3 โบรกส่องหุ้น CPAXT ลุ้นมาตรการรัฐหนุนฟื้น
หุ้นวิชั่น
อัพเดต 10 ต.ค. 2568 เวลา 14.55 น. • เผยแพร่ 12 ต.ค. 2568 เวลา 07.00 น. • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้นหุ้นวิชั่น - 3 โบรกเกอร์มีมุมมองหลากหลายต่อผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2568 ของ บมจ.ซีพี แอ็กซ์ตร้า (CPAXT) โดย บล.พาย คาดการณ์กำไรเติบโต ขณะที่ บล.หยวนต้า และ บล.กรุงศรี ประเมินว่ากำไรจะหดตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน อย่างไรก็ตาม ทุกค่ายมองตรงกันว่าผลการดำเนินงานในไตรมาส 4 มีแนวโน้มฟื้นตัวโดดเด่น รับอานิสงส์ช่วงไฮซีซั่นและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ
นักวิเคราะห์จาก 3 บริษัทหลักทรัพย์ได้ประเมินทิศทางผลประกอบการของ CPAXT ในไตรมาส 3 ปี 2568 ซึ่งจะประกาศในช่วงเดือนพฤศจิกายน โดยมีมุมมองที่แตกต่างกันออกไป
- บล. พาย (Pi Securities) มีมุมมองเชิงบวกที่สุด โดยคาดว่ากำไรสุทธิในไตรมาส 3/2568 จะอยู่ที่ 2.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) และ 1% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ปัจจัยหนุนมาจากการเติบโตของยอดขาย 3% (YoY) และการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ดี
- บล. หยวนต้า (ประเทศไทย) คาดการณ์กำไรปกติที่ 2.1 พันล้านบาท ซึ่งจะลดลง 11% (YoY) และ 8% (QoQ) โดยให้เหตุผลว่าปัจจัยด้านฤดูกาลกดดันยอดขายให้ปรับตัวลง และถึงแม้รายได้จะเติบโตเล็กน้อยจากการขยายสาขา แต่อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ทำได้เพียงทรงตัว ขณะที่ค่าใช้จ่าย SG&A และภาษีเพิ่มขึ้น
- บล. กรุงศรี (Krungsri Securities) ประเมินกำไรหลักไว้ที่ 2.0 พันล้านบาท ลดลง 6% (YoY) และ 12% (QoQ) สาเหตุหลักมาจากอัตรากำไรขั้นต้นที่คาดว่าจะหดตัวลง 0.2% จากปีก่อน เนื่องจากสัดส่วนยอดขายเปลี่ยนไปทางกลุ่มสินค้าอาหารสดมากขึ้น ซึ่งมีอัตรากำไรต่ำกว่า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
จับตาไตรมาส 4 ฟื้นตัวเด่น รับไฮซีซั่นและมาตรการรัฐ
แม้ว่าแนวโน้มในไตรมาส 3 จะยังมีความไม่แน่นอน แต่นักวิเคราะห์ทุกสำนักเห็นพ้องต้องกันว่าผลประกอบการในไตรมาส 4 ปี 2568 จะเติบโตอย่างโดดเด่นเมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปัจจัยสำคัญคือการเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของการบริโภค ประกอบกับกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส และการเติมเงินให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งจะเริ่มในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม
อย่างไรก็ตาม บล.หยวนต้า ตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจัยที่ต้องจับตาคือความสามารถในการทำกำไรของบริษัท โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีก (Lotus's) ซึ่งเผชิญกับการแข่งขันด้านราคาที่สูงขึ้น
คำแนะนำและราคาเป้าหมาย
จากมุมมองที่แตกต่างกัน ทำให้คำแนะนำและราคาเป้าหมายมีความหลากหลาย ดังนี้
- บล. หยวนต้า: คงคำแนะนำ "ซื้อ" แต่ปรับลดราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2569 ลงเป็น 26.50 บาท (จากเดิม 28.50 บาท) พร้อมปรับลดประมาณการกำไรปี 2568-2569 ลง 7-9% เพื่อสะท้อนกำลังซื้อที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด และมองว่าหากหุ้นมีการพักฐานในระยะสั้นอาจเป็นจังหวะในการเข้าสะสม
- บล. พาย: คงคำแนะนำ "ซื้อ" ด้วยราคาพื้นฐาน 26.00 บาท โดยมองว่าแนวโน้มการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ในไตรมาส 4 มีทิศทางที่ดีขึ้นจากมาตรการรัฐ
- บล. กรุงศรี: คงคำแนะนำ "Neutral" (เป็นกลาง) และให้ราคาเป้าหมายปี 2568 ที่ 21.00 บาท โดยเชื่อว่าราคาหุ้นปัจจุบันได้สะท้อนแนวโน้มที่ดีของไตรมาส 4 ไปแล้ว
บล.หยวนต้า ระบุ CP Axtra (CPAXT) งบ 3Q25 ไม่เด่น ลุ้นมาตรการรัฐหนุนปลายปี
คาด กำไรปกติ 3Q25 จะลดลง 11% YoY
เราคาด กำไรปกติ 3Q25 ที่ 2.1 พันลบ. (-8% QoQ, -11% YoY)
สำหรับธุรกิจค้าส่ง (Makro) คาดรายได้ที่ 6.9 หมื่นลบ. (-2% QoQ, +3% YoY) อิงคาดการณ์ SSSG ทรงตัว YoY การเติบโตทำได้จำกัดในภาวะเศรษฐกิจอ่อนแอ แต่ดีกว่า -1.2% YoY ใน 2Q25 อย่างไรก็ตาม เราคาดยอดขายเติบโตจากการขยายสาขาและการซื้อกิจการในมาเลเซีย (รวมงบ 1 เดือน)
ส่วนธุรกิจค้าปลีก (Lotus’s) คาดรายได้ที่ 5.3 หมื่นลบ. (-11% QoQ, +2% YoY) จากคาด SSSG ทรงตัว YoY โดยการเติบโตของยอดขายในมาเลเซียเด่นกว่าธุรกิจในไทย เพราะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและภาคท่องเที่ยวที่เติบโต
ด้านต้นทุน เราคาด GPM รวม ที่ 16.5% (+45bps QoQ, ทรงตัว YoY) GPM ของ Makro คาด +50bps YoY จากการเปลี่ยนวิธีบันทึกบัญชี ขณะที่ GPM ของ Lotus’s คาดลดลง 40bps YoY จาก Product mix และมีการแข่งขันด้านราคามากขึ้น
สำหรับค่าใช้จ่าย SG&A คาดที่ 1.8 หมื่นลบ. (+3% QoQ, +1% YoY) เราคาดค่าใช้จ่าย SG&A จะยังเติบโตช้ากว่ายอดขาย เพราะการประหยัดค่าใช้จ่ายหลังควบรวมกิจการ
ด้านต้นทุนทางการเงิน เพิ่มขึ้นเล็กน้อย QoQ จากต้นทุนเงินกู้ยืมสำหรับการเข้าซื้อกิจการในมาเลเซีย
แนวโน้ม 4Q25 คาดเติบโต QoQ แต่การเติบโต YoY ยังต้องลุ้น
แนวโน้ม 4Q25 คาดผลประกอบการเติบโต QoQ หนุนจากช่วง High Season ของภาคการบริโภค และกำลังซื้อเพิ่มขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โครงการคนละครึ่ง พลัส และเติมเงินผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐฯ วงเงินรวม 6.6 หมื่นลบ.ที่จะเริ่มใช้ พ.ย.-ธ.ค.25 ขณะที่ฐานปีก่อน ผลบวกจากการแจกเงินหมื่นให้กลุ่มเปราะบางเห็นชัดเฉพาะช่วงปลาย ก.ย.-ต้น ต.ค. ทำให้เราคาดว่ายอดขายและ SSSG ทั้งไตรมาสยังมีโอกาสเติบโตได้
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ต้องจับตาคือการเพิ่มอัตรากำไรของบริษัท หากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาอย่างต่อเนื่องเริ่มเห็นผล ภาคการบริโภคฟื้นตัว หากการแข่งขันในอุตสาหกรรมลดลง จะเป็นบวกให้กับ GPM ของบริษัท โดยเฉพาะธุรกิจ Lotus’s จะเริ่มฟื้นตัวได้
ปรับประมาณการปี 2025-2026 ลง 7-9%
หากผลประกอบการออกมาตามคาด กำไรปกติ 9M25 คิดเป็นเพียง 60% ของประมาณการปี 2025 เดิมของเรา แม้ 4Q25 กำไรคาดฟื้นตัวเด่น QoQ แต่เพื่อจำกัด Downside บนประมาณการ ทำให้เรา ปรับลดกำไรปกติปี 2025-2026 ลง 7-9% เป็น 1.1 หมื่นลบ. (-1% YoY) และ 1.2 หมื่นลบ. (+9% YoY) ตามลำดับ
จากการปรับสมมติฐานหลักดังนี้ เราปรับลดสมมติฐาน SSSG และ GPM ในปี 2025-2026 ของธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกลง แนวโน้มกำลังซื้อผู้บริโภคที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาดใน 9M25 ทำให้บริษัทต้องใช้กลยุทธ์ด้านราคามากขึ้นเพื่อดึง Traffic กดดันการทำกำไร
ในขณะเดียวกัน เรารวมรายได้และค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจากธุรกรรมการซื้อ Renewed Hope (Holding) ที่มีธุรกิจนำเข้า ผลิต และจำหน่ายอาหารให้ลูกค้า HoReCa ห้างค้าปลีกและค้าส่งในมาเลเซีย ไว้ในประมาณการ
คงคำแนะนำ “ซื้อ” ปรับราคาเหมาะสมเป็น 26.50 บาทต่อหุ้น
ผลของการปรับประมาณการ ทำให้ได้ราคาเหมาะสมใหม่ที่ 26.50 บาท หุ้นมี Upside 17% และซื้อขายต่ำมูลค่าทางบัญชี ทำให้เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ”
อย่างไรก็ตาม จากผลประกอบการที่ไม่เด่น อ่อนแอกว่าที่เราคาดไว้ก่อนหน้า หุ้นมีโอกาสปรับตัวลงหลังถูกเก็งกำไรขึ้นมามากจากความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อาจใช้จังหวะหุ้นพักฐานในการเข้าทยอยสะสม (คาดรายงานงบ 11 พ.ย.)
ความเสี่ยงสำคัญ:
เศรษฐกิจไทยและกำลังซื้อผู้บริโภคชะลอตัว, นักท่องเที่ยวต่างชาติ ต่ำ, ค่าเงิน และการแข่งขันที่สูงขึ้น
ด้าน บล.พาย ระบุคาด กำไร 3Q25 โตต่อเนื่อง YoY BUY
เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” ที่มูลค่าพื้นฐาน 26.00 บาท โดยเราคาดเห็นแนวโน้มการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ช่วง 4Q25 มีทิศทางดีขึ้นกว่าช่วง 3 ไตรมาสแรก รับปัจจัยบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล
ขณะที่ระยะสั้น คาดรายงาน กำไรสุทธิ 3Q25 ที่ 2.3 พันล้านบาท (+6% YoY, +1% QoQ) หนุนจากยอดขายที่โต 3% YoY
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายลดลง YoY จากการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ดี แม้คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะทรงตัว YoY กดดันจากยอดขายสินค้า non-food ที่หดตัว YoY
คาดกำไรสุทธิ 3Q25 เติบโต YoY
- ธุรกิจขายส่ง (Makro)
รายงาน EBITDA เพิ่มขึ้น YoY ใน 3Q25 หนุนจากรายได้ 6.9 หมื่นล้านบาท (+4% YoY) จากยอดขายอาหารสด แม้ว่ายอดขาย non-food จะลดลงตามสภาพเศรษฐกิจและการแข่งขัน รวมถึงยอดขายจาก Lucky Frozen 1 เดือน และยอดขายสาขาใหม่ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา (ไม่มีการเปิดสาขาใหม่ระหว่างไตรมาส 2/25)
ภาพรวม SSSG ช่วง 3Q25 ทรงตัว YoY โดยคาด อัตรากำไรขั้นต้น ของธุรกิจขายส่งเพิ่มขึ้น 50 bps YoY เป็นผลมาจากการจัดประเภทผลตอบแทนจากการสนับสนุนการขายร่วมกับคู่ค้าจากรายได้จากการให้บริการเป็นการลดต้นทุนขาย
SG&A-to-sales ratio ลดลง YoY เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับ Omni Channel เพิ่มขึ้น YoY ในอัตราที่ต่ำกว่ายอดขาย - ธุรกิจค้าปลีก (Lotus’s)
รายงาน EBITDA เพิ่มขึ้น YoY ใน 3Q25 ผลจากรายได้จากการขายที่ 5.3 หมื่นล้านบาท (+2% YoY)
ผลจาก SSSG ของ Lotus’s ที่ทรงตัว YoY ใน 3Q25 โดย SSSG ของ Lotus’s ไทย ทรงตัว YoY เนื่องจากฝนตกมากขึ้นและฐานสูงจากมาตรการแจกเงิน 1 หมื่นบาทของภาครัฐในปีก่อน และ SSSG ของ Lotus’s มาเลเซีย เพิ่มขึ้น YoY จากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ
การขยายสาขาใน 2Q25 เปิด Hypermarket 1 สาขาที่ลานารายณ์ (พื้นที่ขายขนาด 4,000 ตร.ม.) เปิดสาขา Lotus Go Fresh 52 แห่ง และปิดสาขา Lotus Go Fresh 44 แห่ง ทำให้สิ้นไตรมาสมีจำนวนสาขาในไทย 2,511 สาขา และในมาเลเซีย 70 สาขา
คาด อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจค้าปลีกลดลง 30 bps YoY ใน 3Q25 ผลจากการเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนการขายสินค้า และการแข่งขันด้านราคาที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มสินค้า non-food - รายได้ส่วนธุรกิจศูนย์การค้า
