แรงงานไทยร้อง! “ธุรกิจ” เจ๊งพุ่ง 8,069 แห่ง คนว่างงาน 4.3 แสนราย
เศรษฐกิจไทยขณะนี้ดูเหมือนจะขยายตัวได้ยากขึ้น หลังจากเกิดปัญหาเศรษฐกิจรุมเร้า เริ่มจากเปิดปี 2568 เกิดเหตุการไม่สู้ดี เริ่มตั้งแต่แผ่นดินไหวลามหนักไปถึงภัยภิบัติน้ำท่วม ซ้ำร้ายมาเจอนโยบายของสหรัฐฯ ที่เรียกเก็บภาษีไทยในอัตรา 19% ไม่เพียงเท่านั้นปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ยังแรงถึงขั้นทำให้ “รัฐบาลไทย” สั่นคลอน จนถึงขันเปลี่ยนหัวเรือใหญ่อย่าง “นายกรัฐมนตรี”
ปัญหาเหล่านี้ล้วนสร้างผลกระทบใหกับทุกภาค “ธุรกิจ” ไม่ว่าจะเป็นรายใหญ่ หรือ รายเล็ก ต่างต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับให้ทันกับทุกสถานการณ์ พร้อมกับต้องพากิจการให้อยู่รอด ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ส่อแววชะลอตัวลงต่อเนื่อง ซึ่งเริ่มเห็นผลกระทบหนักสุดแล้วกับ“ภาคแรงงานไทย”
ยอดว่างงานพุ่ง 4.3 แสนคน
ข้อมูลจาก สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุอัตราการว่างงานในช่วงไตรมาส 2/2568 อยู่ที่ 0.91% โดยมีจำนวนผู้ว่างงาน 3.7 แสนคน ลดลง 14.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีจำนวนผู้ว่างงาน 4.3 แสนคน คิดเป็นอัตราว่างงาน 1.07% ส่วนอัตราการว่างงานในระบบประกันสังคม อยู่ที่ 2.07% ขณะที่ผู้เสมือนว่างงาน มีจำนวน 2.1 ล้านคน เพิ่มขึ้น 5.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดย 60.9% เป็นแรงงานในภาคเกษตรฯ
ค่าจ้างลด-หั่นโอที
สำหรับค่าจ้างเฉลี่ยในภาพรวมของแรงงานทุกสถานภาพปรับตัวลง 2 ไตรมาสติดต่อกัน อยู่ที่ 15,977 บาทต่อคนต่อเดือน ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 โดยลดลง 1.9% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน สะท้อนว่ากลุ่มแรงงานอาชีพอิสระมีรายได้ลดลง ขณะที่ ค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยของภาคเอกชนเพิ่มขึ้น โดยอยู่ที่ 14,370 บาทต่อคนต่อเดือน เพิ่มขึ้นจาก 2.4% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน เช่นเดียวกับค่าจ้างเฉลี่ยของแรงงานในระบบอยู่ที่ 15,712 บาทต่อคนต่อเดือน เพิ่มขึ้น 2.5% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน
ขณะที่ชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยในภาพรวม ลดลง 0.4% หรืออยู่ที่ 42.7 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ส่วนผู้ทำงานล่วงเวลา (Over Time: OT) ที่มีชั่วโมงการทำงานมากกว่า 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ขึ้นไป มีจำนวน 6.3 ล้านคน ลดลง 8.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
อัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น ค่าจ้างที่ลดลง และชั่วโมงการทำงานที่ลดลง เกิดขึ้นท่ามกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย โดยการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 ขยายตัว 2.8% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ชะลอลงจากการขยายตัว 3.2% ในไตรมาสแรกปี 2568 และชะลอตัวเป็นไตรมาสที่ 2 ติดต่อกัน
“ธุรกิจ” มีแนวโน้มลดพนักงาน
สภาพัฒน์ฯ ยังห่วงประเด็นแรงงานที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ 1.ผลกระทบจากการปรับอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อการจ้างงานในไทย ทั้งนี้ หากการส่งออกสินค้าไทยไปสหรัฐฯลดลง จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังสถานประกอบการ เช่น อาจต้องมีการปรับโครงสร้างองค์กร ลดจำนวนพนักงาน ปรับลดเวลาการทำงาน และลด/ตัด OT เป็นต้น ซึ่งภาครัฐต้องมีมาตรการช่วยเหลือ เช่น การขยายตลาดใหม่ ส่งเสริมการใช้สินค้าไทย และกำกับดูแลด้านการสวมสิทธิ์
2.การปรับรูปแบบการจ้างงานของสถานประกอบการจากสภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน จากเดิมที่มีการจ้างงานแบบเต็มเวลา (Permanent Full-time) ก็จะหันไปใช้รูปแบบการจ้างงานแบบไม่เต็มเวลามากขึ้น โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ ทั้งการจ้างงานพนักงานประจำในรูปแบบพนักงานชั่วคราว และการจ้างงานพนักงานแบบสัญญาจ้าง หรือพนักงานชั่วคราว
