(อ่านฟรีทุกวัน) ย้อนเวลาสู่ยุค 70: สร้างชีวิตใหม่ด้วยมิติซูเปอร์มาร์เก็ต [นิยายแปล]
ข้อมูลเบื้องต้น
*** อ่านฟรีทุกวัน ได้ที่ Kawebook และ Dek-D ***
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : Shanghai Qimao Culture Media Co., Ltd.
ประพันธ์โดย : 旧时光
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย : Glory Forever Public Co.,LTD
บรรณาธิการ :วลีรัตน์ แทนคง
แปลภาษาไทยโดย : จุฑามาศ สุรชุติกาล
“หานชีเยวี่ย” น้องเล็กของครอบครัวใหญ่แสนยากจนเงินตรา
ทว่ากลับร่ำรวยด้วยความรักและความอบอุ่น
เธอตัดสินใจแต่งงานตระกูลเศรษฐีในเมือง
เพื่อหวังปลดเปลื้องสถานะคนชนบทและก้าวขาเข้าสู่รั้วการศึกษา
แต่ทุกอย่างกลับกลับตาลปัตร
เนื่องด้วยแม่ผัวใจร้ายที่คอยโขกสับ
และสามีเห็นแก่ตัวที่ฉกชิงเอาทุกอย่างไปจากเธอ
ไม่เหลือไว้ให้แม้กระทั่งลมหายใจ..
หานชีเยวี่ยกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนอยู่หลายปี
สุดท้ายสวรรค์ก็เห็นใจให้ได้ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง
แถมยังใจดีให้ “มิติซูเปอร์มาร์เก็ต” มาเพิ่มอีกต่างหาก!
คราวนี้ล่ะ เธอจะต้องเปลี่ยนโชคชะตา
จะทำให้ทุกคนในครอบครัวได้กินอิ่มนอนหลับ
ทั้งจะไม่ยอมแต่งงานเข้าบ้านนรกนั่น
และจะทำตามความฝันของตัวเองอย่างการเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้!
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^
.
งานหนังสือนี้ ชาว Jinovel มารับของพรีเมียมกลับบ้านด่วน!!
.
ขอแนะนำนิยายสนุกๆ คัดสรรมาเพื่อคุณนักอ่านโดยเฉพาะ
“ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่ครั้งนี้ พี่เบบี๋จะปั้นคนในครอบครัวให้มีชีวิตที่ดีเอง!”
อยากอ่านเรื่องนี้ จิ้มได้เลย >> เกิดใหม่ในยุค 70 คุณหนูฟันน้ำนมขอสั่งลุย
ตอนที่ 1 อัดจนน่วม
หานชีเยวี่ยได้กลับชาติมาเกิดใหม่ใต้ต้นสาลี่ใหญ่ในบ้านของตนเอง
ทันทีที่ฟื้นขึ้นมา หล่อนก็เห็นจวงเหวินหลินและตู้ฉาสองแม่ลูกยืนกร่างอวดเก่งอยู่ที่กลางลานบ้าน
ตู้ฉาผู้มีปากคอเราะรายพูดจ้อไม่หยุดว่า “การจะเป็นสะใภ้บ้านเรานั้น จะต้องรู้จักกฎเกณฑ์และระเบียบบ้านเรา ดูแลญาติผู้ใหญ่ลูกเล็กเด็กแดงอย่าให้ขาดตกบกพร่อง”
“หลังจากแต่งเข้าบ้านแล้ว เงินทองที่หาได้ควรยกให้ฉัน ห้ามกลับบ้านตัวเองหากไม่มีเหตุอันควร หากจะให้ดีละก็ ควรตัดขาดกับญาติมิตรที่ยากจนทั้งหมดซะ ส่วนสินสอดยี่สิบสองหยวน ฉันขอพูดไว้ตรงนี้ก่อนเลยว่า เงินก้อนนี้ไม่ใช่เงินสินสอด [1] ที่ให้แก่บ้านหล่อน พอแต่งงานแล้ว ต้องเอาเงินก้อนนี้กลับมาคืนฉันด้วย…”
หานชีเยวี่ยยิ่งฟังสีหน้าก็ยิ่งบึ้งตึง ชาติที่แล้วทำไมเธอถึงได้โง่เขลาเบาปัญญาฟังไม่ออกถึงความรังเกียจเหยียดหยามที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงของตู้ฉากันนะ? คนที่รู้ก็คงคิดว่าพวกเขามาสู่ขอ แต่ถ้าไม่รู้คงคิดว่าพวกเขามาก่อสงคราม
ชีเยวี่ยสูดลมหายใจเข้าลึก ระงับโทสะที่คุกรุ่นในอกมานานนับสิบปีก่อนจะพูดอย่างช้าๆ ชัดๆ ว่า “ไสหัวไป!”
ตู้ฉาถึงกับหน้าแดงก่ำ หล่อนเพ่งมองไปที่หานชีเยวี่ยด้วยความเหลือเชื่อ “นี่เธอ… เธอยังอยากแต่งงานกับลูกชายฉันเพื่อเป็นคนเมืองอยู่หรือเปล่า?”
“แต่งงานกับลูกชายเธอ? แล้วเขาคู่ควรกับฉันอย่างนั้นหรือ?” หานชีเยวี่ยกล่าวด้วยเสียงดังก้อง
“นางสารเลวนี่ กล้าดียังไงมาพูดจาแบบนี้?” ตู้ฉาโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
“ตู้ฉา ฉันหานชีเยวี่ย ไม่ใช่คนที่เธอคิดจะด่าก็ด่าได้หรอกนะ!” หานชีเยวี่ยพูดเตือนตู้ฉา
เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ใกล้จะบานปลาย จวงเหวินหลินจึงเอ่ยปราม คิดจะไกล่เกลี่ยให้ชีเยวี่ย “ชีเยวี่ย…”
ทว่าหานชีเยวี่ยขัดจังหวะคำพูดของเขา “เราไม่สนิทกัน โปรดเรียกฉันว่าสหายหานชีเยวี่ยด้วยค่ะ!”
จวงเหวินหลิน:…
ไม่สนิท? พวกเขากำลังคุยเรื่องแต่งงานกันอยู่แล้วเชียวนะ
“หยุดโวยวายกันได้แล้ว!” สีหน้าเขาดำคล้ำเครียดไร้ซึ่งความอดทนอีกต่อไป
เพียงแค่ไม่ได้สินสอดแปดสิบแปดหยวนกับจักรยานหนึ่งคันตามที่ครอบครัวเธอเรียกขอมาก็เท่านั้นเอง? คิดเล็กคิดน้อยเสียจริงๆ!
