33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (145)
บทความพิเศษ | พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์
33 ปี ชีวิตสีกากี
พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (145)
จับมือฆ่า 5 ศพ-สารภาพ ‘หน้าตาย’
หลังจากอธิบดีกรมตำรวจซึ่งมาแถลงความคืบหน้าคดีฆาตกรรม 5 ศพครอบครัวบุญทวีเดินทางกลับ ได้มีการประชุมและนำข้อมูลของนายเรืองศักดิ์มาพิจารณา โดยจากข้อมูลที่ตรวจสอบแล้วมีเป้าหมายสถานที่ที่นายเรืองศักดิ์อาจจะไปหลบซ่อน มีตั้งแต่ภายในตัวเมือง จ.สงขลา หรืออาจไปหลบซ่อนที่ อ.หาดใหญ่ หรือที่ ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา รวมทั้งที่ จ.ยะลา
นอกจากนั้น ยังมีพื้นที่เป้าหมายที่คาดว่าน่าจะไปหลบซ่อน คือที่หัวหมาก กรุงเทพฯ กับพื้นที่ใน จ.กาญจนบุรี ซึ่งมีญาติของนายเรืองศักดิ์อยู่ที่นั่น
พล.ต.ต.วรรณรัตน์ คชรักษ์ ได้มอบหมายนายตำรวจแต่ละนายรับผิดชอบเป้าหมาย ติดตามจับกุมให้ได้
ส่วนพื้นที่ห่างไกลออกไปทั้งกรุงเทพฯ และกาญจนบุรี พล.ต.ต.วรรณรัตน์ได้ประสานงานและมอบหมายไปแล้ว
และวันอวสานของนายเรืองศักดิ์ ทองกุล หรือไอ้ศักดิ์ ปากรอ ก็มาถึงเพียงเวลาไม่ทันข้ามวัน เป็นวันที่ 21 พฤษภาคม 2540
ชุดสืบสวนที่นำทีมโดย พ.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ก็รวบตัวนายเรืองศักดิ์ ทองกุล ได้ตามหมายจับ ซึ่งหนีมากบดานที่ตัวเมือง จ.กาญจนบุรี พร้อมกับตรวจค้นในตัวพบหลักฐาน พระเครื่อง จาก ต.ชิงโค อ.สิงหนคร จ.สงขลา เข็มกลัดเครื่องหมายกระทรวงสาธารณสุข งูพันคบเพลิง และพลอยเครื่องประดับ
นำตัวกลับมายังกรมตำรวจ กรุงเทพมหานคร
เวลา 14.50 น. พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก อธิบดีกรมตำรวจ พร้อมด้วย พล.ต.อ.พรศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ รอง อ.ตร.ปป., พล.ต.ท.สุนทร ซ้ายขวัญ ผู้ช่วย อ.ตร.ปป.3, พล.ต.ท.ชูชาติ ทัศนเสถียร ผบช.ภ.9 ได้นำตัวนายเรืองศักดิ์ ทองกุล ออกมาแถลงข่าว และนำหลักฐานที่ตรวจค้นได้ในตัวนายเรืองศักดิ์ขณะเข้าจับกุม เป็นพลอย 9 เม็ด พลอยนิลอีก 4 เม็ด เข็มกลัดเนกไทตราสัญลักษณ์งูพันคบเพลิง ซึ่งคาดว่าเป็นของผู้ตาย เป็นของกลางนำมาแสดง
นายเรืองศักดิ์ได้ตอบคำถาม พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก และเล่าเหตุการณ์อย่างไม่สะทกสะท้านว่า ได้ร่วมกับนายจ้อง ซึ่งเวลานั้นยังไม่รู้ชื่อและนามสกุลจริง เมื่อมีการสืบค้นในเวลาต่อมาจนทราบว่าชื่อนายสงกรานต์ แก้วอุบล เข้าไปบ้านของนายประภาส ตอนกลางวัน
