรื่องใหม่ที่ว่านี้คือเรื่องที่ภาษาไทยเราเรียกว่า ” ปัญญาประดิษฐ์” หรือเรียกเป็นภาษาฝรั่งว่า AI ซึ่งย่อบางจากคำว่า artificial intelligence อีกทีหนึ่ง

ทุกวันนี้คำว่า เอไอ พูดกันเกร่อไป ผมได้ยินบ่อยเสียจนกระทั่งถ้าสัปดาห์ไหนไม่ได้ยินคำนี้จะรู้สึกท้องอืดท้องเฟ้อขึ้นมาทันที

เมื่อถามตัวเองว่าเจ้าระบบปัญญาประดิษฐ์หรือ AI คืออะไร

ผมจะอธิบายแบบงูๆ ปลาๆ ว่า ระบบนี้คือระบบที่สร้างขึ้นเพื่อให้เครื่องจักรสามารถใช้สติปัญญาแทนมนุษย์ได้ และสามารถทำได้ในเวลารวดเร็วเสียด้วย ไม่ใช่แค่การสืบค้นข้อมูลหรือนำข้อมูลมาเรียงกันอย่างคอมพิวเตอร์แบบเก่า

แต่ระบบปัญญาประดิษฐ์สามารถนำความรู้หรือข้อมูลต่างๆ จากสารพัดแหล่งมาประมวล วิเคราะห์ แล้วนำเสนอในรูปแบบที่เราสั่งการ เช่น ให้เขียนเป็นบทความ ให้ทำเป็นรายงาน หรือแม้กระทั่งจะทำเป็นข้อเสนอเพื่อช่วยเราทำงาน ช่วยเราตัดสินใจ ทุกอย่างก็เป็นไปได้ทั้งนั้น

ในทางธุรกิจ ระบบปัญญาประดิษฐ์อาจช่วยเราวางแผนธุรกิจ ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าโดยระบบจะสามารถคิดได้ซับซ้อนซ่อนเงื่อนและคิดได้เร็วกว่ามนุษย์ปกติเป็นอันมาก

ถ้าเราตั้งคำถามหรือคำสั่งให้เหมาะสม เจ้าระบบ AI ก็เสนอทางเลือกหรือให้คำตอบในการแก้ปัญหาธุรกิจได้อย่างชาญฉลาด

เพราะระบบได้วิ่งวุ่นไปทั่วโลกเพื่อเก็บข้อมูลทั้งปวงมาวิเคราะห์แล้วทำการบ้านส่งเรา

ที่พูดมาสองย่อหน้าข้างต้นนี้พูดเอาตามความเข้าใจของผม ถ้าผิดพลาดคลาดเคลื่อนก็ขอได้โปรดอภัยด้วย แต่คิดว่าไม่น่าจะพลาดอะไรมากมายครับ

เมื่อรู้อย่างนี้แล้วผมก็ต้องคิดต่อ ผมควรมีความสัมพันธ์กับเอไออย่างไรบ้างจึงจะพอเหมาะพอสม

ในระหว่างมื้ออาหารกลางวันวันนี้ ผมได้นั่งสนทนากับผู้อ่อนอายุกว่าผมสองคน

คนหนึ่งในจำนวนนั้นเป็นผู้สันทัดกรณีในเรื่องเอไอมาก ถ้ามีการสนทนาทาง LINE ระหว่างเราสามคนเมื่อไหร่ ผมตั้งคำถามหรือมีโจทย์อะไรไปนิดเดียว ท่านผู้สันทัดกรณีก็จะสามารถส่งการบ้านในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบันทึกข้อความเพื่อนำเสนอเรื่องตามรูปแบบหนังสือราชการที่ถูกต้อง มีสาระอย่างที่เราอยากให้มีแบบไม่ขาดตกบกพร่อง ไม่เกิน 2 นาทีจริงๆ ครับ ท่านก็ส่งมาให้ผมดูได้แล้ว

เวลามีข้อความภาษาอังกฤษที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนมาจากที่ไหนก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะมาจากหนังสือหรือเป็นปาฐกถาของผู้ใหญ่ผู้โตต่างๆ เขาก็จะจัดการสั่งให้ระบบปัญญาประดิษฐ์แปลมาให้ผมซึ่งอ่อนด้อยในทางภาษาอังกฤษได้อ่านเป็นภาษาไทยอย่างทันท่วงที