ชีเยวี่ยเห็นจวงเหวินหลินลงมาผสมโรงด้วย จึงโต้ตอบอย่างไม่ไว้หน้า “จวงเหวินหลิน นายไม่เคยชะโงกดูตัวเองตามริมธารหรือว่าเป็นยังไงบ้าง? นายสำคัญแค่ไหนสำหรับฉัน? แล้วทำไมฉันต้องโวยวายเพื่อนายด้วย?” ชีเยวี่ยเลิกคิ้วเย้ยหยัน
ใบหน้าของจวงเหวินหลินยิ่งตาขวางกรามตึงด้วยความโกรธ
จวงเหวินหลินมั่นใจในตัวเองมาก ถึงแม้ในใจเขานั้นจะคิดใช้ประโยชน์จากหานชีเยวี่ย แต่ก็ถือเป็นเรื่องส้มหล่นของหานชีเยวี่ยเช่นกัน!
เด็กสาวบ้านนอกได้แต่งเข้าเมือง ถือเป็นบุญพาวาสนาส่ง!
“หานชีเยวี่ย เธออย่ามาเสียใจทีหลังก็แล้วกัน!” จวงเหวินหลินดึงแขนตู้ฉา ก่อนจะเดินจากไป
ในเมื่อไม่รู้จักบุญคุณ ก็ปล่อยเฉยไปสักพักก่อน เขาไม่เชื่อว่าหานชีเยวี่ยนั้นจะไม่นึกเสียใจในภายหลัง! ครอบครัวของพวกเขามาจากในเมือง สาวบ้านนอกคนใดบ้างที่จะยอมละทิ้งโอกาสที่จะได้กลายเป็นสาวเมืองกัน?
อีกเดี๋ยวหานชีเยวี่ยต้องมาขอร้องอ้อนวอนตัวเขาเป็นแน่
หานชีเยวี่ยมองแม่ลูกคู่นั้นด้วยสายตาเย็นชา ไปเสียได้ก็ดี! หวังว่าในชาตินี้จะไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกันอีก!
ทันใดนั้น เธอได้ยินเสียงย่าเฒ่าเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “พวกเธอน่ะ รอก่อน!”
ใจของชีเยวี่ยหล่นวูบ คุณย่าจะยอมพวกเขาหรือ?
เธอเหลือบมองดูตู้ฉาโดยไม่ได้ตั้งใจ จึงได้เห็นรอยยิ้มถากถางปรากฏขึ้นที่มุมปากของตู้ฉา สีหน้าและแววตานั้นราวกับกำลังเย้ยหยันว่าบ้านสกุลหานมิอาจหักใจยอมเสียงานแต่งงานในครั้งนี้ไปได้
“ย่าเฒ่าหาน หากหานชีเยวี่ยยอมคุกเข่าขอโทษฉันละก็ ฉันก็คงจะยอมฝืนใจ…”
“อยากให้ชีเยวี่ยของฉันคุกเข่าขอโทษเหรอ นี่ฝันอยู่หรือไง? คุณนายจวง พวกเธอมาก่อเรื่องที่บ้านฉันเสร็จแล้วก็จะจากไป ฉันอนุญาตให้ไปแล้วหรือ?” ย่าเฒ่าตัดบทเสียงดังใส่ตู้ฉา
ตู้ฉายิ้มตาค้าง นี่มันหมายความว่ายังไง?
“ตู้ฉา ขอโทษมาซะ!” หานชีเยวี่ยเข้าใจความหมาย จึงเอ่ยปากทันที
“ขอโทษ? ดูสภาพพวกเธอสิ ไอ้พวกบ้านนอก! ให้ฉันขอโทษหรือ? ฝันไปเถอะ!” ตู้ฉาราวกับได้ยินเรื่องน่าขันที่สุดในโลก
“เป็นคนบ้านนอกแล้วทำไม? เธอดูถูกชนชั้นชาวนาหรือ นี่เท่ากับจงใจทำลายความสมานฉันท์ปรองดองระหว่างชนชั้นแรงงานกับชนชั้นชาวนานะ! เชื่อไหมล่ะ ว่าฉันจะร้องเรียนเธอในเรื่องนี้!”หานชีเยวี่ยใช้โอกาสขณะนั้น พูดย้ำซ้ำความเข้าไปอีก
ในบรรดากลุ่มคนที่ยืนมุงดูนั้นมีคนที่สนิทกับย่าเฒ่าก็เริ่มรุมประชาตู้ฉา เมื่อมีคนแรก ก็ต้องมีคนที่สอง
ฝีปากของกลุ่มสูงวัยในชนบทนั้นนับว่าจัดจ้านมาก พวกเขาที่ถูกตู้ฉาดูถูกว่าเป็นพวกบ้านนอก! ยังต้องเกรงใจไว้หน้าอีกหรือ?
บัดนี้ กลุ่มคนเฒ่าคนแก่ล้อมวงลับฝีปากรุมด่าตู้ฉาอย่างหนักหน่วง ตู้ฉารู้ว่าใช้ไม้แข็งงัดคงจะไม่ได้ผล เธอจึงหาจังหวะพูดด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ “ฉันไม่ได้หมายจะดูถูกคนบ้านนอกหรอกนะ แค่มีน้ำโหกับหานชีเยวี่ยมากก็เท่านั้น พวกคุณก็เห็น หานชีเยวี่ยล่อลวงให้ลูกชายฉันหลงหัวปักหัวปำ พอมาสู่ขอกลับบอกว่าไม่แต่ง นี่มันเล่นตลกกับพวกเราเหรอ?”
หานชีเยวี่ยผู้ถูกตู้ฉาพูดแปลงสารนั้นก็ขำจนแทบหัวร่อ คนอะไรช่างหน้าด้านหน้าทน!
“ยายแก่หนังเหี่ยว! ชีเยวี่ยของฉันไม่อยากแต่งด้วยแล้วก็เลยทำลายชื่อเสียงหลานฉันหรือ? ใจไม้ไส้ระกำจริงๆ!”
“คุณนายจวง! ในหัวของเธอคงเต็มไปด้วยขี้ เลยคิดว่าคนอื่นล้วนเล่นสกปรกเหมือนเธอ! เธอไปมั่วกับตาแก่แถวนี้ ก็คิดว่าคนอื่นจะเหมือนเธออย่างนั้นหรือ?” ย่าเฒ่าหานพูดไม่ไว้หน้า ชาวบ้านที่มุงดูต่างพากันหัวเราะลั่น
ชีเยวี่ยมองตู้ฉาด้วยแววตาอย่างมีเลศนัย ตู้ฉาแสร้งทำตัวสูงส่ง แท้จริงแล้วกลับลอบมีชู้ จวงเหวินหลิน ไม่ใช่ลูกของบ้านจวง แต่เป็นลูกชู้ของตู้ฉาที่ลอบมีกับชายชั่ว ขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ด คุณย่าช่างเฉียบแหลมเหลือเกิน!
