โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมื่อผู้หญิงกลายเป็นเป้าอำนาจ ร่างกายและศักดิ์ศรีถูกละเมิด ความรุนแรงทางเพศใน 6 ตุลาฯ

The Momentum

อัพเดต 07 ต.ค. 2568 เวลา 16.51 น. • เผยแพร่ 07 ต.ค. 2568 เวลา 11.50 น. • THE MOMENTUM

วันที่ 6 ตุลาคม 2519 เป็นวันที่จารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่า เกิดเหตุการณ์นองเลือดครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อนักศึกษาและประชาชนจำนวนมากออกมาชุมนุม เพื่อเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ต่อต้านเผด็จการ และแสดงความไม่เห็นด้วยกับจุดยืนของรัฐบาลไทยในเวลานั้น แต่เสียงเรียกร้องกลับถูกตอบโต้ด้วยกระสุนและความรุนแรงจากเจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มฝ่ายขวาหลายกลุ่มที่ร่วมมือกัน สุดท้ายมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 41 ราย บาดเจ็บ 145 ราย และถูกจับกุมมากถึง 3,094 ราย เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นที่รับรู้ไปทั่วโลกว่า ประเทศไทยเกิดการเข่นฆ่าประชาชนกลางเมืองอย่างเปิดเผย

ภาพจำที่ลอยขึ้นในหัวของผู้คนมักเป็นภาพนักศึกษาถูกแขวนคอ และชายคนหนึ่งใช้เก้าอี้ตีซ้ำลงบนร่างไร้ชีวิต ขณะที่ฝูงชนรอบข้างส่งเสียงเชียร์ด้วยความสะใจ ภาพเหล่านี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความโหดร้ายในนามของ ‘ความรักชาติ’ ทว่าเบื้องหลังภาพที่เผยแพร่ยังมีร่างของนักศึกษาหญิงหลายคนที่ถูกล่วงละเมิด บางคนเป็นนักศึกษาที่เข้าร่วมชุมนุมอย่างกล้าหาญ บางคนเป็นเพียงผู้สัญจรผ่านพื้นที่ หรือเสียชีวิตโดยไม่มีชื่อเสียงปรากฏ ไม่มีใครกล้าพูดถึงความรุนแรงทางเพศที่เกิดขึ้นกับร่างของพวกเธอ ไม่ว่าจะเป็นการคุกคาม การบังคับถอดเสื้อ หรือแม้แต่การจัดฉากศพเพื่อประจานและลดทอนความเป็นมนุษย์

หญิงสาวผู้ถูกละเมิดในเช้าวันที่ 6 ตุลา 2519

วันที่ 6 ตุลาคม 2519 คือหนึ่งในวันที่มืดมิดที่สุดของประวัติศาสตร์ไทย วันที่เสียงปืนและความเกลียดชังกลืนกินชีวิตของนักศึกษาและประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ แต่ภายใต้ความโหดร้ายที่ปรากฏผ่านตัวเลขผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ยังมีเรื่องราวที่สะเทือนใจยิ่งกว่า เพราะมี ‘ผู้หญิง’ ที่ต้องเผชิญความรุนแรงซ้ำซ้อน ทั้งในฐานะศัตรูทางอุดมการณ์และในฐานะเพศหญิง

สิ่งที่เกิดขึ้นในเช้าวันนั้นสะท้อนให้เห็นอย่างเจ็บปวดว่า การใช้ความรุนแรงทางเพศเป็นเครื่องมือกดขี่และลดทอนความเป็นมนุษย์ของผู้หญิง เป็นกลไกที่ดำรงอยู่ในสังคมชายเป็นใหญ่มาอย่างยาวนาน และในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ก็ไม่ต่างกัน ผู้หญิงในขบวนการประชาธิปไตยหลายคนถูกคุกคาม ถูกบังคับให้ถอดเสื้อ เหลือเพียงแค่ชุดชั้นใน ถูกบังคับให้นอนคว่ำกับพื้น เพื่อประจานและเหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของพวกเธอ

“พี่ทองใบแอบเอาภาพมาให้เราดู เราถึงเห็นความทารุณ มีการเอาลิ่มตอกช่องคลอดผู้หญิง ผู้หญิงถูกบังคับให้ถอดเสื้อ แต่ภาพที่โดนลิ่มตอก พวกคุณเห็นใช่ไหม ภาพคนลากศพไปแขวนที่ต้นไม้ในสนามหลวง ภาพนำศพไปนั่งยาง ภาพนั้นน่ากลัวมาก” มุมมองจาก วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ อดีตนักกิจกรรมชาวไทย กล่าว “มีแต่คนทั้งนั้น ถอดเสื้อถอดอะไร ผู้หญิงก็ต้องถอดหมดนะเหลือแต่ยกทรง และก็คว่ำอยู่อย่างนี้” สมบูรณ์ เกตุผึ้ง อดีตช่างภาพหนังสือพิมพ์สยามรัฐ กล่าวกับบีบีซีไทย

คำบอกเล่าของพยานในวันนั้นทำให้เห็นว่า ความรุนแรงทางเพศไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความใคร่ แต่เพราะ ‘อำนาจ’ ที่ต้องการแสดงความเหนือกว่า ด้วยการทำให้ผู้หญิง เป็นเพียงวัตถุระบายความเกลียดชังของรัฐและฝ่ายขวาจัด

หนึ่งในหญิงสาวที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงครั้งนั้นคือ วัชรี เพชรสุ่น เธออายุเพียง 20 ปี เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะวิทยาศาสตร์ สาขาเคมี มหาวิทยาลัยรามคำแหง เด็กสาวจากจังหวัดชัยภูมิ ผู้เคยมีความฝันและชีวิตธรรมดาเหมือนคนวัยเดียวกัน แต่ในเช้าวันนั้น เธอถูกยิงเข้าที่หลังด้วยกระสุน 3 นัด กระสุนทะลุเข้าช่องอกจนเสียชีวิต

วัชรีไม่ได้ถูกข่มขืนขณะมีชีวิตอยู่ ทว่าความรุนแรงทางเพศได้เกิดขึ้นกับร่างของเธอหลังความตาย มีการจับเธอเปลื้องผ้า เหยียบย่ำศพของเธอด้วยการจัดฉากให้ร่างเปลือยเปล่า และวางไว้กลางลาน ราวกับจะบอกให้สังคมเห็นว่านี่คือชะตากรรมของหญิงที่กล้าท้าทายอำนาจ

ทีมงานโครงการ ‘บันทึก 6 ตุลา’ พยายามค้นหาความจริงของหญิงสาวคนนี้จากเอกสารชันสูตรพลิกศพ และพบว่า ใบหน้าและรูปร่างของศพหญิงเปลือยในภาพถ่ายตรงกับวัชรีมาก ทั้งโครงหน้า รูปกราม และดวงตาที่หลับไม่สนิท รายงานชันสูตรระบุว่า เธอเสียชีวิตจากกระสุนปืน 3 นัด ไม่ได้ระบุร่องรอยของการข่มขืน แต่ทีมงานตั้งข้อสันนิษฐานไว้ 2 ทาง คือ 1. เธออาจไม่ได้ถูกกระทำในลักษณะนั้นจริง แต่ถูก ‘จัดฉาก’ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้ดูน่ากลัวและน่ารังเกียจ หรือ 2. เธออาจถูกทำร้ายจริง เพียงแต่แพทย์ไม่ได้บันทึกไว้ในรายงาน ซึ่งในยุคนั้นการชันสูตรพลิกศพโดยเฉพาะของโรงพยาบาลตำรวจ มักบันทึกเพียงสั้นๆ และไม่ละเอียดพอจะเปิดเผยความจริงได้ทั้งหมด

ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด สิ่งที่แน่นอนคือ ร่างของวัชรีถูกล่วงละเมิดหลังความตาย ร่างที่ควรได้รับความเคารพกลับถูกนำมาแสดงต่อสาธารณะ ถูกเปลื้องผ้า ถูกจัดท่าอย่างอุจาด เพื่อทำลายศักดิ์ศรีของความเป็นหญิงและปฏิเสธความเป็นมนุษย์ของเธออย่างสิ้นเชิง