ในทางกลับกัน ถ้าผมเขียนภาษาไทยที่ซ่อนเงื่อนและเป็นภาษาแบบฉบับของผมซึ่งมีความเฉพาะตัวมาก หรือแม้กระทั่งผมเขียนเป็นกลอน เป็นบทประพันธ์ร้อยกรองต่างๆ ผู้สันทัดกรณีก็สามารถสั่งการให้ระบบปัญญาประดิษฐ์ถ่ายทอดภาษาของผมออกมาเป็นภาษาอังกฤษได้ในชั่วพริบตาเดียวเช่นกัน

จากประสบการณ์เล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ ทำให้ผมรู้ว่าระบบเอไอสามารถทำงานได้เร็วในเวลาที่นับกันเป็นวินาทีหรือเสี้ยววินาที แทบจะว่าสั่งการปุ๊บ กดปุ่มปั๊บ ก็ได้รับคำตอบในขณะนั้นเลยทีเดียว

ผมได้รับทราบจากผู้ร่วมสนทนากับผมทั้งสองคนว่า การเข้าสู่ระบบเอไอนี้มีผู้ให้บริการหลายเจ้า ถ้าใช้ฟรีการทำงานก็มีมาตรฐานที่ใช้การได้ในระดับหนึ่ง ไม่ขี้ริ้วอะไรเลย

แต่ถ้าอยากได้อะไรที่ลึกซึ้งครอบคลุมกว้างขวางกว่านั้นก็ต้องไปใช้ระบบที่เสียเงินค่าสมาชิก

เอไอของระบบนี้ก็จะขยันวิ่งไปค้นหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ รอบโลกมากกว่าระบบไม่เสียสตางค์

ทั้งนี้ เป็นไปตามคติที่ผมเชื่อแต่ไหนแต่ไรว่า ของดีราคาถูกไม่มีอยู่ในโลกนี้ ทุกประการ

เมื่อมีระบบปัญญาประดิษฐ์เกิดขึ้นในโลกแล้ว ส่วนตัวผมเองเห็นว่าเรื่องอย่างนี้เป็นดาบสองคม ถ้าใช้ให้ดีก็ทำให้การงานทั้งหลายราบรื่นรวดเร็วขึ้นเป็นอันมาก

แต่ถ้าใช้ไปในทางที่ไม่เหมาะสมก็อาจเกิดผลร้ายได้เช่นเดียวกัน

ไม่ต้องนึกอะไรมากมาย เอาแต่เพียงว่าถ้าผมเป็นอาจารย์ผู้สอนหนังสือแล้วสั่งให้เด็กผู้เป็นนักเรียนของผมทำรายงานมาส่ง ถ้าเป็นสมัยก่อน เด็กนักเรียนผู้ซื่อสัตย์สุจริตแบบผมก็ต้องเข้าไปอยู่ในห้องสมุดนานหลายชั่วโมงเพื่ออ่านหนังสือเล่มโน้นเล่มนี้ พอได้ข้อมูลครบถ้วนแล้วจึงนำมาเขียนเป็นสำนวนของตัวเอง แก้แล้วแก้อีกกว่าจะพอใจ จากนั้นจึงนำการบ้านไปส่งคุณครูได้

แต่ถ้านักเรียนใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์เข้าช่วยเสียแล้ว ปัญญาของนักเรียนเองก็ได้ทำหน้าที่เพียงแค่การสั่งงานว่าให้ระบบช่วยทำรายงานเรื่องนั้นเรื่องนี้ อาจจะมีรายละเอียดของคำสั่งบ้างก็อีกเพียงไม่กี่บรรทัด ทำเป็นแค่นี้ก็มีรายงานไปส่งครูบาอาจารย์แล้ว

แต่น่าย้อนถามกลับไปว่า ด้วยกระบวนการทำงานแบบนี้เด็กนักเรียนได้รับความรู้และมีพัฒนาการในการทำงาน การใช้สมองคิดอย่างไรบ้าง