ตู้ฉาเห็นแววตาของชีเยวี่ยก็ตื่นกลัว เธอรีบเบือนหน้าหนี “แก… แกอย่ามาใส่ร้ายฉันนะ!”
“ทำไม? ไม่ยอมให้ฉันพูดความจริงหรือ? ดูจากแววตาก็รู้ว่าใจเธออยู่ไม่เป็นสุขแล้ว! ” ย่าเฒ่าตอกย้ำ
ชีเยวี่ยอยากจะยกนิ้วโป้งถูกใจให้ย่าจริงเชียว สังเกตได้ดีจริงๆ!
“ตู้ฉา อย่าคิดใส่ร้ายฉัน ฉันหานชีเยวี่ยผู้นี้ทำแต่ในสิ่งที่ถูกต้อง ส่วนลูกชายของเธอ ไม่แน่ว่าอาจจะมีลูกเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้วก็ได้กระมัง…” ชีเยวี่ยเว้นวรรคเล็กน้อย น้ำเสียงลากยาวแล้วหยุดลงอย่างเจ้าเล่ห์ คำบางคำไม่ควรพูดให้กระจ่างจนเกินไป
บรรดาชาวบ้านที่มายืนมุงดูต่างก็ตื่นเต้นราวกับได้ฟังเรื่องซุบซิบนินทามากมายเกินกว่าที่คาดคิดเอาไว้ วันนี้ช่างคุ้มค่าที่มามุงดูเสียจริง!
ตู้ฉากับเหล่าตาแก่หลายคน? อายุอานามขนาดนี้แล้วยังทำตัวเป็นหญิงเริงเมืองอีก!
พ่อหนุ่มบ้านจวงคนนี้ แววตากะล่อนเจ้าชู้ ดูก็รู้ว่าไม่ใช่คนเรียบร้อย มีลูกแล้วด้วย?? ช่างทำตัวได้เสื่อมเสียเกียรติวงศ์ตระกูลจริงๆ!
จวงเหวินหลินมองหานชีเยวี่ยด้วยความตกใจ นึกคิดในใจว่าเจ้าตัวไปรู้เรื่องอะไรมา?
ตู้ฉากัดฟันกรอด มองหานชีเยวี่ยด้วยความเคียดแค้น “นางผู้หญิงไร้ยางอาย! กล้าใส่ร้ายคนอื่น ฉันจะฉีกปากแกให้ขาด!”ตู้ฉาทนไม่ไหว พุ่งเข้ามาจะตบตีชีเยวี่ย ขณะที่ตู้ฉากำลังพุ่งเข้ามานั้น หานชีเยวี่ยก็ไม่ลังเลที่จะตบสวนกลับ!
เสียงตบดังสนั่นหวั่นไหว มือของหานชีเยวี่ยชาไปหมด บนใบหน้าขาวเนียนของตู้ฉามีรอยประทับแดงปรากฏขึ้น ตู้ฉายกมือกุมหน้าด้วยความเจ็บปวด มึนงงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกรี๊ดเสียงลั่นแล้วพุ่งเข้ามาจะตะปบชีเยวี่ย
หยางชุนจือและซย่าซิ่วเหอ สะใภ้บ้านหานทั้งสองคนที่กำลังหอบหญ้าจูเฉ่า [2] กลับมา เห็นจากไกลๆ ว่าตู้ฉากำลังจะตบชีเยวี่ย ทั้งสองคนไม่รอช้า โยนหญ้าจูเฉ่าทิ้งแล้วหันพุ่งเข้าหาตู้ฉาทันที ส่วนย่าเฒ่าก็ยืนปกป้องหลานสาวอย่างองอาจ
ทันทีที่ตู้ฉาถึงตัวหานชีเยวี่ย หานชีเยวี่ยก็ตบสวนกลับไปหนึ่งฉาด ในขณะเดียวกัน ซย่าซิ่วเหอจิกผมของตู้ฉาอย่างสุดแรง แล้วกระชากเธอกลับคืนมา หยางชุนจือตบตู้ฉาไปอีกฉาดดังเพี๊ยะ! จนตู้ฉาเหมือนเห็นดาวหมุนล้อมอยู่รอบหัว
ซย่าซิ่วเหอไม่ยอมน้อยหน้า จึงตบไปอีกฉาด
แรงมหาศาลที่สั่งสมมาจากการทำงานของสองสะใภ้ บวกกับการประสานฝีตบที่ลงตัว จนเป็นการรุมตบอยู่ฝั่งเดียว หานชีเยวี่ยถูกย่าเฒ่าดึงรั้งเอาไว้ ทำให้ไม่มีโอกาสได้ลงมือ
ตู้ฉาที่โดนตบไปขนาดนั้นยังไม่ลืมสอดปากพูดว่า “หานชีเยวี่ย นางสารเลวนี่ ถ้าไม่คุกเข่าขอโทษ ลูกชายฉันก็ไม่เอาหล่อนแล้ว…”
หยางชุนจือได้ยินตู้ฉายังด่าอยู่ จึงขึ้นคร่อมตัวตู้ฉา แล้วรัวตบปากของเธอเป็นชุด ดังเพียะๆๆ!
เชิงอรรถ
[1] สินสอด 彩礼 หรือของหมั้น ในยุคโบราณ นอกจากทรัพย์ที่ได้จากพ่อแม่ตัวเองแล้ว หญิงแต่งงานยังจะได้ทรัพย์สินจากครอบครัวสามี และถือเป็นสินส่วนตัวเช่นกัน ทรัพย์นี้เรียก ไฉโล่ย ( 彩礼) หากเทียบกับกฎหมายปัจจุบัน ไฉโล่ย ก็คือ ของหมั้นนั่นเอง
[2] หญ้าจูเฉ่า 猪草คือหญ้าที่ใช้สำหรับการเลี้ยงหมู ตัวอย่างเช่น หญ้าข้าวโพด หญ้าฟาง เป็นต้น
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^
.
เมื่อยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน
จะแจกตอนฟรีเพิ่มเป็นวันละ 3 ตอน เป็นเวลา 5 วันเต็มๆค่ะ
ตอนที่ 2 มิติ
จวงเหวินหลิน ถึงกับตกตะลึงตาค้าง ทำไมเอะอะก็ลงไม้ลงมือกันเล่า? คนบ้านหานนี่ช่างไร้มารยาทเสียจริง
จวงเหวินหลินเปิดปากพูดด้วยความขุ่นเคือง “หานชีเยวี่ย! ”
“ปากเสียขนาดนี้ก็สมควรโดนตบแล้วล่ะ!” หานชีเยวี่ยยิ้มมุมปากเล็กน้อย ชาติที่เเล้วหล่อนก็คันไม้คันมืออยากจะตบแม่ลูกคู่นี้จะแย่อยู่แล้ว!
