การบินไทย ท้าชนบิ๊กแอร์ไลน์ ลั่น 2 ปีขึ้นสายการบินชั้นนำระดับภูมิภาค
“การบินไทย” ประกาศท้าชนบิ๊กสายการบินระดับภูมิภาค ทวงคืนมาร์เก็ตแชร์ เร่งยกเครื่องโปรดักต์
ครีเอตเมนูอาหารตามเส้นทางบิน เพิ่มอินไฟลต์เอ็นเตอร์เทนเมนต์ หวังพลิกโฉมบริการครั้งใหญ่ เดินหน้าชูจุดแข็ง Network Strategy หนุนไทยขึ้นฮับการบินเชื่อมโยงเส้นทางบินทั่วโลก มั่นใจภายใน 2 ปีนี้ ขึ้นเทียบชั้นสายการบินชั้นนำ พร้อมเจรจา AOT ปรับฟาซิลิตี้ เพิ่มศักยภาพการแข่งขันกับสนามบินฮ่องกง-สิงคโปร์
นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI เปิดเผยว่า ปัจจุบันการบินไทยมีเครื่องบินให้บริการรวม 78 ลำ คิดเป็นจำนวนประมาณ 3 ใน 4 ของปี 2562 (ก่อนวิกฤตโควิด) ที่มีจำนวน 103 ลำ ซึ่งเป็นการลดจำนวนเครื่องบินเพื่อให้ตัวเบาขึ้นตามแผนฟื้นฟูกิจการ แต่มีศักยภาพในการสร้างรายได้สูงกว่าช่วงก่อนโควิดไปแล้ว สะท้อนว่าดีมานด์การเดินทางในตลาดยังสูง
ดังนั้น บริษัทจึงต้องเร่งจัดหาเครื่องบินเข้ามาเสริมเพื่อเพิ่มจำนวนที่นั่ง โดยตั้งเป้าเพิ่มเครื่องบินเป็น 150 ลำ ในปี 2033 หรือในอีก 8 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ เพื่อทวงคืนส่วนแบ่งการตลาด (Market Share)
“ในอุตสาหกรรมการบินตอนนี้ หาเครื่องบินยากกว่าขายตั๋ว บางสายการบินหมดสัญญาแล้วก็ไม่ยอมปล่อยเครื่องออกมา ถ้าเราสั่งเครื่องใหม่วันนี้กว่าจะได้รับมอบต้องรอถึงประมาณปี 2579-2580 เพราะตอนนี้ทั้งแอร์บัสและโบอิ้ง 2 ค่ายมีคำสั่งซื้อรอส่งมอบอยู่กว่า 10,000 ลำ ซึ่งในส่วนของการบินไทยโชคดีที่ตัดสินใจลงนามสั่งซื้อไปตั้งแต่ปี 2563 ทำให้เครื่องใหม่จะทยอยเข้าตั้งแต่ปี 2571 เป็นต้นไป”
เร่งอัพเกรดห้องโดยสารฝูงบิน
นายชายกล่าวว่า นอกจากการจัดหาเครื่องบินใหม่เข้ามาเสริมฝูงบิน และเพิ่มจำนวนที่นั่ง และส่วนแบ่งการตลาดอย่างต่อเนื่องแล้ว การบินไทยยังมุ่งปรับปรุงภายในเครื่องบินและบริการในทุกมิติ พร้อมทั้งให้น้ำหนักกับการทำการตลาดในรูปแบบ Network Strategy เชื่อมโยงการเดินทางของผู้โดยสารจากทั่วโลก โดยใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง (Hub) สำหรับต่อเที่ยวบิน ทั้งนี้ เพื่อให้การบินไทยมีศักยภาพในการแข่งขันกับสายการบินชั้นนำของภูมิภาคมากขึ้น
โดยที่ผ่านมาการบินไทยได้ปรับปรุงและยกระดับเครื่องบิน Airbus 320 ใหม่ ด้วยการเพิ่มห้องโดยสารชั้นธุรกิจ หรือรอยัล ซิลก์ คลาส ทำให้ฝูงบินทั้ง 20 ลำมีบริการทั้งชั้นธุรกิจและชั้นประหยัด ซึ่งจะให้ประสบการณ์การเดินทางที่ดียิ่งขึ้นสำหรับเครื่องบินลำตัวแคบ สามารถรับและส่งต่อผู้โดยสารกับเครื่องบินลำตัวกว้างแบบไร้รอยต่อ
ขณะที่เครื่องบิน Airbus A321neo ที่มีแผนรับมอบในสิ้นปีนี้ 2 ลำ และในปีหน้า 15 ลำ รวมเป็น 17 ลำ ณ สิ้นปี 2569 นั้น จะมาพร้อมกับเครื่องยนต์รุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีที่นั่งที่ปรับเอนราบแบบ Fully Lie-Flat ซึ่งออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้โดยสารยุคใหม่ เพิ่มความสะดวกสบาย และมีระบบความบันเทิงและบริการ Wi-Fi ฟรี
จากนั้นในปี 2571 จะดำเนินงานตามแผนปรับปรุงและติดตั้งนวัตกรรมใหม่ล่าสุดสำหรับห้องโดยสารฝูงบินแอร์บัสA350 พร้อมอัพเกรดที่นั่งชั้นธุรกิจ (Business Class) ให้มีความทันสมัยและหรูหรายิ่งขึ้น รวมถึงที่นั่งในชั้นประหยัดพิเศษ (Premium Economy) และที่นั่งชั้นประหยัด (Economy Class) ที่มาพร้อมกับระบบความบันเทิงบนเที่ยวบิน
