โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ย้อนรอยมอเตอร์ไซค์สัญชาติไทย “Tiger”

Reporter Journey

อัพเดต 17 ต.ค. 2568 เวลา 13.19 น. • เผยแพร่ 16 ต.ค. 2568 เวลา 22.00 น. • Reporter Journey

ย้อนรอยมอเตอร์ไซค์สัญชาติไทย "Tiger" เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ในเวลาแค่ 10 ปี

หลายคนคงลืมไปแล้วว่าครั้งหนึ่งประเทศไทยเคยมีแบรนด์รถจักรยานยนต์นามว่า “Tiger” ซึ่งปัจจุบันเลือนหายไปจากความทรงจำของคนไทยไม่ต่างอะไรกับแบรนด์นวัตกรรมสัญชาติไทยอื่นๆ ที่ไม่ประสบความสำเร็จนับตั้งแต่เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่าง “ธานินทร์” ที่กลายเป็นตำนานทรานซิสเตอร์ในยุคปี 2520 - 2535

หรือแม้แต่รถยนต์แบรนด์ไทย V.M.C. ที่ถือกำเนิดในช่วงปี 2538 สร้างความฮือฮาในวงการณ์รถยนต์ ณ ขณะนั้นว่าไทยกำลังจะมีแบรนด์รถยนต์สัญชาติไทยเหมือนกับญี่ปุ่น เกาหลีใต้แล้ว แต่สุดท้ายผ่านมาไม่เกิน 10 ปี V.M.C. ก็ไปไม่รอด ทิ้งไว้เพียงแค่ตำนานที่ตัวหนังสือซีดจางในหน้าประวัติศาสตร์ไทยที่ผู้คนลืมเลือนไปแทบหมดสิ้น

ความพยายามในการพัฒนานวัตกรรมยานยนต์ของไทยยังคงอยู่ในใจของคนไทยมาโดยตลอดและตั้งคำถามเสมอว่าทำไมธุรกิจด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมไฮเทคที่เป็นสัญชาติไทยแท้ๆ จึงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในประเทศแห่งนี้ และมีความพยายามที่นักธุรกิจไทยจะสร้างธุรกิจด้านนวัตกรรมขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่คู่บ้านคู่คนไทยก็คือ รถจักรยานยนต์

ปี 2543 หลังผ่านวิกฤตต้มยำกุ้งมาได้ 3 ปี เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัว มีนักธุรกิจคนไทยนามว่า “ปิติ มโนมัยพิบูลย์” บัณฑิตวิศวกรอุตสาหกรรม จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกา และเป็นผู้บริหารของ “ไทย คาวาซากิ มอเตอร์ส” โรงงานผลิตรถจักรยานยนต์คาวาซากิ ที่เกิดขึ้นภายใต้การสนับสนุนของคาวาซากิญี่ปุ่น รวมทั้งการเป็นตัวแทนจำหน่ายจักรยานยนต์คาวาซากิผู้เดียวในประเทศไทย หลังกลับมาบริหารทั้งโรงงานและการตลาดให้คาวาซากิในเมืองไทย ระหว่างนั้น เขาเรียนรู้ทุกเรื่องของญี่ปุ่น ซึ่งมักจะทำทุกอย่างเป็นโนว์ฮาวและถ่ายทอดมาอยู่แล้วเพื่อพิสูจน์ความสามารถของคนไทย

แต่สิ่งที่พิเศษคือ ปิติไม่ได้เรียนรู้โนว์ฮาว (know-how) คือ ความรู้ว่าทำอย่างนั้นได้อย่างไรเท่านั้น แต่เขายังชอบการเรียนรู้แบบโนว์วาย (know-why) ด้วย คือ ต้องรู้ให้ได้ว่าทำไมถึงต้องทำอย่างนั้น แต่ละวิธีการที่ทำเพราะอะไร ปิติจึงเรียนรู้เรื่องรถมอเตอร์ไซค์อย่างลึกซึ้งทั้งการผลิตและการตลาด ตลอด 30 กว่าปี ปั้นมอเตอร์ไซค์คาวาซากิมากับมือ แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 จึงจำเป็นต้องขายหุ้นให้ญี่ปุ่น ทำให้โรงงานผลิตที่ระยองกลายเป็นของญี่ปุ่น เพราะประสบปัญหาเช่นเดียวธุรกิจทั่วไป ธนาคารเรียกชำระหนี้กะทันหัน ดอกเบี้ยพุ่งกระฉูด การค้าฝืดเคือง

