โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาจารย์มธ. เขียน 8 ข้อสังเกตทางนิติศาสตร์ ต่อคำวินิจฉัย คดีคลิปเสียงอังเคิล

MATICHON ONLINE

อัพเดต 30 ส.ค. 2568 เวลา 14.58 น. • เผยแพร่ 30 ส.ค. 2568 เวลา 14.31 น.

อาจารย์มธ. เขียน 8 ข้อสังเกตทางนิติศาสตร์ ต่อคำวินิจฉัย คดีคลิปเสียงอังเคิล

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อาจารย์กฎหมาย คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อสังเกตทางนิติศาสตร์ที่มีต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญคดีแพทองธาร ผ่านเฟซบุ๊ก ไว้ว่า

1. คลิปเสียงเป็นพยานหลักฐานที่เป็นรูปธรรมชิ้นเดียวที่ถูกอ้างถึงเพื่อพิสูจน์ถึงการกระทำที่เป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม ในขณะที่พยานหลักฐานส่วนใหญ่ที่ถูกอ้างอิงเพื่อพิสูจน์ความร้ายแรงและความเสียหายของการฝ่าฝืนจริยธรรม คือ ความรู้สึกนึกคิดของ “วิญญูชน” และ “สาธารณชน” โดยไม่ปรากฏว่าศาลได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการพิสูจน์ความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้นอย่างไร (ส่วนหนึ่งของคำวินิจฉัยระบุว่า “แต่เมื่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของนายกรัฐมนตรี ทำให้สาธารณชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่าผู้ถูกร้องจะกระทำการใดๆ อันเป็นประโยชน์ต่อกัมพูชามากกว่าการคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นเหตุให้สาธารณชนขาดความเชื่อถือศรัทธาต่อความเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย”)

2. ความเชื่อศรัทธาของสาธารณชนที่มีต่อนักการเมืองไม่อาจทดสอบได้โดยกระบวนการทางกฎหมายและไม่อาจเป็นองค์ประกอบความรับผิดในทางกฎหมาย เนื่องจากความเป็นอัตวิสัยและเจือปนด้วยอคติ แต่ต้องถูกทดสอบโดยกระบวนการทางการเมือง คือ การเลือกตั้งและการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา และต้องรับผิดชอบในทางการเมืองเพราะเหตุที่ทำให้สาธารณชนขาดความเชื่อมั่นศรัทธานั้น

3. มาตรฐานจริยธรรมมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ถูกกำหนดให้บังคับใช้กับนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งด้วย กลับไม่เคยได้รับการพิจารณาและเห็นชอบโดยรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง และเป็นมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ทำหน้าที่ตุลาการและกึ่งตุลาการซึ่งมีลักษณะการทำงานที่แตกต่างจากฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการจึงไม่ควรเป็นมาตรฐานทางจริยธรรมของนักการเมือง เช่นเดียวกับผู้ประกอบวิชาชีพและเจ้าหน้าที่รัฐต่างก็มีมาตรฐานทางจริยธรรมที่แตกต่างหลากหลายตามลักษณะการทำงานของตน

4. แม้ถ้อยคำ “ซื่อสัตย์สุจริต” และ “มาตรฐานจริยธรรม” ตามมาตรา 160 (4) (5) จะถูกบัญญัติไว้อย่างคลุมเครือเพื่อให้ศาลมีดุลยพินิจอย่างกว้างขวาง แต่ศาลสามารถสามารถใช้และตีความเพื่อให้เกิดความชัดเจนได้เพื่อให้การบังคับใช้เกิดความเป็นธรรม การสร้างความชัดเจนไม่ใช่แค่การกำหนดคำนิยาม แต่ต้องกำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาที่สามารถพิสูจน์ด้วยข้อเท็จจริงที่เป็นภววิสัย ในคดีนี้ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดคำนิยามของถ้อยคำ และอ้างอิงพยานหลักฐานที่เป็นนามธรรม คือ ความรู้สึกนึกคิดและความเชื่อมั่นศรัทธาของสาธารณชน โดยไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาที่เป็นภววิสัย

5. ศาลรัฐธรรมนูญให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยขัดแย้งกันเองในการพิจารณา “ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” ตามมาตรา 160(4) และ “การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง” ตาม (5) โดยศาลวินิจฉัยว่านายกรัฐมนตรีไม่กระทำการฝ่าฝืน (4) เพราะ “การเจรจาของผู้ถูกร้องดังกล่าวเป็นการแสดงออกถึงความไม่นิ่งเฉยถึงปัญหา และเป็นการพยายามดำเนินการเพื่อช่วยธำรงรักษาผลประโยชน์ของชาติ และมีเจตนาที่จะรักษาความสงบสุขของประชาชนในประเทศ ซึ่งเป็นหน้าที่ประการหนึ่งของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีพึงกระทำ การกระทำของผู้ถูกร้องยังไม่มีลักษณะเป็นผู้ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” แต่ในขณะเดียวกันกลับให้เหตุผลในการวินิจฉัยการฝ่าฝืน (5) ว่า “แต่เมื่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของนายกรัฐมนตรี ทำให้สาธารณชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่าผู้ถูกร้องจะกระทำการใดๆ อันเป็นประโยชน์ต่อกัมพูชามากกว่าการคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นเหตุให้สาธารณชนขาดความเชื่อถือศรัทธาต่อความเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกร้อง อันมีลักษณะเป็นการเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และยังเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยไม่ยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรม และไม่ปฏิบัติตามกฎหมายโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติ กรณีไม่จำต้องรอให้เกิดการปะทะระหว่างไทยกับกัมพูชา จึงจะถือว่าได้รับความเสียหายอันจะมีลักษณะร้ายแรงแต่อย่างใด” เหตุผลสำหรับ (4) บอกว่า