จวงเหวินหลินจ้องหานชีเยวี่ย แล้วรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ
“ชี …สหายหานชีเยวี่ย เธอช่วยบอกให้คนของเธอปล่อยแม่ฉันหน่อยได้ไหม? ” จวงเหวินหลินพยายามกดอารมณ์ขุ่นเคืองไว้ในใจเพื่อขอร้อง
ทว่าภายในใจเขากลับคิดว่าหานชีเยวี่ยช่างเป็นหญิงที่น่ารังเกียจเสียเหลือเกิน คงจะปล่อยเธอไปง่ายๆ ไม่ได้แล้ว เดิมทีเขาคิดว่าจะทำดีกับเธอสักหน่อย แต่ในเมื่อเธอไม่รู้บุญคุณ ก็อย่ามาโทษเขาที่ใจร้ายแล้วกัน!
ชีเยวี่ยมองจวงเหวินหลินด้วยสายตาที่เย็นชา ดวงตาฉายแววอำมหิตราวกับนกที่จ้องจะตะครุบเหยื่อ
จวงเหวินหลินรู้สึกตกใจกลัวขึ้นมา พลางคิดว่าพวกเขาไม่ได้มีเรื่องบาดหมางกันมากมายขนาดนั้นนี่?
หานชีเยวี่ยมองจวงเหวินหลินราวกับว่าชาติที่แล้วหล่อนได้ไปฆ่าบีบคอจวงเหวินหลินมา
“สหายหานชีเยวี่ย…” จวงเหวินหลินตกใจร้องลั่นเหมือนเห็นผีจนถอยเท้าไปหนึ่งก้าว
เสียงของจวงเหวินหลินทำให้หานชีเยวี่ยได้สติคืนมา
“จวงเหวินหลิน ดูแลตู้ฉาให้ดี ฉันไม่ได้มีแค่แม่สองคน แต่ฉันยังมีพี่ชายอีกหกคนด้วย”
พี่ชายหกคน? หมายความว่ายังไง?
จวงเหวินหลินเห็นสะใภ้บ้านหานทั้งสองกำลังรุมทำร้ายทุบตีแม่ของตนอยู่ฝ่ายเดียว จึงงได้รู้ถึงความหมายที่จะสื่อ สีหน้าของเขานั้นแลดูจะซีดเผือดลงกว่าเดิม
พวกบ้านนอกไร้มารยาทดีแต่ใช้กำลัง!
หลังจากทั้งสอง ‘พูดคุย’ กันอย่าง ‘ดี’ แล้ว ชีเยวี่ยเห็นว่าตู้ฉาโดนตบจนสาแก่ใจแล้ว เธอก็เดินเข้าไปพูดไกล่เกลี่ย สะใภ้ทั้งสองจึงยั้งมือรุมตบตู้ฉาลง
จวงเหวินหลินรีบเข้าไปพยุงตู้ฉาที่หน้าตาบวมปูด ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าขาดวิ่นแล้วพาออกไป
ตู้ฉาที่ถูกทำร้ายอย่างรุนแรงสาหัสจนแทบหายใจไม่ไหวไม่ยอมกล้ำกลืนความอัปยศนี้ไว้ ดึงตัวลูกชายไว้แน่นด้วยความเคียดแค้น
“ฉันจะไปขอความเป็นธรรมจากผู้นำชุมชน! ฉันจะฟ้องพวกเธอ ให้พวกเธอถูกย้ายไปทำงานในไร่นาอันห่างไกล!” ตู้ฉาทนกับความเจ็บปวดบนใบหน้าเอ่ยปากพูดข่มขู่!
หานชีเยวี่ยมองจวงเหวินหลินแล้วถาม “อยากไปฟ้องผู้นำชุมชนงั้นหรือ?”
จวงเหวินหลินส่ายหัวรัวจนหัวแทบจะหลุดออกจากบ่า เขาพูดบางอย่างที่ข้างหูของตู้ฉา จากนั้นสองแม่ลูกจึงรีบเผ่นราวกับเหาะออกไป
คนที่มุงดูพากันหัวร่อยกใหญ่
แม่สื่อสกุลตู้กัดฟันแล้วก้าวออกไปประชันหน้ากับย่าเฒ่า
“พี่สะใภ้ ฉันไม่ยักรู้มาก่อนว่าเรื่องเบื้องลึกเบื้องหลังมันจะมีมูลเหตุแบบนี้”
แม่ผัวลูกสะใภ้บ้านหานต่างไม่มีใครแยแสเธอแม้แต่น้อย ปิดประตูบ้านเสียงดังโครม!
เมื่อกลับเข้ามาในบ้าน ทุกคนต่างจัดการตัวเองเล็กน้อย ซย่าซิ่วเหอและหยางชุนจือสะใภ้ทั้งสองก็ออกไปทำงานแล้ว เดิมทีพวกเธอคิดว่าวันนี้ญาติฝ่ายเจ้าบ่าวจะมาจึงกลับมาก่อนเวลาเพื่อทำอาหาร ทว่าตอนนี้เรื่องแต่งงานคงไม่เกิดขึ้นแล้ว พวกเธอจึงไปทำงานที่ไร่ต่อ
“อาเยวี่ย ย่ารู้ว่าบ้านจวงฐานะดี พ่อหนุ่มคนนั้นก็หน้าตาหล่อเหลา แต่งไปก็ได้เป็นคนเมือง แต่หลานอายุยังน้อย อาจไม่รู้ว่าเรื่องพวกนี้มันอันตรายแค่ไหน แม่ผัวไม่ดี ก็ลำบากไปทั้งชีวิต!” ย่าหานพร่ำสอนชีเยวี่ยด้วยความหวังดี
ชีเยวี่ยเห็นถึงความกังวลของย่าเฒ่า จึงยิ้มแล้วพูดว่า “ย่าจ๋า หนูรู้ดีว่าพวกเขาเป็นพวกข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพรง แต่งเข้าไปก็เหมือนตกนรกทั้งเป็น”
แต่งเข้าบ้านคนเมือง จะได้กินหรูอยู่สบายเยี่ยงคนเมืองเสียอย่างไร ทะเบียนบ้านของเธออยู่นอกเมือง แม้ว่าจะแต่งกับคนเมืองได้ ก็ไม่ได้รับการจัดสรรเสบียงเพิ่มให้อยู่ดี
ย่าหานเห็นชีเยวี่ยเข้าใจ ก็เบาใจลงไปไม่น้อย “ ชีเยวี่ย ย่าเห็นสีหน้าหลานดูไม่สู้ดีนัก ไปนอนพักสักหน่อยเถอะ”
ชีเยวี่ยพยักหน้า แล้วกลับเข้าห้อง เมื่อมั่นใจว่าย่าไม่ได้ตามเข้ามา ชีเยวี่ยจึงรีบลองเข้าไปในมิติทันที
เพียงชั่วพริบตา เธอก็เข้ามาถึงภายในมิติที่ใช้ชีวิตอย่างคุ้นเคยมานับสิบปี