เทียบตัวเลขในปี 2565 พนักงานประจำในรูปแบบพนักงานชั่วคราว มีสัดส่วน 6% เพิ่มเป็น 42% ในปี 2567 ขณะที่พนักงานสัญญาจ้างและพนักงานชั่วคราว ปรับจาก 4% ในปี 2565 เป็น 28% ในปี 2567 และน่าจะเป็นแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคตจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะไปกระทบความมั่นคงในแง่การจ้างงานและรายได้แรงงาน
ทั้งนี้ จากรายงานผลสำรวจ Hiring Compensation & Benefits Report 2025 โดย Jobsdb พบว่า 25% ขององค์กรในไทย มีแนวโน้มจะลดพนักงานลง เพื่อลดต้นทุนและปรับโครงสร้างองค์กรให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น
7 เดือนแรกปี’68 เลิกกิจการ 8,069 ราย
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ ได้เผยยอดการจดทะเบียนเลิกช่วง 7 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ก.ค.) มีจำนวน 8,069 ราย เพิ่มขึ้น 140 ราย (1.77%) เมื่อเทียบกับช่วง 7 เดือนของปี 2567 อยู่ที่ 7,929 ราย ทุนจดทะเบียนเลิกสะสมอยู่ที่ 50,700 ล้านบาท ลดลง 34,880 ล้านบาท หรือ -40.76% เมื่อเทียบกับช่วง 7 เดือนของปี 2567 อยู่ที่ 85,579 ล้านบาท
ธุรกิจที่เลิกประกอบกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่
- ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 707 ราย คิดเป็นสัดส่วน 8.76%
- ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 412 ราย คิดเป็นสัดส่วน 5.11%
- ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 352 ราย คิดเป็นสัดส่วน 4.36%
อุตุฯ ปิดโรงงาน 425 แห่ง คนตกงานนับหมื่นคน
นอกจากนี้ ข้อมูลจาก กรมโรงงานอุตสาหกรรม ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค.-ก.ค.) มีโรงงานเลิกกิจการรวมทั้งสิ้น 425 แห่ง คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนที่หายไป 12,705.97 ล้านบาท และส่งผลกระทบต่อแรงงานที่ต้องว่างงานทันที จำนวน 12,769 คน
สำหรับอุตสาหกรรมที่มีการปิดกิจการ 3 อันดับแรก ดังนี้
- กลุ่มผลิตเครื่องจักรและเครื่องกล ผลิตตู้เย็นและอุปกรณ์เสริม มูลค่า 1,727.81 ล้านบาท
- กลุ่มเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เคมี การทำวัสดุสังเคราะห์สำหรับซักฟอก เช่น สบู่ แชมพู ผลิตสารป้องกันหรือกำจัดศัตรูพืชหรือสัตว์ ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยชีวภาพ มูลค่า 1,371.65 ล้านบาท
- กลุ่มผลิตภัณฑ์โลหะ ผลิตภัณฑ์โลหะสำหรับใช้ในการก่อสร้าง ตัดหรือม้วนเหล็กแผ่น มูลค่า 1,365.89 ล้านบาท
“กกร.” แนะรัฐเพิ่มสกิลคนไทย
ขณะที่ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินว่าครึ่งปีหลังเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวเพียงประมาณ 1% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยเริ่มเข้าสู่ภาวะชะลอตัว หลังจากเศรษฐกิจไตรมาสที่ 2 ขยายตัว 2.8% ลดลงจาก 3.2% ในไตรมาสที่ 1 ทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 2568 ไทยจะขยายตัวได้ที่ 1.8%-2.2%
นอกจากนี้ ยังเป็นห่วงปัญหาภายในประเทศ โดยอัตราการว่างงานในระบบในไตรมาสที่ 2 เพิ่มขึ้นเป็น 2.07% จาก 1.88% ในไตรมาสที่ 1 และมีจำนวนผู้เสมือนว่างงานอยูที่ 2.1 ล้านคน สูงขึ้นราว 5% จากปีก่อน
ทั้งนี้ รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการจ่ายอัตราค่าจ้างตามทักษะฝีมือแรงงาน (Pay by Skills) ตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน มากกว่าการปรับขึ้นค่าจ่างขั้นต่ำ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการ UP-Skill & Re-Skill , Multi-Skill และ New Skill เพื่อสร้างแรงงานที่มีทักษะฝีมือให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (Labor Productivity) สามารถ ลดต้นทุนและสร้างความสามารถในการแข่งขัน