“พยายามดำเนินการเพื่อช่วยธำรงรักษาผลประโยชน์ของชาติ และมีเจตนาที่จะรักษาความสงบสุขของประชาชนในประเทศ” แต่ เหตุผลสำหรับ (5) กลับบอกว่า “กระทำการใดๆ อันเป็นประโยชน์ต่อกัมพูชามากกว่าการคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติ” และ “ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายโดยคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติ” การให้เหตุผลทั้งสองส่วนนี้ขัดแย้งกันเองอย่างชัดเจน

6. ศาลยืนยันเขตอำนาจว่ามีอำนาจพิจารณาในคดีนี้เพราะศาลไม่ได้ตรวจสอบการใช้ดุลยพินิจ การกำหนดนโยบายระหว่างประเทศ ซึ่งศาลเห็นว่าจะไม่ถูกตรวจสอบการใช้อำนาจโดยองค์กรศาล และตกอยู่ในความควบคุมทางการเมืองโดยองค์กรและขบวนการทางการเมือง (ทั้งนี้เป็นไปตามหลักการกฎหมายสากลที่ศาลจะไม่เข้าไปตรวจสอบการกระทำทางรัฐบาล (การกระทำทางการเมือง)) อย่างไรก็ตามในเหตุผลที่วินิจฉัยการกระทำที่ฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงตาม (5) ศาลกลับวินิจฉัยว่าการกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายกัมพูชามากกว่าฝ่ายไทย และ “เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยขาดความรอบคอบและระมัดระวัง ซึ่งตามวิสัยและพฤติการณ์ของผู้ถูกร้องซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ควรจะต้องมีวิจารณญาณในการเลือกกระทำการ” เหตุผลดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่าศาลเข้าไปตรวจสอบการกระทำทางรัฐบาลและผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินการดังกล่าว ซึ่งย่อมขัดแย้งกับเหตุผลที่ศาลได้ระบุไว้ในตอนต้นว่าไม่ได้เข้าไปตรวจสอบการกระทำทางการเมือง

7. การที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เหตุผลประกอบคำวินิจฉัยที่สับสนและขัดแย้งกันเองในสาระสำคัญ เนื่องจากระบบวิธีพิจารณาแบบ “ไต่สวน” ที่ศาลอ้างถึงอยู่เสมอทำให้กระบวนพิจารณาขาดความแน่นอนและชัดเจน การตัดสินชี้ขาดในแต่ละประเด็นเกิดจากการโหวตอย่างฉับพลันทันทีในวันที่อ่านคำวินิจฉัยและการเรียบเรียงคำวินิจฉัยกลางเพื่ออ่านต่อสาธารณชนเกิดจากการปะติดปะต่อข้อความจากร่างคำวินิจฉัยส่วนตนภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้การเรียบเรียงคำวินิจฉัยเกิดข้อผิดพลาดโดยเฉพาะอย่างยิ่งความไม่สอดคล้องต้องกันของเหตุผลแห่งคำวินิจฉัย

8. ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 การที่ศาลรัฐธรรมนูญมีเขตอำนาจอย่างไม่มีขอบเขตจำกัดทั้งเพราะช่องทางในการนำคดีเข้าสู่ศาลที่เปิดกว้างอย่างไม่จำกัดและถ้อยคำของกฎหมายสารบัญญัติที่คลุมเคลือทำให้ศาลมีดุลยพินิจอย่างกว้างขวาง การมีระบบวิธีพิจารณาแบบไต่สวนที่ทำให้ศาลมีอำนาจในการกำหนดกระบวนพิจารณาและการรับฟังพยานหลักฐานอย่างกว้างขวางโดยไม่ถูกจำกัดโดยหลักเกณฑ์และมาตรฐานใดๆ และการกำหนดบทลงโทษทางการเมืองที่รุนแรงและไม่ได้สัดส่วนกับการกระทำ ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ทำหน้าที่รักษาความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ แต่กลับทำหน้าที่เป็นองค์กรสูงสุดในทางรัฐธรรมนูญ ซึ่งขัดแย้งต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจอันเป็นหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อาจารย์มธ. เขียน 8 ข้อสังเกตทางนิติศาสตร์ ต่อคำวินิจฉัย คดีคลิปเสียงอังเคิล

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...