ลานกว้างในมิติที่เคยว่างเปล่าหายวับไปแล้ว บัดนี้กลับกลายเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ตระการตา ซึ่งซูเปอร์มาร์เก็ตนี้เป็นห้างสรรพสินค้าของจวงเหวินหลินที่เธอ ‘ปล้น’ ก่อนจะมาเกิดใหม่
ความคิดล่องลอยย้อนกลับไปยังชาติที่แล้ว
เธอแต่งงานกับจวงเหวินหลินด้วยความหวังเต็มเปี่ยม ไม่นานหลังจากนั้น การสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้กลับมาเปิดขึ้นอีกครั้ง เธออดตาหลับขับตานอนตั้งใจอ่านหนังสือสอบอย่างหนัก แต่จดหมายตอบรับกลับถูกจวงเหวินหลินเอาไปจากที่ทำการไปรษณีย์แล้วส่งให้หานเสี่ยวเยวี่ยแทน
ชีเยวี่ยไม่เห็นจดหมายตอบรับ จึงคิดว่าตัวเองสอบไม่ติด
จวงเหวินหลินได้ไปเรียนมหาวิทยาลัย ส่วนชีเยวี่ยถูกบังคับให้อยู่บ้านทำงานหนัก ดูแลปรนนิบัติรับใช้คนบ้านจวงกว่าสิบคน แถมยังต้องประหยัดอดออมเพื่อส่งเสียสามีเรียนหนังสือ
ชีเยวี่ยทำงานหนักในทุกๆ วัน แต่เพราะทะเบียนบ้านเป็นคนชนบท จึงไม่ได้รับจัดสรรเสบียงให้ แค่กินข้าวเพิ่มคำเดียวก็ถูกตู้ฉาด่าแล้ว!
จวงเหวินหลินเล่าเรียนจบแล้วก็อยู่ทำงานในเมือง ตู้ฉาบอกว่าจวงเหวินหลินใช้ชีวิตอยู่อย่างแร้นแค้น จึงบีบบังคับให้ชีเยวี่ยกลับบ้านไปเอาเงินมาช่วยเหลือจุนเจือ
พอชีเยวี่ยไม่ยอมไป เธอก็ถูกตบตี ด่าทอเหยียดหยามสารพัด
ไม่ง่ายเลยกว่าคนเฒ่าคนแก่ในบ้านของจวงเหวินหลินที่นอนเป็นอัมพาตบนเตียงและคนแก่ที่ป่วยกระเสาะกระแสะจะทยอยจากไปทีละคน ชีเยวี่ยคิดว่าถึงเวลาจะได้ย้ายไปอยู่กับสามีในเมืองเสียที
แต่ตู้ฉากลับ ‘หวังดี’ บอกกับตัวหล่อนว่า จวงเหวินหลินแต่งงานมีครอบครัวในเมืองได้สี่ปีแล้ว แถมมีลูกชายอายุสามขวบแล้วด้วย
ชีเยวี่ยราวกับถูกฟ้าผ่าเข้าเต็มเปา ตู้ฉาด่าว่าหานชีเยวี่ยยอมเป็นคนใช้ให้ฟรีๆ เป็นนังแพศยาที่ยอมประเคนตัวเองให้ลูกชายที่สุดท้ายแล้วเขาก็ไม่เอา!
ชีเยวี่ยผู้เปล่าเปลี่ยวถูกตู้ฉาทุบตีอย่างรุนแรง ในขณะที่ยื้อยุดฉุดกระชากลากถูกันอยู่นั้น หัวของเธอได้กระแทกเข้ากับมุมโต๊ะจนล้มลงไปกองกับพื้น ชี่เยวี่ยกล้ำกลืนลมหายใจเฮือกสุดท้ายพร้อมกับความคับแค้นและโกรธเคือง ท่ามกลางเสียงด่าทออันหยาบทรามอย่างที่สุดของตู้ฉา
หานชีเยวี่ยนอนตายตาไม่หลับ ดูคนบ้านจวงเอาร่างอันไร้วิญญาณของเธอไปทิ้งในหลุมบนภูเขา ซ้ำยังป่าวประกาศว่าเธอเป็นนางแพศยาที่คิดจะหนีตามชู้ไป
บ้านหานที่มีข่าวลูกสาวเสียๆ หายๆ จึงถูกคนนินทาลับหลัง ไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ นับวันชีวิตยิ่งลำบากยากเข็ญลงไปอีก
หานชีเยวี่ยเฝ้ารอแก้แค้นบ้านจวงด้วยความอาฆาต
ในค่ำคืนที่ฝนโหมกระหน่ำคืนหนึ่ง บ้านของจวงเหวินหลินหลังถูกฟ้าผ่าลงมา กลายเป็นมิติที่ติดตัวเธอ
สิ่งที่ไม่เคยได้มาตอนในตอนที่ยังมีชีวิต จึงกลับกลายเป็นสมบัติส่วนตัวของเธอหลังความตาย
มิตินี้มีข้อจำกัดมาก สามารถเก็บได้เฉพาะของของชีเยวี่ยเอง และทรัพย์สินของบ้านจวงเท่านั้น หลังจากค้นพบข้อนี้ ทุกครั้งที่ผ่านบ้านจวง ชีเยวี่ยก็ไม่เกรงใจที่จะ ‘เก็บ’ ทรัพย์สินบางส่วนออกมาด้วย
ผ่านไปหลายสิบปี ชีเยวี่ยผ่านบ้านจวงเจ็ดแปดครั้ง บ้านจวงก็ถูก ‘ปล้น’ ไปเจ็ดแปดครั้ง
ชีเยวี่ยเป็นวิญญาณ ไม่สามารถหยิบใช้ทรัพย์สินเหล่านั้นได้ แต่เมื่อเห็นคนบ้านจวงโมโหเดือดดาล เธอก็มีความสุข
การ ‘เก็บกวาด’ บ้านจวงกลายเป็นความบันเทิงอย่างหนึ่งในชีวิตหลังความตายของเธอ
ซูเปอร์มาร์เก็ตตรงหน้า เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตที่จวงเหวินหลินเปิดหลังจากลาออกจากงานราชการมาทำธุรกิจ
ครานี้ตกมาอยู่ในมือของชีเยวี่ย หลังจากที่ชีเยวี่ยเก็บซูเปอร์มาร์เก็ตไว้ในมิติเรียบร้อย ยังไม่ทันได้ดื่มด่ำกับความทุกข์ของจวงเหวินหลิน เธอก็ได้กลับชาติมาเกิดใหม่เสียก่อน
ไม่รู้ว่าตอนนี้ไปบ้านจวง ยังจะสามารถ ‘ปล้น’ บ้านจวงได้อยู่ไหมนะ? แต่พอมานั่งคิดทบทวนดูอีกที ชาติที่แล้วก็ถือว่าได้สะสางกันแล้ว ถ้าบ้านจวงอยู่สงบๆ ไม่มายุ่งวุ่นวายกับเธอ เช่นนั้นก็นับว่าต่างคนต่างอยู่ก็แล้วกัน!