+1% YoY ใน 3Q25 ผลจากการปรับปรุงสาขาที่ทยอยแล้วเสร็จ โดยคาดอัตราการเช่าพื้นที่ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 92%-93% ทั้งในประเทศไทยและมาเลเซียในช่วง 3Q25
คำแนะนำ: "ซื้อ" แนวโน้มเติบโตแข็งแกร่ง
มูลค่าพื้นฐาน 26.00 บาท คำนวณด้วยวิธี คิดลดเงินสด (DCF) ด้วย WACC 8.0% และ TG 1.5% เทียบเท่า 22x PE’26E ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยกลุ่มพาณิชย์ไทย
ในขณะที่ บล.กรุงศรี ระบุ 3Q25F: กำไรหดตัว YoY
จำกัดอัตรากำไรขั้นต้น ใน 3Q25F เราประมาณการ กำไรหลัก อยู่ที่ 2 พันล้านบาท (-6% YoY, -12% QoQ) เนื่องจากรายได้ยังคงทรงตัว ขณะที่ อัตรากำไรขั้นต้นหดตัว จากการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนรายได้ YoY ไปสู่สินค้าอาหารสด ซึ่งทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลง เนื่องจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
เราคงคำแนะนำ “เป็นกลาง” และราคาเป้าหมาย 21 บาท เนื่องจากการประเมินมูลค่า P/E ที่ 20.2x ปี 2025F ซึ่งสูงกว่าอุตสาหกรรมที่ 16.8x ทำให้แนวโน้มที่ดีของ 4Q25 สะท้อนอยู่ในราคาแล้ว
3Q25 กำไรหลักหดตัว 6% YoY แตะ 2 พันล้านบาท
เราประมาณการกำไรหลักจะอยู่ที่ 2 พันล้านบาท ลดลง 6% YoY และ 12% QoQ จาก:
- SSSG ทรงตัว สำหรับทั้งธุรกิจขายส่งและค้าปลีก
- อัตรากำไรขั้นต้นหดตัว 0.2ppt YoY (เป็น 14.2%) เนื่องจากใน 4Q24 มียอดขายสินค้าฟุ่มเฟือยเพิ่มขึ้นหลังจากได้รับเงินสด 10,000 บาทในช่วงปลายเดือน ก.ย. 2024 ซึ่งสินค้าฟุ่มเฟือยมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่าค่าเฉลี่ย
เราคาดว่าใน 3Q25F มีการขายสินค้าประเภทอาหารเพิ่มขึ้น YoY ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลง เนื่องจากสินค้าอาหารมีอัตรากำไรขั้นต้นค่อนข้างต่ำ แม้ว่าจะยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขที่ชัดเจนในขั้นตอนนี้ก็ตาม
ค่าใช้จ่าย SG&A ต่อยอดขายรวม ลดลง 0.1ppt YoY (เป็น 13.8%) ค่อนข้างคงที่ เนื่องจากยอดขายทรงตัว
4Q25F เป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของปี และอัตรากำไรขั้นต้นอาจเพิ่มขึ้น QoQ
เราเชื่อว่าแนวโน้ม 4Q25F ดีขึ้น เพราะเป็นฤดูกาลสูงสุดของปี อัตรากำไรขั้นต้นอาจเพิ่มขึ้น QoQ จากการขายผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรสูงในช่วงเทศกาล แต่ YoY อาจลดลง เนื่องจากการเบิกจ่ายเงินสด 10,000 บาทตั้งแต่ ก.ย.-ธ.ค. 2024 ซึ่งสร้างฐานสูงสำหรับอัตรากำไรขั้นต้นใน 4Q24
ความเสี่ยงสำคัญ: การบริโภคในประเทศ
เราให้ TP ที่ 18.8x P/E ปี 2025 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในระยะยาว -1.5SD เนื่องจากการบริโภคที่ชะลอตัว ปรากฏจาก SSSG ที่อ่อนตัว ขณะที่ P/E 2025F ที่ 20.2x การบริโภคในประเทศอาจมีความผันผวน ซึ่งมีทั้งผลบวกและผลลบต่อ SSSG และความสามารถในการทำกำไร