และเมื่อเด็ก 2 คนเข้ามาในบ้าน จึงจับมัดมือมัดเท้า แล้วนำไปขังไว้ในห้องนอนที่ชั้นบน เด็กคนที่สามได้กลับมาอีก ก็จับมัดมือมัดเท้าไปขังรวมกันไว้ในห้องเดียวกัน แล้วนายประภาสก็กลับเข้ามาในบ้าน นายเรืองศักดิ์จึงใช้อาวุธปืนจี้บังคับ โดยนายจ้องเข้าช่วยกันมัดแล้วนำไปขังรวมกับลูก
คนสุดท้ายที่กลับเข้ามาที่บ้านคือ นางเจียมจิตร เมื่อนางเจียมจิตรเห็นจึงวิ่งหนีขึ้นไปบนห้องนอนชั้น 2 นายเรืองศักดิ์ตามไปแล้วเอาเนกไทคล้องคอและกระชากอย่างแรง ก่อนที่จะรัดคอจนขาดใจตายคามือ
จากนั้นไปนำนายประภาสและลูกชายทั้ง 3 คน มาที่ราวบันได นายประภาสได้ขอร้องให้ฆ่าตัวเองก่อน จึงนำเชือกมาคล้องคอผูกแขวนไว้ แล้วใช้เท้าถีบเชือกกระตุกคอนายประภาสจนตาย แล้วได้ฆ่าเด็กทั้ง 3 คนด้วยวิธีเดียวกัน
นายเรืองศักดิ์ได้เล่าการสังหารทั้ง 5 คนอย่างหน้าตาเฉย ไม่มีความรู้สึกสำนึกผิดต่อการกระทำที่ผิดมนุษย์มนาแต่อย่างใด
พล.ต.อ.ประชาได้ถามสาเหตุที่ต้องฆ่าทั้งครอบครัวในครั้งนี้
นายเรืองศักดิ์ตอบว่ามาจากเรื่องหนี้สินในวงพนันที่นายประภาสไปเล่นที่บ่อนน้ำกระจาย อ.เมือง จ.สงขลา แล้วแพ้พนัน
พล.ต.อ.ประชาถามต่อไปว่า มีใครจ้างมาหรือไม่ นายเรืองศักดิ์ตอบกลับว่า ไม่ได้รับจ้างใคร เป็นเรื่องทวงหนี้การพนันเท่านั้น ส่วนที่ฆ่าเด็กด้วย เพราะเด็กจำหน้าได้
นายเรืองศักดิ์ได้ตอบคำถามว่า ตอนฆ่าเด็กรู้สึกอย่างไร คำตอบคือ “เฉยๆ ธรรมดา ไม่รู้สึกอะไร”
นักข่าวได้ถามนายเรืองศักดิ์ว่า ในชั้นศาลจะกลับคำให้การหรือไม่ นายเรืองศักดิ์ตอบว่า “ฆ่าก็บอกว่าฆ่าแล้วคอยดูต่อไปในชั้นศาล”
ต่อมานายเรืองศักดิ์ได้ให้การรับสารภาพต่อพนักงานสอบสวนของกองปราบปรามว่า ครั้งแรกนายเรืองศักดิ์ กับนายจ้อง คิดจะข่มขืนนางเจียมจิตร แต่เปลี่ยนใจ และตั้งใจจะฆ่านายประภาสกับลูกทั้ง 3 คน ด้วยวิธีใช้ไฟฟ้าชอร์ต แต่ไฟฟ้าที่บ้านของนายประภาสใช้เซฟตี้คัท จึงไม่สำเร็จ
ต้องเปลี่ยนมาฆ่าด้วยวิธีแขวนคอ
หลังจากที่โทรทัศน์ได้เผยแพร่ข่าวการจับกุมนายเรืองศักดิ์ ทองกุล โดย พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก อ.ตร. และ พล.ต.อ.พรศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ รอง อ.ตร. ได้ร่วมกันแถลงข่าว ไปทั่วประเทศแล้ว