ชีเยวี่ยเพ่งสมาธิกลับมาที่ซูเปอร์มาร์เก็ตในมิติ
ซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดเจ็ดแปดร้อยตารางเมตร มีทั้งเสื้อผ้า ของใช้เบ็ดเตล็ด บุหรี่ สุรา ของใช้ในชีวิตประจำวัน ขนมขบเคี้ยว ข้าวสาร น้ำมันพืช ของแช่แข็ง อาหารสด ของแห้ง อาหารปรุงสำเร็จ ขนมอบ อาหารตุ๋น ทุกอย่างมีอย่างครบถ้วนครบครัน นอกจากนี้ยังมีโซนสำนักงานและโกดัง
ชีเยวี่ยหยิบซาลาเปาหมูสองลูกกับนมหนึ่งกล่อง พลางเดินไปกินไป สำรวจอาณาจักรของตนที่ได้มาจากการ ‘ปล้น’! การที่มองดูสินค้าที่มากมายก่ายกอง ทำเอาชีเยวี่ยยิ้มแก้มปริจนหุบยิ้มไม่ลง
รวยแล้วเรา!
แค่อาหารอย่างเดียวในซูเปอร์มาร์เก็ตก็เพียงพอให้คนทั้งครอบครัวกินได้หลายสิบปีแล้ว
ถ้าเหมือนชาติที่แล้ว เวลาในมิติหยุดนิ่ง ก็ไม่ต้องกลัวว่าของจะหมดอายุหรือเน่าเสีย
หลังจากสำรวจรอบหนึ่งแล้วชีเยวี่ยก็เริ่มจัดระเบียบมิติ ของในมิตินั้นถูกเก็บรวบรวมเข้ามาหลายครั้ง จึงต้องแยกสิ่งของออกตามแต่ละยุคสมัยต่างๆ อย่างละเอียดเพื่อหาของที่ใช้ได้ในปัจจุบัน
ชีเยวี่ยแยกเงินตามปี คำนวณแล้ว เงินที่ใช้ได้ตอนนี้มีเจ็ดแปดร้อยหยวน ยังมีอีกพันสองพันหยวนที่ใช้ได้ในปีหน้าและปีถัดไป
ส่วนที่เหลือเป็นเงินที่ยังใช้ไม่ได้ในตอนนี้ แล้วจึงมัดรวมกันตามปีแล้วเก็บไว้ในตู้
ของใช้อื่นๆ มีหลายอย่างที่ใช้ได้ในยุคปัจจุบัน เธอก็นำออกมาเก็บแยกไว้…
ชีเยวี่ยจัดการอย่างคล่องแคล่ว ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ เธอเหนื่อยจนขยับไม่ไหว จึงออกมาจากมิติ
ร่างกายที่อ่อนล้า เมื่อหัวถึงหมอนจึงหลับไปทันที เมื่อตื่นขึ้นมา ชีเยวี่ยมองไปรอบๆ ด้วยความงุนงง
เธอได้กลับชาติมาเกิดใหม่จริงๆ หรือแค่ฝันไปกันนะ?
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^
.
เมื่อยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน
จะแจกตอนฟรีเพิ่มเป็นวันละ 3 ตอน เป็นเวลา 5 วันเต็มๆค่ะ
ตอนที่ 3 เลี้ยงนกกระทาเถอะ
ชีเยวี่ยหลุดเข้าไปในมิติโดยไม่รู้ตัว
หลังจากที่แน่ใจว่าตัวเองได้กลับชาติมาเกิดใหม่แล้วจริงๆ ชีเยวี่ยที่เพิ่งออกมาจากมิติจึงนั่งบนเตียงคิดวางแผนชีวิตให้ตัวเอง
ได้เกิดใหม่ทั้งที เธอต้องเปลี่ยนโชคชะตาและทำตามความฝันที่ไม่ได้ทำในชาติที่แล้วให้สำเร็จ นั่นคือการเข้ามหาวิทยาลัย!
ตอนนี้ต้นเดือนเก้า เดือนสิบสองจะเป็นช่วงสอบเข้ามหาวิทยาลัย มีเวลาเตรียมตัวสั้นๆ เพียงแค่สามเดือนเท่านั้น
ชาติที่แล้วหลังจากที่เธอตายไปก็กลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนมานานหลายสิบปี ประสบการณ์ชีวิตเพิ่มขึ้น แต่ความรู้ล้วนส่งคืนอาจารย์ไปหมดสิ้น
การสอบเข้ามหาวิทยาลัยจึงเป็นเรื่องยาก จำเป็นต้องทบทวนบทเรียนล่วงหน้า
ในมิติของเธอมีหนังสือชุด 《เรียนรู้คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมีด้วยตัวเอง》อยู่หนึ่งชุด
นี่เป็นปีที่สองหลังจากการสอบเข้ามหาวิทยาลัยกลับมาเปิดอีกครั้ง พวกพี่ชายของเธอต่อแถวกันทั้งคืนเพื่อแย่งซื้อหนังสือชุดนี้จากร้านหนังสือมาให้
แต่คนบ้านจวงไม่ให้เธอเรียนหนังสือ บอกว่าเธอทำตัวไม่สมกับที่เป็นกุลสตรี
เธอจึงได้แต่แอบร้องไห้และเก็บหนังสือไว้อย่างระมัดระวัง
ทว่าหนังสือชุดนี้ยังไม่ถึงเวลาตีพิมพ์ จึงยังนำออกมาให้ใครเห็นไม่ได้
ชาติที่แล้วเคยได้ยินว่ามีคนเจอหนังสือชุด《เรียนรู้คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมีด้วยตัวเอง》นี้ที่ร้านรับซื้อของเก่าในเมือง พรุ่งนี้ต้องเข้าเมืองไปดูหน่อยเสียแล้ว…
ขณะกำลังคิดเพลินๆ ชีเยวี่ยก็ได้ยินเสียงย่าเฒ่าหานเรียกกินข้าว เธอจึงรีบลุกจากเตียงรีบสวมรองเท้าแล้วออกไป
ในลานบ้าน เมื่อคนในบ้านเห็นชีเยวี่ย ต่างก็แสดงสีหน้าเป็นห่วง
ชีเยวี่ยรับรู้ถึงความห่วงใยของคนในครอบครัว น้ำตาก็คลอหน่วยขึ้นมา
เมื่อเห็นชีเยวี่ยเสียใจ ซย่าซิ่วเหอและหยางชุนจือพี่สะใภ้ทั้งสองก็รู้สึกเสียดายที่วันนี้ตบหน้าตู้ฉาเบาไป
“ดูสิ ชีเยวี่ยเสียใจขนาดนี้ วันนี้พวกเราน่าจะตบมันให้หนักกว่าเดิม!” หยางชุนจือพูดกับน้องสะใภ้ด้วยเสียงเบา
“ชีเยวี่ยเอ๋ย ทำไมถึงช่างอาภัพขนาดนี้กันนะ!” ซย่าซิ่วเหอเอ่ยขึ้น
“อาเยวี่ย เป็นอะไรไป? ไม่สบายหรือ?” ลูกชายคนรองบ้านหาน หานจิ่งเซี่ยว พ่อของชีเยวี่ยถามลูกสาวหัวแก้วหัวแหวน
“ไม่เป็นไรค่ะพ่อ หนูสบายดี! หนูแค่คิดถึงทุกคนก็เท่านั้นค่ะ”
เธอคิดถึงครอบครัวจริงๆ!
“เจอกันอยู่ทุกวี่วัน จะคิดถึงอะไรอีกล่ะ!” หานจิ่งเซี่ยวพูดด้วยท่าทีซื่อๆ ว่าา “ลูกขี้อ้อนขึ้นทุกวันแล้ว!”
“บ้านเรามีเด็กผู้หญิงแค่คนเดียว ก็ต้องตามใจเสียหน่อย” ลุงใหญ่หานจิ่งจง พูดพลางรินน้ำยกขึ้นดื่มอึกใหญ่
ย่าเฒ่าหานถือชามและตะเกียบออกมา พลางกล่าวว่า “มากินข้าวกันเร็ว!”
อาหารเย็นได้ถูกจัดวางไว้ใต้ต้นสาลี่เก่าแก่ ต้นสาลี่เก่าแก่ของบ้านหานต้นนี้มีลำต้นสูงใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาหนาแน่น ลูกสาลี่เนื้อละเอียด หวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย เป็นผลไม้ที่ชีเยวี่ยชอบที่สุด ตอนนี้ลูกสาลี่ไม่สุกดี ต้องรอช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ถึงจะสุกเต็มที่
ใต้ต้นสาลี่เก่า บนโต๊ะไม้เก่าที่ผุกร่อน มีชามดินเผาใบใหญ่บรรจุโจ๊กผักป่าอยู่ นั่นคืออาหารเย็นในวันนี้
ผักป่าที่สับละเอียด ผสมกับธัญพืชที่ทำให้ข้นขึ้นมาเล็กน้อย ดูแล้วช่างไม่มีสารอาหารเอาเสียเลย
บ้านสกุลหานมีฐานะยากจนข้นแค้น ลูกชายหกคนกำลังรอแต่งงานจึงต้องประหยัดทุกอย่างจนแทบจะแคะขี้ฟันกิน
หนึ่งวันกินโจ๊กผักป่าสามมื้อแค่พอประทังชีพ และการขาดสารอาหารเรื้อรังนี่เองที่ทำให้ทุกคนผอมแห้งแรงน้อย
หานชีเยวี่ยแอบคิดในใจ ต้องทำให้ทุกคนในบ้านกินอิ่มกินดีให้ได้
ย่าหานเป็นผู้อาวุโสจึงตักโจ๊กก่อน จากนั้นคนอื่นๆ ค่อยตักโจ๊กใส่ชามของตัวเอง
ทุกคนล้วนทำงานใช้แรงงานหนักมาทั้งวัน ท้องร้องโครกครากไปหมด
โจ๊กผักป่ารสชาติไม่ได้ดีนัก แต่กินแล้วทำให้อุ่นสบายท้องตอนนอน
หยางชุนจือยิ้มหวาน ตักโจ๊กผักป่าเต็มชามส่งให้ชีเยวี่ย
หานชีเยวี่ยกินซาลาเปาในมิติมาแล้ว เธอจึงอิ่มมาก
เธอได้แบ่งโจ๊กในชามของตัวเองให้แม่และป้าสะใภ้ เหลือไว้ในชามตัวเองเล็กน้อย แสร้งกินพอเป็นพิธี
“ชีเยวี่ย หนูกินเถอะ ไม่ต้องสนใจฉันกับแม่ของเธอหรอก” หยางชุนจือรีบปฏิเสธ
“อาเยวี่ย พ่อแบ่งให้แม่แล้ว ลูกกินเองเถอะ” หานจิ่งเซี่ยวพูดย้ำกับลูกสาว
“ป้าคะ แม่คะ พวกท่านกินเยอะๆ เถอะค่ะ วันนี้หนูไม่ค่อยหิว”
ย่าเฒ่าหานมองชีเยวี่ยด้วยความสงสาร
“ย่าต้มไข่ไว้สองฟอง เดี๋ยวย่าค่อยเอามาให้หนูกินนะ ส่วนโจ๊กพวกเธอแบ่งกันกินเถอะ!”
ชีเยวี่ยได้ยินว่าคุณย่าต้มไข่ให้ ในใจก็ยิ่งรู้สึกไม่ดี
ฐานะทางบ้านเป็นยังไงทำไมเธอจะไม่รู้?
ชีเยวี่ยนึกบางอย่างขึ้นได้จึงรีบวิ่งเข้าห้อง จากนั้นก็รีบร้อนวิ่งออกไปนอกบ้านอย่างรวดเร็ว
คนในบ้านยังไม่ทันตั้งตัว พอรู้สึกตัวจะวิ่งตาม ชีเยวี่ยก็กลับเข้ามาในลานบ้านเสียแล้ว
ในมือเธอถือตะกร้าใบใหญ่ ด้านบนปิดด้วยหญ้ากองหนึ่ง
“นี่อะไรเหรอ?” ซย่าซิ่วเหอถามด้วยสงสัยความอยากรู้
“แม่คะ เมื่อเช้านี้้หนูไปเก็บเห็ดกับไข่นกกระทามาจากบนเขาค่ะ ตอนกลับเจอคนงานเยอะ หนูเลยเอาซ่อนไว้ก่อน”
ชีเยวี่ยดึงหญ้าที่ปิดตะกร้าออก ก็เห็นเห็ดกับไข่นกกระทาเต็มตะกร้าจริงๆ
คนในบ้านถึงกับมองหน้ากัน
บนเขามีของดีแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?
ฝนก็ไม่ตกมาหลายวันแล้ว เห็ดยังขึ้นเยอะขนาดนี้ได้อีกเหรอ?
“ชีเยวี่ย นี่เธอไปขโมยรังนกมาหรือเปล่า?” หานลู่หยางมองไข่นกกระทาแล้วกลับมามองหน้าชีเยวี่ย ถามด้วยความตื่นเต้น
หานชีเยวี่ยได้ยินคำพูดของพี่หกก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
“โชคดีน่ะ บังเอิญไปเจอมาพอดีค่ะ!”
ของพวกนี้เธอนำออกมาจากภายในมิติ บนชั้นวางสินค้ามีทั้งเห็ดป่าและไข่นกกระทาอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
คนในบ้านไม่ได้สงสัยอะไรมาก เพียงแค่คิดว่าชีเยวี่ยโชคดีจริงๆ
“นี่มันของดี เดี๋ยวพรุ่งนี้ย่าจะต้มให้หลานกินนะ” ย่าหานมองไข่นกกระทาด้วยความดีอกดีใจ
ตอนนี้การควบคุมปริมาณอาหารจากรัฐเข้มงวดมาก คนสามคนต่อไก่หนึ่งตัว บ้านสกุลหานเลี้ยงไก่สี่ตัว น้ำมัน เกลือ ซีอิ๊ว น้ำส้มสายชู ล้วนต้องพึ่งพาไก่ทั้งสิ้น
พวกเขาจึงทำใจกินไข่ไก่ไม่ลงเลย
“ย่าคะ ทำเป็นน้ำแกงไข่น้ำให้ทุกคนได้กินด้วยกันเถอะค่ะ” ชีเยวี่ยได้เสนอความเห็นขึ้นมา
ย่าเฒ่าหานทำหน้าเสียดาย
ถ้าทำเป็นน้ำแกงไข่น้ำ แค่คนละคำก็หมดแล้ว
ชีเยวี่ยเข้าใจความคิดของย่าหานดี
“คุณย่าคะ อีกสองวันหนูจะไปบนเขากับพี่ๆ หานกกระทามาเลี้ยงเพิ่ม เราจะได้มีไข่นกกระทากินไม่อั้นดีไหมคะ”
เลี้ยงนกกระทาหรือ?
ย่าเฒ่าหานตกใจ
แบบนั้นจะโดนแจ้งหรือเปล่า?
“ชีเยวี่ย ทำแบบนั้นไม่ได้นะ ถ้าคนอื่นรู้เข้า บ้านเราจะแย่เอา”
“คุณย่าคะ ถ้ามีคนเห็น เราก็บอกไปว่ามันบินเข้ามาในบ้านเอง เราก็เลยจะจับมาย่างกินค่ะ”
การจับนกมาย่างกินไม่ใช่เรื่องแปลก เด็กผู้ชายในหมู่บ้านก็เคยทำกัน
“ดีเลย!”
“คุณย่าคะ พอเลี้ยงจนโตแล้ว ไปบอกผู้นำชุมชน ให้ทุกคนมาเลี้ยงด้วยกันเป็นอย่างไรคะ”
เรื่องร่ำรวยมั่งคั่งแบบนี้ ถึงจะพยายามปิดเงียบ แต่ถ้ารวยอยู่บ้านเดียว คนอื่นต้องไม่พอใจแน่ๆ
ไม่สู้พาทุกคนรวยไปด้วยกันเลย
ปีนี้กับสองปีก่อน บรรยากาศต่างกันลิบลับ เพียงแต่ที่นี่ห่างไกลและล้าหลังมาก ข้อมูลข่าวสารมาไม่ค่อยถึง
แต่ถ้าผู้นำชุมชนไปสืบข่าวสอบถามมา ก็น่าจะตอบตกลง
หลังจากมื้ออาหารเย็นชีเยวี่ยได้กลับเข้าห้อง ปิดประตูเรียบร้อย แล้วจึงเข้าไปในมิติ
พรุ่งนี้เธอต้องเข้าเมืองหาหนังสือและหาเงิน
เนื้อ พร้อมแล้ว!
ไปตลาดมืดหรือตลาดเนื้อดีกว่า ภายในมิติมีเนื้อเยอะมาก แค่เนื้อหมูอย่างเดียวก็เต็มตู้ไปหลายตู้แล้ว
เนื้อแกะ เนื้อไก่ เนื้อวัว ก็มีเก็บไว้ไม่น้อย ส่วนใหญ่ขายออกไปแล้ว ส่วนที่ยังเหลืออยู่ต่อให้คนในบ้านกินเท่าไรก็ไม่หมด
ไข่ไก่ ก็พร้อมแล้วเหมือนกัน!
ในตู้มีไข่ไก่วางอยู่เต็ม กะปริมาณด้วยสายคาคร่าวๆ แล้ว คาดว่าไม่ถึงหมื่น อย่างต่ำก็แปดพันฟอง
ผลไม้สด เตรียมไว้สักหน่อยแล้วกัน
ผลไม้มีราคาแพงแต่เอาออกมาได้ไม่มาก และต้องเป็นผลไม้ที่ปลูกในท้องถิ่นเท่านั้นด้วย
ชีเยวี่ยคัดแยกสินค้าที่จะขายในวันพรุ่งนี้ออกมาทีละอย่าง
จากนั้นเธอก็เตรียมน้ำตาลทรายแดงสามเหลี่ยง [1] แป้งธัญพืชสิบจิน [2] ข้าวฟ่างสิบจิน ข้าวสารสิบจิน แป้งสาลีสิบจิน เนื้อหมูหกจิน และกระดูกใหญ่สองชิ้น เพื่อเอาไปเติมให้ที่บ้าน
หลังจากเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ชีเยวี่ยก็ปวดเมื่อยไปทั้งตัว หลังจากอาบน้ำภายในมิติเรียบร้อยแล้วจึงกลับมาที่ห้องของตัวเองแล้วเข้านอน
[1] เหลี่ยง (两 liǎng) เป็นหน่วยวัดน้ำหนักแบบดั้งเดิมของจีน โดยจะแตกต่างกันไปในแต่ละยุคสมัย ในประเทศจีนสมัยใหม่ 1 เหลี่ยงเท่ากับ 50 กรัม ชีเยวี่ยเตรียมน้ำตาลทรายไว้แดงสามเหลี่ยง เตรียมน้ำตาลทราแดงไว้ประมาณ 150 กรัม
[2] จิน (斤) เป็นหน่วยสำหรับวัดน้ำหนักอย่างหนึ่งของจีน 1 จินจะมีน้ำหนักประมาณ 500 กรัม
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^
.
เมื่อยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน
จะแจกตอนฟรีเพิ่มเป็นวันละ 3 ตอน เป็นเวลา 5 วันเต็มๆค่ะ