ฝันใหญ่รถมอไซค์ของคนไทย 100%

ในเวลานั้นปิติรู้แล้วว่า การที่เขานั่งดำรงตำแหน่งบริหารให้กับธุรกิจผู้อื่น มันก็เป็นเพียงแค่หัวโขนเท่านั้น เขาจริงคิดใหญ่อยากที่จะพัฒนารถจักรยานยนต์สัญชาติไทยขึ้นมาเพื่อป้อนตลาดในประเทศที่นับว่าเป็นชาติที่นิยมใช้รถจักรยานยนต์อันดับต้นๆ ของโลก

ปิติได้รับเงินทุนจากผู้เป็นพ่อตาจำนวน 200 ล้านบาท เพราะรู้ว่ามีความชำนาญ รวมกับทีมงานเดิมทั้งคนไทยและญี่ปุ่นซึ่งมีฝีมือพร้อมจะทำงานด้วย โรงงานเก่าที่สมุทรปราการซึ่งเคยตั้งใจจะขายแต่ไม่มีใครซื้อ จึงถูกปัดฝุ่นเดินเครื่องอีกครั้ง

การก่อร่างสร้างทีมขึ้นมาใหม่จึงเกิดขึ้นในปีพ.ศ. 2543 ใช้เวลาประมาณ 1 ปีครึ่ง ก็พร้อมเปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์ Tiger ในปีพ.ศ.2546 ในตอนนั้นคนไทยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรก ไม่เชื่อว่าจะทำได้ ไม่และไม่สนับสนุนให้ประกาศตัวว่าเป็นของคนไทยผลิตเอง เพราะคนไทยไม่ได้เชื่อมั่นในฝีมือคนไทยขนาดนั้นโดยเฉพาะสินค้าเทคโนโลยี และกลุ่มที่สอง คือเป็นกลุ่มที่เชื่อว่าทำได้ แต่คิดว่าต้องให้ซื้อแบรนด์เป็นภาษีต่างประเทศมาติด เพื่อกลบภาพความเป็นแบรนด์คนไทย

Tiger แบรนด์ที่เรียกง่าย "เสือ" เป็นสัญลักษณ์ของพลัง ความแข็งแกร่ง ว่องไว เหมาะกับรถมอเตอร์ไซค์ การที่ปิติเปิดตัวว่าเป็นแบรนด์ของคนไทย 100% เพราะเขาต้องการเป็นความจริงให้ผู้บริโภครู้ ไม่ใช่เพื่อให้เห็นใจช่วยๆ กันซื้อ แต่ต้องการพิสูจน์ฝีมือสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว

รถรุ่นแรกเปิดตัวด้วยการตั้งราคาคันละ 29,900 บาท ในขณะที่ราคารถจักยานยนต์ญี่ปุ่นในตอนนั้นคันละสูงกว่า 30,000 บาท

ปรากฎว่า 2 เดือนต่อมา Honda ซึ่งเป็นผู้นำตลาดที่มีส่วนแบ่งสูงถึง 60 กว่า% ออกรถรุ่นใหม่ตัดราคาเหลือคันละ 29,800 บาท รับน้องใหม่อย่าง Tiger ด้วยหวังจะบี้ไม่ให้เกิด ส่วน Yamaha และ Suzuki ก็กระโดดเข้าร่วมวงปกป้องส่วนแบ่งตลาดของตัวเองที่ 14-15% อย่างแน่นหนาเช่นกัน

