โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตำรวจลาออก การตัดสินใจ 'เปลี่ยนชีวิต'

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 13 ต.ค. 2568 เวลา 00.34 น. • เผยแพร่ 13 ต.ค. 2568 เวลา 00.34 น.

เหยี่ยวถลาลม

ตำรวจลาออก

การตัดสินใจ ‘เปลี่ยนชีวิต’

การลาออกจากราชการเป็น “การตัดสินใจ” ที่สำคัญ และการตัดสินใจของแต่ละคนก็ต้องมี “ที่มา”

ดังเช่นที่ “ผู้กองแคท” ร.ต.อ.หญิง อาทิติยา เบ็ญจะปัก ยื่นหนังสือลาออกจากราชการต่ออธิบดีกรมการปกครองนั้น ถึงแม้จะเห็นว่า “จู่ๆ” ลงมือ แต่ก็ต้องมี “ที่มา”

ชีวิตราชการผู้กองแคทคนสวยกำลังรุ่ง เมื่อโอนย้ายจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติไปกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยก็แต่งตั้งให้เป็น “ปลัดอำเภอเมืองศรีสะเกษ” หากแต่ในฉับพลันนั้นเองก็มีหนังสือจากรัฐสภา “ขอตัว” ผู้กองแคทให้ไปช่วยราชการในส่วนงานของประธานสภาผู้แทนราษฎร

กรมการปกครองไม่อนุมัติ!

ให้เหตุผลว่าตำแหน่ง “ปลัดอำเภอ” นั้นต้องลงพื้นที่ ไปทำงาน ไปรับไม้ต่อจากปลัดคนก่อน

เฟซบุ๊กผู้กองแคทจึงได้โพสต์ชวนฉงนว่า “มีคำสั่งย้ายไปเป็นปลัด เจ้าตัวไม่ได้สมัครใจ ไม่ได้ร้องขอย้ายไปไหน…”

อึดใจต่อมา ผู้กองแคทก็ตัดสินใจยื่นหนังสือ “ลาออกจากราชการ”

ให้เหตุผลอย่างมีไมตรีว่า “ประสงค์ที่จะไปประกอบอาชีพอื่น”

ผู้คนทั่วไปที่เฝ้าติดตามดูเส้นทางราชการที่ก้าวหน้าหวือหวาของผู้กองแคทตั้งแต่รับราชการตำรวจ ชั่วลัดนิ้วมือเดียวติดยศ “ร้อยตำรวจเอก” เผลอแป๊บเดียวโยกไปนั่งกรมการปกครอง ได้ตำแหน่ง “ปลัดอำเภอ”

แต่ก็ชั่วพริบตา “ผู้กองแคท” ตัดสินใจ “ลาออกจากราชการ”

แม้จะยังไม่สำเร็จตามจุดประสงค์ แต่การลาออกจากราชการเป็นการเปลี่ยน “วิถีชีวิต”

จะว่าไปแล้ว ไม่ง่ายนักที่ข้าราชการคนหนึ่งจะลาออกจากราชการ

กล่าวสำหรับประเทศไทยแล้ว “ข้าราชการ” นั้นนับเป็น “ชนชั้นพิเศษ” ที่ประชาชนทั่วไปเอื้อมไปไม่ถึง เงินเดือนดี สวัสดิการดี ความชั่วไม่มี-ความดีไม่ปรากฏ เงินเดือนก็เลื่อนขึ้นได้เรื่อยๆ เกษียณแล้วยังมีกินอยู่ไปจนวันตาย

ลาออกทำไมกัน!

มีเหตุผลอะไรอยู่เบื้องหลังการลาออก หรือลาออกด้วยอารมณ์ชั่ววูบ

อย่าลืมว่า โลกในวันนี้ไม่เหมือนเดิม คนทุกวันนี้ไม่ใช่คนยุคเบบี้บูม ไม่ใช่คนเก่าจากยุคสงครามโลกครั้งที่ 2

โลกเปลี่ยนแปลง คนเปลี่ยนไป

คนรุ่นใหม่ๆ ที่เข้าสวมแทนในตำแหน่งต่างๆ อาจมี “ทัศนะ” รวมทั้งท่าทีต่อ “เก้าอี้” หรือ “ตำแหน่งงาน” เปลี่ยนไป

คนรุ่นก่อนอาจมองเก้าอี้ว่าเป็น “โอกาส” ที่ทำให้มือยาวขึ้นกว่าเดิม สามารถยื่นออกไปคว้าฉวยลาภยศ สรรเสริญหรือผลประโยชน์ทั้งในรูปเงิน หรือสิ่งของทรัพย์สินอื่นใด รวมถึงสถานะทางสังคม อภิสิทธิ์ชื่อเสียง

แต่คนรุ่นใหม่อาจมอง “เก้าอี้” หรือ “ตำแหน่ง” ว่าเป็นความรับผิดชอบซึ่งต้องอาศัยความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ในการ “แบก”

การลาออกจากราชการของข้าราชการตำรวจจำนวนมากในระยะนี้ก็เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมอย่างหนึ่ง

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ในนาม “โครงการปรับเปลี่ยนกำลังพล” รุ่นที่ 26 สำนักงานตำรวจแห่งชาติอนุมัติให้ระดับ “นายพล” ลาออกจากราชการถึง 65 นาย

เป็นการตัดสินใจลาออกที่มี “แรงจูงใจ”

“พล.ต.ต.” 52 นายที่ลาออกได้เลื่อนยศเป็น “พล.ต.ท.”

ส่วน “พล.ต.ท.” 13 นาย ได้เลื่อนยศเป็น “พล.ต.อ.”

น่าสังเกตที่ตำแหน่งหลักๆ อย่าง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด เช่น ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี, ตาก, พิจิตร, ราชบุรี, บึงกาฬ, พระนครศรีอยุธยา, ชุมพร, สุราษฎร์ธานี, พังงา, ยะลา ลาออกกันคึกคัก

โครงการนี้คล้ายกับตั้งใจทำให้เก้าอี้ว่างลงเพื่อลดความแออัดและอึดอัดของบุคลากรเท่านั้น

ไม่ได้มีจุดประสงค์ที่ “ลดภาระ” ให้กับงบประมาณแผ่นดิน

จัดโครงการจูงใจให้ลาออกจากราชการ แต่ไม่ยุบไม่ปรับลดอัตราตำแหน่ง

วันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติอนุมัติอีกครั้ง ให้ตำรวจลาออกจากราชการได้ตาม “โครงการปรับเปลี่ยนกำลังพล” รุ่นที่ 27 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

ล็อตใหญ่นี้มีตำรวจลาออก 1,095 นาย

มีครบทุกตำแหน่ง ทุกชั้นยศ ตั้งแต่ดาบตำรวจ, รองสารวัตร, สารวัตร, รอง ผกก., ผกก., รอง ผบก., ผบก.,รอง ผบช.

แม้กระทั่ง พล.ต.ท.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต ผบช.ภาค 7 ที่ปีก่อนเคยลุ้นจะข้ามมานั่งเก้าอี้ “ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล” ยังโบกมือลา

ทุกครั้งที่มี “โครงการ” จูงใจให้ตำรวจลาออกจากราชการ นับวันแนวโน้มการลาออกจะเพิ่มมากขึ้น

การตัดสินใจลาออกจากราชการของตำรวจทุกวันนี้มาจาก 2 สาเหตุ

หนึ่ง “แรงจูงใจ” กับ

อีกหนึ่ง “แรงไม่จูงใจ”

สร้างแรงจูงใจด้วยการเลื่อน 1 ชั้นยศให้กับผู้เข้าโครงการลาออกจากราชการก่อนเกษียณ

ส่วนที่ว่า “แรงไม่จูงใจ” ก็คือ วงการตำรวจสมัยนี้เริ่ม “เปลี่ยนไป” การนั่งเก้าอี้สำคัญไม่ได้หมายความว่าจะมีความสุขเหมือนแต่ก่อน

ระบบตำรวจสมัยก่อน คนที่ยศต่ำ ตำแหน่งเล็ก มีหน้าที่ไปกวาดเก็บรวบรวมมากองไว้ให้นาย ทำให้ “เก้าอี้” หรือ “ตำแหน่ง” ของตำรวจจึง “มีราคา”

“ตำแหน่ง” ที่หรูๆ เท่ๆ จึงไม่ได้หมายถึงภาระที่ต้องรับผิดชอบ

ตำแหน่งถูกผูกติดอยู่กับผลประโยชน์ที่ได้รับ ซึ่งมากมายมหาศาลตั้งแต่ระดับโรงพักไปจนถึงกองบัญชาการ

ประเทศผ่านการรัฐประหาร 2 ครั้ง นึกว่าจะปฏิรูปให้ดีขึ้น

ทั้ง กันยายน 2549 และพฤษภาคม 2557 อำนาจทั้งหมดถูกรวบ กติกาถูกเปลี่ยนเป็นกติกู มีการซื้อขายตำแหน่งกันครึกโครม เหลวแหลก เลวร้ายยิ่งกว่ายุคสมัยใดๆ

แต่ไม่เคยมีใครถูกกล่าวหาว่าทุจริต ต้องติดคุก

ต่างจากปัจจุบัน ที่สภาพบ้านเมืองเปลี่ยนไป บุคลากรตำรวจก็เปลี่ยนรุ่น ถึงแม้การหาเงินส่งให้นายจะเป็นความอัปยศน่าอับอาย และยังมีคนเสี่ยงทำอยู่ แต่ก็เพลามือลงมาก

เก้าอี้หรือตำแหน่งของตำรวจในอนาคตจะเป็นภาระที่ต้องอาศัย “มืออาชีพ” แบกรับอย่างมีเกียรติ!?!!!

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ตำรวจลาออก การตัดสินใจ ‘เปลี่ยนชีวิต’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...