กว่า 40 ปีผ่านไป ภาพของเธอยังคงปรากฏอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ ไม่ใช่เพียงเพื่อรำลึกถึงความโหดร้ายของรัฐต่อประชาชน แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจว่า ความรุนแรงทางเพศในฐานะ ‘อาวุธของอำนาจ’ ยังคงดำรงอยู่ในสังคม ไม่ว่าจะในสนามรบหรือในสังคมที่ยังไม่เท่าเทียมระหว่างเพศ

นักศึกษาผู้เรียกร้องสิทธิสตรี กับความรุนแรงบนรถเมล์ใน ‘6 ตุลาฯ’

สุชีลา ตันชัยนันท์ คือหนึ่งในนักศึกษาธรรมศาสตร์ผู้ผ่านเหตุการณ์ ‘6 ตุลาฯ 2519’ ทั้งในฐานะนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรีและในฐานะ ‘เหยื่อ’ ของความรุนแรงโดยรัฐ เธอถูกจับกุม คุมขัง และต้องเผชิญกับการคุกคามทางเพศบนรถเมล์ที่ใช้ขนย้ายนักศึกษาหลังเหตุการณ์ปราบปราม

สุชีลาเกิดในครอบครัวชนชั้นกลางเชื้อสายจีน เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปี 2516 ช่วงเวลาที่ขบวนการนักศึกษากำลังเติบโตและกลายเป็นพลังทางสังคมสำคัญ เธอเริ่มต้นจากการร่วมชุมนุมเล็กๆ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้เพื่อนนักศึกษาที่ถูกไล่ออกจากรามคำแหง ก่อนจะค่อยๆ ขยับเข้ามามีบทบาทในขบวนการนักศึกษาเต็มตัว โดยเฉพาะใน ‘กลุ่มผู้หญิงธรรมศาสตร์’ ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อผลักดันประเด็นความเท่าเทียมระหว่างหญิงชาย และทำกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการศึกษาปัญหาโสเภณี การรณรงค์ต่อต้านการประกวดนางสาวไทย และการลงพื้นที่ช่วยเหลือชุมชนชนบท

ปี 2519 สุชีลายังคงเป็นแกนนำนักศึกษาคนสำคัญของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย แต่แล้วทุกอย่างก็พลิกผันในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐพร้อมอาวุธครบมือบุกเข้าปิดล้อมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยิงกราดเข้าใส่นักศึกษาที่มีเพียงมือเปล่า เธอเล่าว่า ภาพที่เห็นในวันนั้นคือ ‘ความป่าเถื่อน’ ที่โหดยิ่งกว่าสงคราม เจ้าหน้าที่บางคนสูบบุหรี่พลางนอนยิงอย่างใจเย็น เหมือนนักล่าสัตว์ที่เลือกเหยื่อได้ตามใจชอบ ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง โดยมีคำอ้างเดียวที่ใช้กลบเกลื่อนความรุนแรงคือ เพื่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

สุชีลาและเพื่อนพยายามติดต่อขอเจรจายุติการชุมนุม ยืนยันว่าไม่มีอาวุธ แต่เสียงร้องขอเหล่านั้นกลับไร้ค่า เมื่อกระสุนยังคงสาดเข้ามาทุกทิศทาง เหตุการณ์ครั้งนั้นคร่าชีวิตประชาชนกว่า 40 ราย และทำให้หลายพันรายถูกจับกุม

หลังการปราบปรามยุติลง สุชีลาถูกเจ้าหน้าที่ต้อนขึ้นรถเมล์สาย 53 ที่ดัดแปลงเป็นรถขนนักศึกษาผู้รอดชีวิตจากการสังหารหมู่ เธอเล่าว่า รถเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ท่ามกลางเสียงตะโกนด่าทอและเสียงพานท้ายปืนที่กระแทกหัวผู้โดยสารอย่างต่อเนื่อง จนมาถึงหน้ากระทรวงยุติธรรม กลุ่มชายฉกรรจ์พุ่งขึ้นมาบนรถพร้อมร่องรอยเลือดบนมือจากการเผาผู้คน พวกเขาทุบตีและลวนลามนักศึกษาหญิงอย่างเหี้ยมโหด