รถญี่ปุ่นรับน้องหนักกะเอาให้ตายไปข้างไม่ได้ผุดได้เกิด

ปิติเคยให้สัมภาษณ์ว่า ถ้าเป็นคู่แข่งในธุรกิจเป็นสงครามเบ็ดเสร็จ ไม่มีความเห็นใจ ถึงขั้นฆ่าให้ตายแน่ๆ เพราะรถจากทุกค่ายลงมากระหน่ำ Tiger งัดทุกกลยุทธ์จัดการทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องซัพพลายเออร์ จนถึงการตลาด เช่น บีบซัพพลายเออร์ไม่ให้ขายชิ้นส่วนให้ ปล่อยข่าวให้ดีลเลอร์ระแวงว่าเราอาจเจ๊งปิดโรงงาน คู่แข่งรายใหญ่ฟาดฟันหนักหน่วง รายเล็กเบาหน่อย เป็นไปตามเรี่ยวแรงที่มีอยู่ แม้ว่าจะเจอสารพัดยุทธวิธี แต่ปิติก็คิดว่า การนำไทเกอร์เข้าไปร่วมโครงการของรัฐในลักษณะ 'โครงการแห่งชาติ' ไม่น่าจะเป็นผลดี ส่วนหนึ่งเพราะเขาไม่ต้องการให้ต่างชาติตั้งแง่กับแบรนด์คนไทยว่าโดนอุ้มจากรัฐบาล

และอีกส่วนหนึ่ง แค่ขอให้ภาครัฐอย่าทำร้ายคนไทยด้วยกันก็เพียงพอแล้ว เพราะทัศนคติของคนไทยหลายคนชอบเอาใจต่างชาติ และยกย่องมากเกินไป ในขณะที่มองข้ามความสามารถของคนไทยด้วยกัน

แน่นอนว่าในช่วงแรก ตลาดให้ความสนใจ ถือเป็นช่วงฮันนีมูน กระแสต้อนรับดีผู้บริโภค เพราะเป็นสินค้าใหม่ มีความสด แต่ระยะที่สอง ถือเป็นการพิสูจน์ตัวเอง ต้องอยู่ให้ได้ เพราะหลังจากออกมาเปิดตัว 1 ปี ผู้บริโภคเริ่มไม่ตื่นเต้นแล้ว และระยะที่สาม ต้องเติบโตแข็งแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ถ้าผ่านพ้นมาได้ หมายถึง ความสามารถที่จะยืนหยัดอยู่ได้ในตลาดต่อไป

"ช่วงปีที่สองหนักที่สุด ลำบากที่สุด โดนทุกรูปแบบ คู่แข่งทั้งตีทั้งถล่ม แต่เราก็รอดมาได้"

ปิติกล่าวเอาไว้อย่างเห็นภาพ

อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่ที่ Tiger เข้าสู่ตลาดรถจักรยานยนต์ในไทย เสียงจากลูกค้าและผู้บริโภคที่ซื้อไปใช้งาน กลับได้รับมาในแง่ที่ไม่ดีนัก ทั้งเรื่องของคุณภาพสินค้า เมื่อเทียบกับรถญี่ปุ่นที่นวัตกรรมนิ่งกว่าแล้ว ไม่อาจสู้ได้ ปัญหาอาการจุกจิก รถเสีย ไม่มีอะไหล่เกิดขึ้นซ้ำๆ จนกลายเป็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบต่อแบรนด์ ทำให้ชื่อของ Tiger ค่อยๆ ถูกเมินจากผู้บริโภคอย่างช้าๆ จนผ่านเวลามาได้ราว 10 ปี คนก็ลืมว่าเคยมีแบรนด์นี้ในตลาดรถจักรยานยนต์

สิ่งหนึ่งที่ปิติต้องยอมรับตามตรงว่า การไม่มีงบประมาณที่จะไปทุ่มสู้กับแบรนด์รถญี่ปุ่น ไม่ว่าเรื่องของเงินทุนการทำตลาดหรือเรื่องของเทคโนโลยี เป็นจุดตายของแบรนด์นวัตกรรมไทย ดังนั้นจึงเกิดความเปลี่ยนแปลงกับแบรนด์ไทเกอร์ โดยเริ่มในปี 2555 Tiger เปลี่ยนแนวไปทำรถย้อนยุค โดยใช้พื้นฐานทำสิ่งที่ถนัดในสมัยเคยทำกับคาวาซากิ คือ รถสปอร์ต จนนำมาสู่โมเดลเรโทร 110 และเรโทร สปอร์ต 110 ซึ่งเป็นสองรุ่นหลักผลิตออกมาจำหน่าย

โครงการรถสายตรวจตำรวจ จุดตายของ Tiger

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2550 สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความประสงค์จัดหารถจักรยานยนต์สายตรวจ ให้ตำรวจใช้ปฏิบัติหน้าที่ 19,147 คัน ภายใต้วงเงินงบประมาณเกือบ 1,200 ล้านบาท ซึ่งเป็นยุคของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส เป็น ผบ.ตร. ในตอนนั้นเป็นผู้ดำเนินการประกวดราคาจัดซื้อจัดจ้าง โดยบริษัท คาร์แทรกกิ้ง จำกัด ตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ Tiger รุ่น Boxer 200 เป็นผู้ชนะการประกวดราคา แต่โครงการจัดซื้อครั้งนี้ ถูกตรวจสอบในอีกไม่นานหลังรถจักรยานยนต์ตำรวจ ไม่สามารถถูกส่งเข้าซ่อมแซมได้แม้จะชำรุดเพียงเล็กน้อย เพราะไม่มีอะไหล่-ศูนย์รับซ่อม จนกลายเป็นการค้นพบขบวนการทุจริตครั้งใหญ่
.
โครงการนี้ในท้ายที่สุดแล้วคณะกรรมการป้องกันและปาบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. มีการชี้มูลความคิดว่า มีการล็อกสเปก เอื้อประโยชน์ให้เอกชน ทำให้มีผู้ยื่นซองประมูลเพียงรายเดียว หรือที่เรียกกันว่า พ.ร.บ.ฮั้วประมูลนั่นเอง และหลังใช้งานไม่นานก็ทยอยเจ๊ง ไม่มีศูนย์บริการและอะไหล่รองรับ กลายเป็นเศษขยะ กองสนิมเหล็กตามโรงพักทั่วประเทศ

ป.ป.ช. มติเอกฉันท์ ชี้มูลความผิดนายตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อ แต่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ไม่ได้ถูกชี้มูลความผิด

หากย้อนไปในเวลานั้น จะเห็นว่า เมื่อเปิดให้มีการเข้าแข่งขันประกวดราคา มีเพียง 3 บริษัท ที่เข้ามาแข่งขัน ภายใต้รถจักรยานยนต์เพียง 2 ยี่ห้อ คือ Tiger และ JRD โดยบริษัท คาร์แทรคกิ้ง ตัวแทนจำหน่ายรถไทเกอร์ ชนะการประกวดราคา ตกแล้วราคารถอยู่ที่คันะประมาณ 64,000 บาท แต่ก็ทำให้เกิดคำถามว่า ทำไม ตัวแทนจำหน่ายรถยี่ห้ออื่น ที่มีความพร้อม มีตลาดที่แข็งแรงในปะเทศไทย จึงไม่เข้าร่วมแข่งขันประกวดราคา

จากคำถามนี้ มีคำตอบอยู่ใน TOR ของโครงการ เพราะโครงการนี้ ไปกำหนดคุณสมบัติรถจักรยานยนต์ที่ต้องการว่า ให้มีขนาดเครื่องยนต์ 200 ซีซี ซึ่งเมื่อตรวจสอบลงไปจะพบว่า ในขณะนั้น รถจักรยานยนต์ยี่ห้ออื่น ที่มีทั้งโรงงานผลิต มีศูนย์ดูแลในปะเทศไทยมากมาย ไม่ได้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ขนาด 200 ซีซีในประเทศไทยเลย ที่มีก็เพียง ฮอนด้า รุ่น แฟนท่อม ซึ่งเป็นรถใหญ่ หรูหรา และมีราคาแพงกว่าราคากลางมาก ถึงจะเข้าประกวดราคา ก็ไม่สามารถลดราคาลงมาได้อยู่ดี ดังนั้นเมื่อกำหนดคุณสมบัติเช่นนี้ จึงถูก ป.ป.ช.มองว่า มีเจตนา “ล็อกสเปค” จึงชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่ฐาน “ฮั้วประมูล”

สำหรับรถไทเกอร์ ที่ถูกตำรวจทั้งประเทศนำมาจอดทิ้งไว้นัน แท้ที่จริงแล้วรถเหล่านี้ยังสามารถใช้การได้ เพื่อให้ไม่ส่งผลกระทบกับประชาชนที่ลงทุนไปประมูลรถเหล่านี้มาขายในราคาถูก ซึ่งรถเหล่านี้ แต่ละคันนั้นมีอาการเสียเพียงเล็กน้อย และถูกใช้งานไปน้อยมาก แต่ที่เราเห็นภาพรถจอดทิ้งเรียงเต็มไปหมดในหลายๆที่ เพราะเมื่อเสียเล็กน้อย แต่ศูนย์กลับไม่รับซ่อม ทั้งที่ในสัญญาระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับเอกชน ระบุชัดเจนว่า ต้องมีศูนย์รับซ่อมทุกจังหวัดทั่วประเทศ แต่เมื่อใช้งานจริง รายชื่อศูนย์รับซ่อมที่แจ้งไว้ กลับเป็นเพียงอู่เล็กๆ ที่ทางอู่นั้นไม่รู้ว่าถูกนำชื่อไประบุในสัญญา

ส่วนจุดที่มีอยู่จริง มีเพียงจุดเดียวที่กรุงเทพมหานคร ย่านถนนพหลโยธิน ซึ่งก็คือที่ตั้งของบริษัท คาร์แทรคกิ้ง ที่แจ้งไว้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และเป็นร้านจำหน่ายรถจักรยานยนต์ไทเกอร์ แต่ที่นี่ก็ไม่มีอะไหล่ซ่อม และที่สำคัญ คือ เมื่อเข้าไปตรวจสอบอาคารเลขที่เดียวกันนี้ กลับพบว่า เป็นชื่อบริษัทอื่น ที่ไม่ใช่ บริษัท คาร์แทรคกิ้ง จึงอาจสรุปได้ว่า แม้แต่บริษัทคาร์แทรคกิ้ง ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติทำสัญญาเกือบ 1,200 ล้านบาท ก็อาจไม่มีอยู่จริง และถ้าค้นหาชื่อริษัทแห่งนี้ ในเวลานี้ จะพบข้อมูลด้วยว่า “เลิกกิจการ”

ทั้งหมดเป็นที่มาของโครงการที่ถูกตัดสินว่า “ทุจริต” อย่างเหลือเชื่อ เพราะเจ้าของโครงการคือ หน่วยงานที่มีหน้าที่จับคนร้าย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งถูกตั้งคำถามใหญ่ เพราะทำสัญญาเกือบ 1,200 ล้านบาท กับบริษัทที่ไม่มีตัวตนได้อย่างไร รวมทั้งทำสัญญาไปโดยที่ไม่ตรวจสอบว่าไม่มีศูนย์รับซ่อมทุกจังหวัดตามสัญญาได้อย่าง พฤติกรรม 2 อย่างหลังนี้ จึงยิ่งทำให้คำว่า “ฮั้วประมูล” มีนำหนักมากขึ้น

ปัจจุบัน Tiger เหลือแค่ชื่อที่เลือนลาง เพราะโรงงานถูกขายให้ “สตาเลียน” ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถจักรยานยนต์กลุ่มรถสไตล์คลาสสิก ในปี 2558 ด้วยมูลค่า 300 ล้านบาท สิ่งที่พอเป็นภาพเตือนความทรงจำได้ว่าครั้งหนึ่งประเทศไทยเคยมีความพยายามพัฒนารถจักรยานยนต์เป็นของตัวเองคือ ภาพของซากรถมอเตอร์ไซค์ Tiger ที่จอดตากแดดตากลม ผุพังไปตามกาลเวลาตามโรงพักบางแห่ง และภาพข่าวเก่าๆ ของแบรนด์ที่หลงเหลืออยู่บ้างบนโลกอินเตอร์เน็ต แต่ในโลกความเป็นจริงนี่คืออีกความล้มเหลวครั้งใหญ่ของแบรนด์นวัตกรรมสัญชาติไทยที่พยายามชูความเป็นไทย 100% แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...