งานทั้งหมดสามารถแล้วเสร็จได้ภายในเวลาเพียงแค่ไม่กี่วินาที แต่เมื่อนำการบ้านไปส่งครูแล้ว เหลืออะไรตกค้างอยู่ในสมองของเด็กบ้าง มีความรู้อะไรที่งอกเงยขึ้นในรอยหยักของสมองหรือไม่

ถ้าตามข้อเท็จจริงข้างต้น เมื่อระบบปัญญาประดิษฐ์สร้างรายงานหนึ่งเล่มขึ้นมาให้นักเรียนแล้ว นักเรียนคนนั้นได้อ่านรายงานนั้นอย่างน้อยหนึ่งรอบ

อ่านแล้วเห็นว่ายังไม่อิ่มใจ อยากจะเพิ่มอะไรอีก เนื้อหาส่วนที่จะเพิ่มเติมลงไปในรายงาน นักเรียนจะใช้วิธีเขียนเอาเองตามสติปัญญา หรือจะสั่งให้ระบบปัญญาประดิษฐ์แก้ไขเพิ่มเติมอีกรอบหนึ่ง

แค่นี้ผมก็เห็นว่าสมองของเด็กนักเรียนได้ทำงานบ้างแล้ว ไม่ใช่นักเรียนทำหน้าที่เป็นบุรุษไปรษณีย์เพื่อนำผลงานของระบบปัญญาประดิษฐ์ไปส่งครูเท่านั้น

ในทางกลับกัน ครูก็ต้องฉลาดพอที่จะตรวจการบ้านด้วยความรับรู้ว่ามีระบบอย่างนี้อยู่ในโลก การวัดความรู้ของลูกศิษย์เราว่ามีเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร อาจต้องใช้วิธีอื่นประกอบการเรียนการสอนหรือการวัดผลด้วย

เมื่อ 45 ปีมาแล้วคือเมื่อปี 2523 เป็นปีแรกที่ผมเริ่มสอนหนังสือในคณะนิติศาสตร์ ในวันนั้นยังไม่มีระบบปัญญาประดิษฐ์อยู่ในโลก ในชั้นเรียนวิชาความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป นอกจากนิสิตจัดต้องทำรายงานมาส่งผมในหัวข้อต่างๆ แล้ว เพื่อให้มั่นใจว่านิสิตของผมได้อ่านหนังสือมาตามสมควรแก่ความมุ่งหมายของการมอบหมายงาน

หลังเลิกงานตอนเย็นแล้ว ผมขอให้นิสิตแต่ละคนเข้ามาพบผมประมาณ 10 นาที เพื่อเล่าให้ผมฟังด้วยวาจาสดๆ ว่าเรื่องที่เขียนมามีสาระอย่างไร

ด้วยวิธีนี้นิสิตจะไปลอกมาจากหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งหรือหลายเล่มมาเขียนเรียงต่อกันก็ทำได้ ไม่มีอะไรเป็นข้อห้าม แต่ข้อสำคัญคือต้องเล่าให้ผมฟังได้ถูกต้องว่า ตัวเองเขียนอะไรมา

จบบทสนทนามื้อกลางวันวันนี้แล้ว ผมกำลังลังเลว่า ผมควรจะหัดใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ช่วยงานผมบ้างหรือยัง ตอนนี้ยังขี้เหนียวอยู่ ลองดูระบบฟรีก่อนเห็นจะดี เอาไว้คล่องมือกว่านี้แล้วค่อยขยับฐานะเป็นระบบจ่ายเงิน ซึ่งมีผู้บอกว่าเดือนละประมาณ 600 บาทหรือ 700 บาทก็ใช้การได้แล้ว

ทุกวันนี้ผมเขียนหนังสือสัปดาห์หนึ่งได้หลายหน้าพอสมควร ถ้ามีระบบปัญญาประดิษฐ์มาเป็นผู้ช่วย ผมมิเขียนหนังสือได้สัปดาห์ละหนึ่งเล่มสองเล่มเลยหรือ

สงสารคนอ่านจัง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ผู้ช่วยที่ชื่อ ‘ปัญญาประดิษฐ์’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...