“ล่าสุดการบินไทยได้รับรางวัล in-flight entertainment โดยมีจำนวนภาพยนตร์ที่ให้บริการบนเครื่องใกล้เคียงกับสายการบินชั้นนำของภูมิภาค อย่างสิงคโปร์แอร์ไลน์ส สายการบินคาเธ่ย์ สายการบินกาตาร์ จึงมั่นใจว่าหลังจากเราทยอยรับมอบเครื่องบินใหม่เข้ามา และเดินหน้าอัพเกรดห้องโดยสารฝูงบินเก่าแล้วเสร็จ จะทำให้การบินไทยมีฝูงบินที่มีประสิทธิภาพและมีความพร้อมในการแข่งขันมากขึ้น และขึ้นเป็น 1 ในสายการบินชั้นนำของภูมิภาคได้ภายใน 2 ปีนับจากนี้แน่นอน” นายชายกล่าว
ยกเครื่องเมนูอาหารตามเส้นทาง
นายชายกล่าวด้วยว่า ในด้านอาหารนั้น การบินไทยได้ดำเนินแคมเปญ “Good Taste for a Good Cause” คัดสรรผลิตภัณฑ์คุณภาพจากผู้ประกอบการไทย เพื่อส่งเสริมสินค้าไทยสู่ระดับสากล ตามนโยบาย Soft Power ของรัฐบาล รวมถึงโครงการ Taste of Thai Tales อาหารไทยเมนูพิเศษรังสรรค์โดยเชฟไทยที่มีชื่อเสียง และ Streets to Sky เมนูที่คัดมาจากร้านดังของไทยไปเสิร์ฟบนเที่ยวบินเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้โดยสาร
นอกจากนี้ ยังจับมือกับ Indus ร้านอาหารอินเดียชั้นนำที่ได้รับการแนะนำในคู่มือมิชลิน พัฒนาเมนูอาหารต้นตำรับ 4 ภาคตามวัฒนธรรมของอินเดีย ให้บริการบนเที่ยวบินของการบินไทย ในเส้นทางสู่ประเทศอินเดียทั้งขาเข้าและขาออก เพื่อให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมการบริโภคของผู้โดยสารชาวอินเดีย
“อินเดียเป็นตลาดใหญ่ของการบินไทย ปัจจุบันให้บริการสู่ 8 จุดหมายในอินเดีย รวม 75 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ได้แก่ อาห์เมดาบัด เบงกาลูรู เจนไน นิวเดลี ไฮเดอราบัด โกลกาตา มุมไบ และเส้นทางคยา ซึ่งเปิดให้บริการในฤดูหนาว” นายชายกล่าว
ย้ำภาพ Network Airline
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทการบินไทยกล่าวด้วยว่า กลยุทธ์สำคัญที่ทำให้การบินไทยกลับมาแข็งแกร่งทั้งในด้านการสร้างรายได้และกำไร คือความเป็น “Network Airline” หรือสายการบินเชื่อมต่อการเดินทาง (Connecting Flight) ผู้โดยสารไปทั่วโลก โดยมีประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง (Hub) การเดินทาง หรือ Flight Transfer ซึ่งเป็นกลยุทธ์กระจายความเสี่ยง ลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง และช่วยเติมผู้โดยสาร หรือ Cabin Factor ในช่วงโลว์ซีซั่น
“ในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงโลว์ซีซั่น แต่ยอดขายของการบินไทยไม่ได้ตก เพราะเราบริหารจัดการ โดยเอาผู้โดยสารต่อไฟลต์เข้ามาเติม”
โดยปัจจุบันการบินไทยมีสัดส่วนผู้โดยสาร Network หรือ Connecting Flight คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% จากเดิมที่มีไม่ถึง 10% และเชื่อว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต อย่างไรก็ตาม การบินไทยก็ยังไม่ได้ทิ้งเส้นทางการบินแบบจุดต่อจุด (Point to Point) ยังให้ความสำคัญเหมือนเดิม
“วันนี้การบินไทยไม่ได้รอแค่ผู้โดยสารเข้า-ออกประเทศไทยเท่านั้น เราสร้างดีมานด์ให้ผู้โดยสารมีทางเลือกเพิ่มขึ้น โดยมุ่งขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นฮับการบินของภูมิภาคตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งในฟากของการบินไทยวันนี้เราพร้อมเต็มที่ เพราะผู้โดยสารที่มาต่อเครื่องก็สามารถ Generate รายได้ทางเศรษฐกิจได้เช่นกัน ซึ่งประเด็นนี้ทางบริษัทท่าอากาศยานไทยฯ หรือ AOT เองก็ต้องรับลูกและเดินหน้าไปพร้อม ๆ กับเราด้วย” นายชายกล่าว
หนุนไทยขึ้นฮับการบินภูมิภาค
นายชายกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า การบินไทยได้พยายามเจรจากับทางบริษัทท่าอากาศยานไทย หรือ AOT ไปแล้ว ว่าเราต้องร่วมมือกันมากกว่านี้ และแนะนำให้ AOT ปรับฟาซิลิตี้หลัก ๆ 2 ส่วนคือ 1.ปรับโซนนิ่งให้ไฟลต์บินของการบินไทยและพันธมิตร โดยเฉพาะสายการบินสมาชิกสตาร์อัลไลแอนซ์ให้อยู่ในบริเวณเดียวกัน เพื่อให้การส่งต่อผู้โดยสารระหว่างกันใช้เวลาสั้นลง และเพิ่มโอกาสในการแย่งชิงผู้โดยสารจากฮับการบินอื่น ๆ เข้ามาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น
และ 2.ลงทุนในอุปกรณ์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มคาพาซิตี้ในการรองรับผู้โดยสาร และทำให้การปฏิบัติการดีขึ้น เช่น รันเวย์ 3 วันนี้หากสามารถใส่ระบบที่ดีเข้าไป จะทำให้สามารถบริหารปริมาณขึ้น-ลงของเครื่องบินต่อชั่วโมงได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเพิ่มโอกาสให้ประเทศไทย
“การจะเป็นฮับการบินได้นั้น ไม่ใช่ว่าทุกประเทศจะทำได้ ต้องขึ้นอยู่กับภูมิประเทศ ซึ่งประเทศไทยมีความได้เปรียบในด้านภูมิประเทศ รวมถึงมีต้นทุนการให้บริการที่ต่ำกว่าคู่แข่ง ดังนั้น การขับเคลื่อนเพื่อให้ไทยเป็นฮับการบินนั้นทุกฝ่ายต้องเห็นภาพเดียวกัน เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันกับสนามบินฮ่องกง-สิงคโปร์” นายชายกล่าว
เอกชนชี้ “ฮับการบิน” กู้วิกฤต
นายสิทธิเดช มัยลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นศูนย์กลางการบินของเอเชียที่สะดวกในการเชื่อมต่อเครื่องบิน เพียงแต่ในภูมิภาคนี้มีสนามบินหลักในการขนส่งคน คือสนามบินชางงี ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งมีศักยภาพรองรับผู้โดยสาร 90 ล้านคนต่อปี ขณะที่สนามบินนานาชาติฮ่องกงขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการขนส่งสินค้า โดยมีปริมาณการขนส่งสินค้ามากที่สุดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานตามแผนขยายสนามบินของท่าอากาศยานไทย (AOT) ก็อยู่ในระดับที่จะแข่งได้ โดยสนามบินสุวรรณภูมิจะเพิ่มศักยภาพรองรับผู้โดยสารจาก 45 ล้าน เป็น 80 ล้านคนภายใน 3 ปี จากการขยายอาคารผู้โดยสาร SAT-1 ที่เสร็จแล้ว และการขยาย East Expansion ในอนาคต และรันเวย์ 3 เส้นรองรับได้ถึง 90 เที่ยวบินต่อชั่วโมง ทัดเทียมฮับระดับโลก
“ประเด็นคือ วันนี้ค่าธรรมเนียมผู้โดยสารขาออก (PSC) ของสิงคโปร์ และฮ่องกง ประมาณ 1,300-1,500 บาท สูงกว่าสนามบินสุวรรณภูมิเกือบเท่าตัว (730 บาท) แต่ทำไมสายการบินต่าง ๆ ถึงยังคงเลือกสนามบินเหล่านี้เป็นฮับสำหรับทรานซิต” นายสิทธิเดชกล่าว และว่าท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังผันผวนแรง ภาคเอกชนหลายส่วนมองว่าแผน Aviation Hub หรือศูนย์การบินของภูมิภาคเป็นหนึ่งในเมกะโปรเจ็กต์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องเร่งขับเคลื่อน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การบินไทย ท้าชนบิ๊กแอร์ไลน์ ลั่น 2 ปีขึ้นสายการบินชั้นนำระดับภูมิภาค
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net