“มือของสัตว์ป่าที่เอื้อมเข้ามาขยำหน้าอกของฉัน น้ำตาไหลอาบแก้ม เหมือนเรากลายเป็นเชลยศึกในสงคราม” เธอบันทึกไว้ในความทรงจำอันขมขื่นนั้น

จากรถเมล์สาย 53 สุชีลาถูกนำตัวไปคุมขังที่โรงเรียนตำรวจนครบาลบางเขน ซึ่งกลายเป็นเรือนจำชั่วคราวที่มีผู้ต้องหากว่า 3,000 ราย ต่อมาเธอถูกย้ายไปอยู่ที่ทัณฑสถานหญิงลาดยาว ระหว่างการสอบสวน เจ้าหน้าที่พยายามบังคับให้สุชีลายอมรับว่า นักศึกษาถูกยุยงโดยกลุ่มหัวรุนแรงและเคยผ่านการฝึกใช้อาวุธ แต่เธอปฏิเสธทั้งหมด เพราะรู้ว่าคำกล่าวเหล่านั้นเป็นเพียงข้ออ้าง เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการฆ่านักศึกษา

สุชีลาถูกคุมขังร่วมกับนักศึกษาอีก 18 ราย เป็นเวลานานเกือบ 2 ปี จนในที่สุดพวกเธอได้รับอิสรภาพจากพระราชกฤษฎีกานิรโทษกรรมในปี 2521

ร่างกายผู้หญิงกับอำนาจรัฐใน 6 ตุลา

เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ไม่ใช่เพียงโศกนาฏกรรมทางการเมือง แต่ยังเผยให้เห็นมิติของความรุนแรงเชิงเพศที่ซ่อนอยู่ในประวัติศาสตร์ ผู้หญิงในขบวนการนักศึกษากลายเป็นเป้าหมายของการคุกคามทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งขณะมีชีวิตและหลังความตาย ร่างกายและศักดิ์ศรีของพวกเธอถูกลดทอนอย่างโหดร้าย เพื่อสร้างความหวาดกลัวและแสดงอำนาจของรัฐ ความรุนแรงเหล่านี้สะท้อนอคติทางเพศและโครงสร้างชายเป็นใหญ่ที่ฝังลึกในสังคมไทย

แม้กาลเวลาจะผ่านไปกว่า 40 ปี ภาพความทรงจำของผู้เสียชีวิตทั้งชายและหญิงยังคงเตือนใจถึงความโหดร้ายและความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมถึงบทบาทและความกล้าหาญของผู้หญิงที่ยืนหยัดเรียกร้องความเท่าเทียมและประชาธิปไตย แม้ต้องเผชิญกับอำนาจและความรุนแรง

อ้างอิง:

https://www.bbc.com/thai/articles/cj7344n5neno

https://doct6.com/archives/13421

https://doct6.com/archives/13520

https://doct6.com/learn-about/how?fbclid=IwY2xjawNPlQFleHRuA2FlbQIxMABicmlkETE3RUJWT1JyekZnTHdUb3JxAR5ey7-RT6J6WH1NC9-vh3wAK3Kn4gl77kjesekVUNo0RwrwKFa8yofzTUnMDw_aem_tJoMISKupZ19csfmdWwXyg

https://doct6.com/wp-content/uploads/2017/12/B021-น.ส.วัชรี-เพชรสุ่น.pdf

https://doct6.com/remember/victims?fbclid=IwY2xjawNPlNdleHRuA2FlbQIxMABicmlkETE3RUJWT1JyekZnTHdUb3JxAR4QGr7QTCond_LolD6mYLSWbc7wFjtzgMkKI8dMe4lg6EQBjLz4sJypDV_Usw_aem_pPZo3eW5Gpd_4cp1ouLR_g

https://mirrorthailand.com/movinon/socialissues/100639

https://www.silpa-mag.com/history/article_56485

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...