โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

การบินไทย ท้าชนบิ๊กแอร์ไลน์ ลั่น 2 ปีขึ้นสายการบินชั้นนำระดับภูมิภาค

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 08 ก.ย 2568 เวลา 00.35 น. • เผยแพร่ 07 ก.ย 2568 เวลา 11.10 น.

“การบินไทย” ประกาศท้าชนบิ๊กสายการบินระดับภูมิภาค ทวงคืนมาร์เก็ตแชร์ เร่งยกเครื่องโปรดักต์
ครีเอตเมนูอาหารตามเส้นทางบิน เพิ่มอินไฟลต์เอ็นเตอร์เทนเมนต์ หวังพลิกโฉมบริการครั้งใหญ่ เดินหน้าชูจุดแข็ง Network Strategy หนุนไทยขึ้นฮับการบินเชื่อมโยงเส้นทางบินทั่วโลก มั่นใจภายใน 2 ปีนี้ ขึ้นเทียบชั้นสายการบินชั้นนำ พร้อมเจรจา AOT ปรับฟาซิลิตี้ เพิ่มศักยภาพการแข่งขันกับสนามบินฮ่องกง-สิงคโปร์

นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI เปิดเผยว่า ปัจจุบันการบินไทยมีเครื่องบินให้บริการรวม 78 ลำ คิดเป็นจำนวนประมาณ 3 ใน 4 ของปี 2562 (ก่อนวิกฤตโควิด) ที่มีจำนวน 103 ลำ ซึ่งเป็นการลดจำนวนเครื่องบินเพื่อให้ตัวเบาขึ้นตามแผนฟื้นฟูกิจการ แต่มีศักยภาพในการสร้างรายได้สูงกว่าช่วงก่อนโควิดไปแล้ว สะท้อนว่าดีมานด์การเดินทางในตลาดยังสูง

ดังนั้น บริษัทจึงต้องเร่งจัดหาเครื่องบินเข้ามาเสริมเพื่อเพิ่มจำนวนที่นั่ง โดยตั้งเป้าเพิ่มเครื่องบินเป็น 150 ลำ ในปี 2033 หรือในอีก 8 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ เพื่อทวงคืนส่วนแบ่งการตลาด (Market Share)

“ในอุตสาหกรรมการบินตอนนี้ หาเครื่องบินยากกว่าขายตั๋ว บางสายการบินหมดสัญญาแล้วก็ไม่ยอมปล่อยเครื่องออกมา ถ้าเราสั่งเครื่องใหม่วันนี้กว่าจะได้รับมอบต้องรอถึงประมาณปี 2579-2580 เพราะตอนนี้ทั้งแอร์บัสและโบอิ้ง 2 ค่ายมีคำสั่งซื้อรอส่งมอบอยู่กว่า 10,000 ลำ ซึ่งในส่วนของการบินไทยโชคดีที่ตัดสินใจลงนามสั่งซื้อไปตั้งแต่ปี 2563 ทำให้เครื่องใหม่จะทยอยเข้าตั้งแต่ปี 2571 เป็นต้นไป”

เร่งอัพเกรดห้องโดยสารฝูงบิน

นายชายกล่าวว่า นอกจากการจัดหาเครื่องบินใหม่เข้ามาเสริมฝูงบิน และเพิ่มจำนวนที่นั่ง และส่วนแบ่งการตลาดอย่างต่อเนื่องแล้ว การบินไทยยังมุ่งปรับปรุงภายในเครื่องบินและบริการในทุกมิติ พร้อมทั้งให้น้ำหนักกับการทำการตลาดในรูปแบบ Network Strategy เชื่อมโยงการเดินทางของผู้โดยสารจากทั่วโลก โดยใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง (Hub) สำหรับต่อเที่ยวบิน ทั้งนี้ เพื่อให้การบินไทยมีศักยภาพในการแข่งขันกับสายการบินชั้นนำของภูมิภาคมากขึ้น

โดยที่ผ่านมาการบินไทยได้ปรับปรุงและยกระดับเครื่องบิน Airbus 320 ใหม่ ด้วยการเพิ่มห้องโดยสารชั้นธุรกิจ หรือรอยัล ซิลก์ คลาส ทำให้ฝูงบินทั้ง 20 ลำมีบริการทั้งชั้นธุรกิจและชั้นประหยัด ซึ่งจะให้ประสบการณ์การเดินทางที่ดียิ่งขึ้นสำหรับเครื่องบินลำตัวแคบ สามารถรับและส่งต่อผู้โดยสารกับเครื่องบินลำตัวกว้างแบบไร้รอยต่อ

ขณะที่เครื่องบิน Airbus A321neo ที่มีแผนรับมอบในสิ้นปีนี้ 2 ลำ และในปีหน้า 15 ลำ รวมเป็น 17 ลำ ณ สิ้นปี 2569 นั้น จะมาพร้อมกับเครื่องยนต์รุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีที่นั่งที่ปรับเอนราบแบบ Fully Lie-Flat ซึ่งออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้โดยสารยุคใหม่ เพิ่มความสะดวกสบาย และมีระบบความบันเทิงและบริการ Wi-Fi ฟรี

จากนั้นในปี 2571 จะดำเนินงานตามแผนปรับปรุงและติดตั้งนวัตกรรมใหม่ล่าสุดสำหรับห้องโดยสารฝูงบินแอร์บัสA350 พร้อมอัพเกรดที่นั่งชั้นธุรกิจ (Business Class) ให้มีความทันสมัยและหรูหรายิ่งขึ้น รวมถึงที่นั่งในชั้นประหยัดพิเศษ (Premium Economy) และที่นั่งชั้นประหยัด (Economy Class) ที่มาพร้อมกับระบบความบันเทิงบนเที่ยวบิน

“ล่าสุดการบินไทยได้รับรางวัล in-flight entertainment โดยมีจำนวนภาพยนตร์ที่ให้บริการบนเครื่องใกล้เคียงกับสายการบินชั้นนำของภูมิภาค อย่างสิงคโปร์แอร์ไลน์ส สายการบินคาเธ่ย์ สายการบินกาตาร์ จึงมั่นใจว่าหลังจากเราทยอยรับมอบเครื่องบินใหม่เข้ามา และเดินหน้าอัพเกรดห้องโดยสารฝูงบินเก่าแล้วเสร็จ จะทำให้การบินไทยมีฝูงบินที่มีประสิทธิภาพและมีความพร้อมในการแข่งขันมากขึ้น และขึ้นเป็น 1 ในสายการบินชั้นนำของภูมิภาคได้ภายใน 2 ปีนับจากนี้แน่นอน” นายชายกล่าว

ยกเครื่องเมนูอาหารตามเส้นทาง

นายชายกล่าวด้วยว่า ในด้านอาหารนั้น การบินไทยได้ดำเนินแคมเปญ “Good Taste for a Good Cause” คัดสรรผลิตภัณฑ์คุณภาพจากผู้ประกอบการไทย เพื่อส่งเสริมสินค้าไทยสู่ระดับสากล ตามนโยบาย Soft Power ของรัฐบาล รวมถึงโครงการ Taste of Thai Tales อาหารไทยเมนูพิเศษรังสรรค์โดยเชฟไทยที่มีชื่อเสียง และ Streets to Sky เมนูที่คัดมาจากร้านดังของไทยไปเสิร์ฟบนเที่ยวบินเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้โดยสาร

นอกจากนี้ ยังจับมือกับ Indus ร้านอาหารอินเดียชั้นนำที่ได้รับการแนะนำในคู่มือมิชลิน พัฒนาเมนูอาหารต้นตำรับ 4 ภาคตามวัฒนธรรมของอินเดีย ให้บริการบนเที่ยวบินของการบินไทย ในเส้นทางสู่ประเทศอินเดียทั้งขาเข้าและขาออก เพื่อให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมการบริโภคของผู้โดยสารชาวอินเดีย

“อินเดียเป็นตลาดใหญ่ของการบินไทย ปัจจุบันให้บริการสู่ 8 จุดหมายในอินเดีย รวม 75 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ได้แก่ อาห์เมดาบัด เบงกาลูรู เจนไน นิวเดลี ไฮเดอราบัด โกลกาตา มุมไบ และเส้นทางคยา ซึ่งเปิดให้บริการในฤดูหนาว” นายชายกล่าว

ย้ำภาพ Network Airline

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทการบินไทยกล่าวด้วยว่า กลยุทธ์สำคัญที่ทำให้การบินไทยกลับมาแข็งแกร่งทั้งในด้านการสร้างรายได้และกำไร คือความเป็น “Network Airline” หรือสายการบินเชื่อมต่อการเดินทาง (Connecting Flight) ผู้โดยสารไปทั่วโลก โดยมีประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง (Hub) การเดินทาง หรือ Flight Transfer ซึ่งเป็นกลยุทธ์กระจายความเสี่ยง ลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง และช่วยเติมผู้โดยสาร หรือ Cabin Factor ในช่วงโลว์ซีซั่น

“ในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงโลว์ซีซั่น แต่ยอดขายของการบินไทยไม่ได้ตก เพราะเราบริหารจัดการ โดยเอาผู้โดยสารต่อไฟลต์เข้ามาเติม”

โดยปัจจุบันการบินไทยมีสัดส่วนผู้โดยสาร Network หรือ Connecting Flight คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% จากเดิมที่มีไม่ถึง 10% และเชื่อว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต อย่างไรก็ตาม การบินไทยก็ยังไม่ได้ทิ้งเส้นทางการบินแบบจุดต่อจุด (Point to Point) ยังให้ความสำคัญเหมือนเดิม

“วันนี้การบินไทยไม่ได้รอแค่ผู้โดยสารเข้า-ออกประเทศไทยเท่านั้น เราสร้างดีมานด์ให้ผู้โดยสารมีทางเลือกเพิ่มขึ้น โดยมุ่งขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นฮับการบินของภูมิภาคตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งในฟากของการบินไทยวันนี้เราพร้อมเต็มที่ เพราะผู้โดยสารที่มาต่อเครื่องก็สามารถ Generate รายได้ทางเศรษฐกิจได้เช่นกัน ซึ่งประเด็นนี้ทางบริษัทท่าอากาศยานไทยฯ หรือ AOT เองก็ต้องรับลูกและเดินหน้าไปพร้อม ๆ กับเราด้วย” นายชายกล่าว

หนุนไทยขึ้นฮับการบินภูมิภาค

นายชายกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า การบินไทยได้พยายามเจรจากับทางบริษัทท่าอากาศยานไทย หรือ AOT ไปแล้ว ว่าเราต้องร่วมมือกันมากกว่านี้ และแนะนำให้ AOT ปรับฟาซิลิตี้หลัก ๆ 2 ส่วนคือ 1.ปรับโซนนิ่งให้ไฟลต์บินของการบินไทยและพันธมิตร โดยเฉพาะสายการบินสมาชิกสตาร์อัลไลแอนซ์ให้อยู่ในบริเวณเดียวกัน เพื่อให้การส่งต่อผู้โดยสารระหว่างกันใช้เวลาสั้นลง และเพิ่มโอกาสในการแย่งชิงผู้โดยสารจากฮับการบินอื่น ๆ เข้ามาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น

และ 2.ลงทุนในอุปกรณ์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มคาพาซิตี้ในการรองรับผู้โดยสาร และทำให้การปฏิบัติการดีขึ้น เช่น รันเวย์ 3 วันนี้หากสามารถใส่ระบบที่ดีเข้าไป จะทำให้สามารถบริหารปริมาณขึ้น-ลงของเครื่องบินต่อชั่วโมงได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเพิ่มโอกาสให้ประเทศไทย

“การจะเป็นฮับการบินได้นั้น ไม่ใช่ว่าทุกประเทศจะทำได้ ต้องขึ้นอยู่กับภูมิประเทศ ซึ่งประเทศไทยมีความได้เปรียบในด้านภูมิประเทศ รวมถึงมีต้นทุนการให้บริการที่ต่ำกว่าคู่แข่ง ดังนั้น การขับเคลื่อนเพื่อให้ไทยเป็นฮับการบินนั้นทุกฝ่ายต้องเห็นภาพเดียวกัน เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันกับสนามบินฮ่องกง-สิงคโปร์” นายชายกล่าว

เอกชนชี้ “ฮับการบิน” กู้วิกฤต

นายสิทธิเดช มัยลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นศูนย์กลางการบินของเอเชียที่สะดวกในการเชื่อมต่อเครื่องบิน เพียงแต่ในภูมิภาคนี้มีสนามบินหลักในการขนส่งคน คือสนามบินชางงี ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งมีศักยภาพรองรับผู้โดยสาร 90 ล้านคนต่อปี ขณะที่สนามบินนานาชาติฮ่องกงขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการขนส่งสินค้า โดยมีปริมาณการขนส่งสินค้ามากที่สุดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานตามแผนขยายสนามบินของท่าอากาศยานไทย (AOT) ก็อยู่ในระดับที่จะแข่งได้ โดยสนามบินสุวรรณภูมิจะเพิ่มศักยภาพรองรับผู้โดยสารจาก 45 ล้าน เป็น 80 ล้านคนภายใน 3 ปี จากการขยายอาคารผู้โดยสาร SAT-1 ที่เสร็จแล้ว และการขยาย East Expansion ในอนาคต และรันเวย์ 3 เส้นรองรับได้ถึง 90 เที่ยวบินต่อชั่วโมง ทัดเทียมฮับระดับโลก

“ประเด็นคือ วันนี้ค่าธรรมเนียมผู้โดยสารขาออก (PSC) ของสิงคโปร์ และฮ่องกง ประมาณ 1,300-1,500 บาท สูงกว่าสนามบินสุวรรณภูมิเกือบเท่าตัว (730 บาท) แต่ทำไมสายการบินต่าง ๆ ถึงยังคงเลือกสนามบินเหล่านี้เป็นฮับสำหรับทรานซิต” นายสิทธิเดชกล่าว และว่าท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังผันผวนแรง ภาคเอกชนหลายส่วนมองว่าแผน Aviation Hub หรือศูนย์การบินของภูมิภาคเป็นหนึ่งในเมกะโปรเจ็กต์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องเร่งขับเคลื่อน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การบินไทย ท้าชนบิ๊กแอร์ไลน์ ลั่น 2 ปีขึ้นสายการบินชั้นนำระดับภูมิภาค

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...