ทรัมป์ เร่งขยายอำนาจ ปลดผู้ว่าการเฟด-ผอ. CDC-ผู้กำกับรถไฟ สั่นคลอนสถาบันอิสระสหรัฐ
ภายในเวลาเพียงสามวัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปลดเจ้าหน้าที่ระดับสูงสามรายรวด ผู้เชี่ยวชาญเตือนกระทบความเป็นอิสระของเฟด ระบบสาธารณสุข และหน่วยงานกำกับดูแล ขณะที่ทำเนียบขาวยืนยันเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อขับเคลื่อนวาระ America First
วันที่ 30 สิงหาคม 2568 เวลา 04.22 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ กำลังก้าวเดินอย่างแข็งกร้าวเพื่อขยายอำนาจควบคุมเหนือการทำงานของรัฐบาลกลางและหน่วยงานต่าง ๆ มากขึ้น โดยการปลดเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายรายติดต่อกันในสัปดาห์นี้กำลังถูกจับตามองว่าเป็นบททดสอบสำคัญว่าเขาจะสามารถผลักดันอำนาจไปได้ไกลเพียงใด
ภายในเวลาเพียงสามวัน ทรัมป์ได้ปลดลิซา คุก (Lisa Cook) ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed), ซูซาน โมนาเรซ (Susan Monarez) ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) และ โรเบิร์ต ไพรมัส (Robert Primus) ผู้กำกับดูแลการรถไฟ การกระทำดังกล่าวสะท้อนถึงความพยายามของทรัมป์ที่จะเข้ามามีอิทธิพลในสถาบันที่โดยปกติถือว่าเป็นอิสระจากการเมืองโดยตรง ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความเชื่อมั่นในตลาดการเงิน นโยบายสาธารณสุข และความไว้วางใจของประชาชนต่อสถาบันต่าง ๆ
ผู้เชี่ยวชาญด้านอำนาจประธานาธิบดีเตือนว่า หากการปลดดังกล่าวสามารถยืนอยู่ได้ตามกฎหมาย ความเป็นอิสระของสถาบันอื่น ๆ ก็อาจตกอยู่ในความเสี่ยงเช่นกัน แม็กซ์ สเตียร์ ประธาน Partnership for Public Service กล่าวว่า“นี่คือสิ่งใหม่ในทางที่เลวร้าย และเป็นการกอบโกยอำนาจอย่างมากโดยประธานาธิบดี”
ขณะที่ทำเนียบขาวยืนยันว่าทรัมป์ใช้อำนาจอย่างถูกต้องตามกฎหมายเพื่อผลักดันนโยบายที่ได้รับมอบหมายจากประชาชน โดยอธิบายว่าโมนาเรซและไพรมัสถูกปลดเพราะไม่สอดคล้องกับวาระการทำงานของรัฐบาล และย้ำว่าเป้าหมายคือการให้ CDC กลับไปมุ่งที่พันธกิจหลัก
รายงานระบุว่าโมนาเรซซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งไม่ถึงหนึ่งเดือนต่อต้านการปรับนโยบายวัคซีนที่เธอมองว่าขัดต่อหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ส่วนไพรมัสถูกชี้ว่ามีการโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียที่แฝงการวิจารณ์รัฐบาล แม้ไม่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลการรถไฟโดยตรง ขณะเดียวกัน ฝ่ายบริหารยังกล่าวหาว่าลิซา คุกมีส่วนเกี่ยวข้องกับการโกงสินเชื่อบ้าน ซึ่งเธอปฏิเสธ แต่ทรัมป์ก็เปิดเผยเหตุผลที่แท้จริง โดยบอกต่อคณะรัฐมนตรีว่าหากคุกถูกปลด เขาจะได้เสียงข้างมากในบอร์ดผู้ว่าการเฟดและสามารถกดดันให้ลดดอกเบี้ยได้
ทั้งนี้ คุกได้ยื่นฟ้องทรัมป์และเฟด โดยยืนยันว่าข้อกล่าวหาที่ไม่มีหลักฐานไม่ใช่เหตุผลทางกฎหมายสำหรับการปลดออก ส่วนโมนาเรซปฏิเสธที่จะลาออก และไพรมัสก็ประกาศว่าการปลดของตน“ไม่มีผลทางกฎหมาย” นักวิชาการชี้ว่าปกติแล้ว ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มักหลีกเลี่ยงที่จะก้าวก่ายเฟด ไม่ต้องพูดถึงการปลดสมาชิกบอร์ดผู้ว่าการ เพราะธนาคารกลางอิสระถือเป็นกลไกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก แต่ทรัมป์กลับเลือกท้าทายบรรทัดฐานดังกล่าว
เจน แมนเนอร์ส ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยฟอร์ดแฮม ระบุว่า “หากการปลดผู้ว่าการเฟดครั้งนี้ถูกยอมรับ โดมิโนตัวอื่นก็จะล้มตามไปหมด เราจะไม่เหลือระบบบริหารที่เจ้าหน้าที่สามารถทำงานโดยปราศจากแรงกดดันทางการเมืองอีกต่อไป”
นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง ทรัมป์ได้ดำเนินการอย่างดุดันเพื่อขยายอำนาจครอบคลุมทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เขาเคยเข้าร่วมกับผู้บริโภคกดดันให้เครือร้านอาหาร Cracker Barrel ยกเลิกการรีแบรนด์โลโก้ และบริษัทก็ยอมทำตามทันที อีกทั้งยังเจรจาให้รัฐบาลเข้าถือหุ้น 10% ในผู้ผลิตชิป Intel พร้อมทั้งรับรายได้จากยอดขายของคู่แข่งอย่าง Nvidia รวมถึงพยายามใช้อำนาจใหม่ควบคุมมหาวิทยาลัยเอกชนโดยอาศัยเงินทุนสาธารณะเป็นเครื่องมือ
เทย์เลอร์ โรเจอร์ส โฆษกทำเนียบขาว กล่าวปกป้องว่า “รัฐบาลทรัมป์กำลังใช้อำนาจทุกอย่างที่รัฐธรรมนูญและสภาคองเกรสมอบให้แก่ฝ่ายบริหาร เพื่อผลักดันวาระ America First” ขณะที่ทรัมป์ถึงกับกล่าวว่าเขามีสิทธิทำ “อะไรก็ได้ตามที่ต้องการ” รวมถึงการส่งทหารเข้าลาดตระเวนในเมืองชิคาโกที่อยู่ภายใต้การปกครองของพรรคเดโมแครต
นักวิชาการบางรายเปรียบเปรยว่าทรัมป์ปฏิบัติต่อรัฐบาลกลางเสมือนเป็น “Trump Organization” ที่เขาสามารถบริหารจัดการได้ตามใจ และเชื่อว่าการตัดสินใจเชิงวิชาการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองไม่มีที่ยืนในมุมมองของเขา
แม้ว่าศาลสูงสหรัฐที่มีเสียงข้างมากอนุรักษนิยมจะเคยสนับสนุนการใช้อำนาจของทรัมป์หลายครั้ง รวมถึงสิทธิในการปลดเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่ควรเป็นอิสระ แต่คำวินิจฉัยล่าสุดก็สะท้อนว่าอาจยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะในกรณีของเฟดที่มีโครงสร้างและบทบาทพิเศษ ซึ่งทรัมป์ดูเหมือนพร้อมที่จะท้าทายในศาลต่อไป
อ้างอิง : reuters.com