โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ทรัมป์ เร่งขยายอำนาจ ปลดผู้ว่าการเฟด-ผอ. CDC-ผู้กำกับรถไฟ สั่นคลอนสถาบันอิสระสหรัฐ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 30 ส.ค. 2568 เวลา 10.36 น. • เผยแพร่ 30 ส.ค. 2568 เวลา 03.36 น.

ภายในเวลาเพียงสามวัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปลดเจ้าหน้าที่ระดับสูงสามรายรวด ผู้เชี่ยวชาญเตือนกระทบความเป็นอิสระของเฟด ระบบสาธารณสุข และหน่วยงานกำกับดูแล ขณะที่ทำเนียบขาวยืนยันเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อขับเคลื่อนวาระ America First

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 เวลา 04.22 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ กำลังก้าวเดินอย่างแข็งกร้าวเพื่อขยายอำนาจควบคุมเหนือการทำงานของรัฐบาลกลางและหน่วยงานต่าง ๆ มากขึ้น โดยการปลดเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายรายติดต่อกันในสัปดาห์นี้กำลังถูกจับตามองว่าเป็นบททดสอบสำคัญว่าเขาจะสามารถผลักดันอำนาจไปได้ไกลเพียงใด

ภายในเวลาเพียงสามวัน ทรัมป์ได้ปลดลิซา คุก (Lisa Cook) ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed), ซูซาน โมนาเรซ (Susan Monarez) ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) และ โรเบิร์ต ไพรมัส (Robert Primus) ผู้กำกับดูแลการรถไฟ การกระทำดังกล่าวสะท้อนถึงความพยายามของทรัมป์ที่จะเข้ามามีอิทธิพลในสถาบันที่โดยปกติถือว่าเป็นอิสระจากการเมืองโดยตรง ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความเชื่อมั่นในตลาดการเงิน นโยบายสาธารณสุข และความไว้วางใจของประชาชนต่อสถาบันต่าง ๆ

ผู้เชี่ยวชาญด้านอำนาจประธานาธิบดีเตือนว่า หากการปลดดังกล่าวสามารถยืนอยู่ได้ตามกฎหมาย ความเป็นอิสระของสถาบันอื่น ๆ ก็อาจตกอยู่ในความเสี่ยงเช่นกัน แม็กซ์ สเตียร์ ประธาน Partnership for Public Service กล่าวว่า“นี่คือสิ่งใหม่ในทางที่เลวร้าย และเป็นการกอบโกยอำนาจอย่างมากโดยประธานาธิบดี”

ขณะที่ทำเนียบขาวยืนยันว่าทรัมป์ใช้อำนาจอย่างถูกต้องตามกฎหมายเพื่อผลักดันนโยบายที่ได้รับมอบหมายจากประชาชน โดยอธิบายว่าโมนาเรซและไพรมัสถูกปลดเพราะไม่สอดคล้องกับวาระการทำงานของรัฐบาล และย้ำว่าเป้าหมายคือการให้ CDC กลับไปมุ่งที่พันธกิจหลัก

รายงานระบุว่าโมนาเรซซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งไม่ถึงหนึ่งเดือนต่อต้านการปรับนโยบายวัคซีนที่เธอมองว่าขัดต่อหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ส่วนไพรมัสถูกชี้ว่ามีการโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียที่แฝงการวิจารณ์รัฐบาล แม้ไม่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลการรถไฟโดยตรง ขณะเดียวกัน ฝ่ายบริหารยังกล่าวหาว่าลิซา คุกมีส่วนเกี่ยวข้องกับการโกงสินเชื่อบ้าน ซึ่งเธอปฏิเสธ แต่ทรัมป์ก็เปิดเผยเหตุผลที่แท้จริง โดยบอกต่อคณะรัฐมนตรีว่าหากคุกถูกปลด เขาจะได้เสียงข้างมากในบอร์ดผู้ว่าการเฟดและสามารถกดดันให้ลดดอกเบี้ยได้

ทั้งนี้ คุกได้ยื่นฟ้องทรัมป์และเฟด โดยยืนยันว่าข้อกล่าวหาที่ไม่มีหลักฐานไม่ใช่เหตุผลทางกฎหมายสำหรับการปลดออก ส่วนโมนาเรซปฏิเสธที่จะลาออก และไพรมัสก็ประกาศว่าการปลดของตน“ไม่มีผลทางกฎหมาย” นักวิชาการชี้ว่าปกติแล้ว ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มักหลีกเลี่ยงที่จะก้าวก่ายเฟด ไม่ต้องพูดถึงการปลดสมาชิกบอร์ดผู้ว่าการ เพราะธนาคารกลางอิสระถือเป็นกลไกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก แต่ทรัมป์กลับเลือกท้าทายบรรทัดฐานดังกล่าว

เจน แมนเนอร์ส ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยฟอร์ดแฮม ระบุว่า “หากการปลดผู้ว่าการเฟดครั้งนี้ถูกยอมรับ โดมิโนตัวอื่นก็จะล้มตามไปหมด เราจะไม่เหลือระบบบริหารที่เจ้าหน้าที่สามารถทำงานโดยปราศจากแรงกดดันทางการเมืองอีกต่อไป”

นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง ทรัมป์ได้ดำเนินการอย่างดุดันเพื่อขยายอำนาจครอบคลุมทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เขาเคยเข้าร่วมกับผู้บริโภคกดดันให้เครือร้านอาหาร Cracker Barrel ยกเลิกการรีแบรนด์โลโก้ และบริษัทก็ยอมทำตามทันที อีกทั้งยังเจรจาให้รัฐบาลเข้าถือหุ้น 10% ในผู้ผลิตชิป Intel พร้อมทั้งรับรายได้จากยอดขายของคู่แข่งอย่าง Nvidia รวมถึงพยายามใช้อำนาจใหม่ควบคุมมหาวิทยาลัยเอกชนโดยอาศัยเงินทุนสาธารณะเป็นเครื่องมือ

เทย์เลอร์ โรเจอร์ส โฆษกทำเนียบขาว กล่าวปกป้องว่า “รัฐบาลทรัมป์กำลังใช้อำนาจทุกอย่างที่รัฐธรรมนูญและสภาคองเกรสมอบให้แก่ฝ่ายบริหาร เพื่อผลักดันวาระ America First” ขณะที่ทรัมป์ถึงกับกล่าวว่าเขามีสิทธิทำ “อะไรก็ได้ตามที่ต้องการ” รวมถึงการส่งทหารเข้าลาดตระเวนในเมืองชิคาโกที่อยู่ภายใต้การปกครองของพรรคเดโมแครต

นักวิชาการบางรายเปรียบเปรยว่าทรัมป์ปฏิบัติต่อรัฐบาลกลางเสมือนเป็น “Trump Organization” ที่เขาสามารถบริหารจัดการได้ตามใจ และเชื่อว่าการตัดสินใจเชิงวิชาการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองไม่มีที่ยืนในมุมมองของเขา

แม้ว่าศาลสูงสหรัฐที่มีเสียงข้างมากอนุรักษนิยมจะเคยสนับสนุนการใช้อำนาจของทรัมป์หลายครั้ง รวมถึงสิทธิในการปลดเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่ควรเป็นอิสระ แต่คำวินิจฉัยล่าสุดก็สะท้อนว่าอาจยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะในกรณีของเฟดที่มีโครงสร้างและบทบาทพิเศษ ซึ่งทรัมป์ดูเหมือนพร้อมที่จะท้าทายในศาลต่อไป

อ้างอิง : reuters.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...