พล.ต.ต.วรรณรัตน์ คชรักษ์ จึงสั่งระดมกำลังสอบสวนจนทราบว่านายจ้อง คือ นายสงกรานต์ แก้วอุบล อายุ 19 ปี เป็นนักศึกษา กศน.สงขลา และมอบหมายให้ พ.ต.ท.สุรชัย ควรเดชะคุปต์ สว.ผ.5 กก.5 ป., พ.ต.ท.ณรงค์ยศ อุณหบัณฑิต สว.สส.สภ.อ.เมืองสงขลา, พ.ต.ต.อดิเรก บือราเฮง สว.ผ.2 กก.5 ป. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไปยังบ้านเลขที่ 117/515 เคหะชุมชนสงขลา ซอยไทรบุรี 11 ถนนไทรบุรี หมู่ที่ 8 ต.เขารูปช้าง อ.เมือง จ.สงขลา ซึ่งเป็นบ้านพี่เขยของนายสงกรานต์หรือจ้อง ใช้เป็นที่หลบซ่อนตัว
บ้านหลังดังกล่าวอยู่หน้าค่ายรามคำแหง ซึ่งชุดสืบสวนสอบสวนใช้เป็นที่ทำงาน
พบตัวนายจ้องหรือสงกรานต์ จึงได้จับกุม และ พล.ต.ต.วรรณรัตน์ได้ทำการสอบปากคำ ให้การรับสารภาพว่า ได้ร่วมกับนายเรืองศักดิ์ ฆ่าครอบครัวบุญทวีจริง
พล.ต.ต.วรรณรัตน์ได้สั่งการให้ตำรวจติดตามยึดรถจักรยานยนต์ที่ขับไปกระทำผิดในวันเกิดเหตุ รวมทั้งไปยึดแหวนทองในร้านทอง ในตัวเมืองสงขลา
นายสงกรานต์หรือจ้องรับสารภาพว่า ร่วมกับนายเรืองศักดิ์ ทองกุล เพียง 2 คนเท่านั้นที่ฆ่า 5 ศพ โดยเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุประมาณ 5-6 โมงเย็น เมื่อเด็ก 2 คนกลับมาที่บ้าน คนหนึ่งเข้าไปอุ่นแกงที่หลังบ้าน นายเรืองศักดิ์ได้ทำทีขอน้ำดื่มจากเด็กอีกคน แล้วจับมัดมือมัดเท้านำไปขังไว้ในห้อง ก่อนที่จะไปจับอีกคนมัดแล้วนายเรืองศักดิ์เรียกนายจ้องให้ช่วยมัดนำไปขังไว้ในห้องเดียวกัน
มีเด็กอีกคนกลับเข้ามา นายเรืองศักดิ์ก็จับมัดมือมัดเท้านำไปขังรวมกันในห้องอีก
ในเวลาต่อมา นายประภาสกลับเข้ามาในบ้าน นายเรืองศักดิ์จึงล็อกคอจับมัดไว้ เมื่อนางเจียมจิตรกลับมาที่บ้าน นายเรืองศักดิ์ถามเรื่องเงินแต่ไม่มี จึงโมโห และจะข่มขืน แต่ที่สุดนายเรืองศักดิ์ใช้ท่อนไม้ตีศีรษะจนคว่ำมีเลือดไหลนอง
เมื่อค้นหาทรัพย์พบแหวน 3 วง ทับทิม 7-8 เม็ด สร้อยเงิน 1 เส้น สร้อยข้อมือเงิน 2 เส้น
นายสงกรานต์หรือจ้องยังรับอีกว่า ครั้งแรกนายเรืองศักดิ์ต้องการฆ่าโดยใช้ไฟฟ้าชอร์ต โดยการนำเอาสายไฟจากตู้เย็นและพัดลมมาปอกเปลือก แล้วต่อสายไฟชอร์ต แต่บ้านหลังนี้ใช้สวิตช์ไฟตัดเอง นายเรืองศักดิ์จึงใช้วิธีแขวนคอแทน
นายจ้องบอกว่าสงสารเด็ก นายเรืองศักดิ์ไม่ยอม บอกว่าทิ้งไว้ไม่ได้ จึงจัดการแขวนคอทั้งหมดอย่างทารุณ
การแขวนคอทุกคนดิ้นทุรนทุรายอย่างทุกข์ทรมาน ประมาณ 10 นาทีจึงแน่นิ่ง โดยนายเรืองศักดิ์ยืนมองดูอย่างใจเย็น ไม่มีอาการสะทกสะท้านใดๆ
คำให้การที่หลุดออกมาจากปากนายสงกรานต์หรือจ้อง แก้วอุบล ทำให้นายตำรวจทุกคนที่ได้ฟังรู้สึกสลดหดหู่ใจและตกตะลึงถึงความเหี้ยมโหดของนายเรืองศักดิ์เป็นอย่างยิ่ง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (145)
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly