โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ห่วงอนาคตทุเรียนไทย แข่ง “เวียดนาม” เหมือนอยู่ในสนามรบ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 25 ต.ค. 2565 เวลา 14.33 น. • เผยแพร่ 26 ต.ค. 2565 เวลา 01.46 น.
ชลธี นุ่มหนู

สัมภาษณ์พิเศษ

ทันทีที่คำสั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงวันที่ 20 ต.ค. 65 ลงนามโดย นายประยูร อินสกุล รองปลัดกระทรวง รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งโยกย้าย นายชลธี นุ่มหนู ผู้อำนวยการสำนัก (ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน วิชาการเกษตร) สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 6 จ.จันทบุรี (สวพ.6) กรมวิชาการเกษตร ไปดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการกอง (ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน วิชาการเกษตร) กองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช กรมวิชาการเกษตร

สร้างความตระหนกตกใจให้คนในวงการผลไม้ภาคตะวันออก และภาคใต้ และการนัดรวมพลังเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนภาคตะวันออก ภาคใต้ เพื่อให้กำลังใจและยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีทบทวนการโยกย้ายนายชลธี ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของทุเรียนไทย ที่สามารถฝ่าวิกฤต ZERO COVID-19 ของจีนสำเร็จ ทำให้เกษตรกรมีรายได้ และสร้างรายได้เข้าประเทศมากกว่า 1 แสนล้านบาท สำหรับปีนี้

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “ชลธี นุ่มหนู” ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 6 ถึงมุมมองต่ออนาคตการส่งออกผลไม้ไทยไปตลาดจีน โดยเฉพาะทุเรียนที่เริ่มมีคู่แข่งมากขึ้น รวมถึงภาระงานที่ฝากต่อไปยัง ผอ.สวพ.6 คนใหม่ พร้อมกับแสดงความประสงค์ที่จะยื่นใบลาออก

เน้นคุณภาพเพื่อการส่งออก

นายชลธีย้อนเล่าการทำงานในฐานะ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จ.จันทบุรี (สวพ.6) ว่า ช่วง 3 ปีที่เป็นผู้อำนวยการ สวพ.6 ได้ให้ความสำคัญในการดูแลคุณภาพทุเรียนมาก โดยเน้นการแก้ปัญหาทุเรียนอ่อนที่เป็นปัญหามา 30 ปี โดยมีการตั้ง ทีมเล็บเหยี่ยว ทีมเฉพาะกิจที่ตรวจควบคุมทุเรียนอ่อน ด้อยคุณภาพ จนประสบความสำเร็จและเป็นโมเดลต้นแบบ ที่กรมวิชาการเกษตรนำไปขยายผลยัง สวพ.อื่น ๆ

ขณะเดียวกันก็มีการออกใบรับรอง GAP GMP ทำงานเชิงรุก และเมื่อจีนตรวจเข้ม ZERO COVID ต้องเพิ่มมาตรการตรวจโควิด-19 ในทุเรียนก่อนส่งออก โดยทำมาตรฐาน GAP Plus และ GMP Plus ทำให้การส่งออกทุเรียนปี 2565 ไม่มีปัญหา ขณะเดียวกันก็นำไปใช้เป็นแนวทางยกระดับ มังคุด ลำไย

เขาย้ำว่า เนื่องจากภาคตะวันออกมีผลไม้ส่งออกเสาหลัก 3 ชนิด คือ ทุเรียน มังคุด ลำไย ดังนั้นจึงต้องมุ่งสร้างความมั่นคงให้กับ 3 ขาบาลานซ์กัน ทุเรียนขยายพื้นที่ปลูกมาก ในช่วงผลผลิตมีปริมาณมาก ต้องระบายออกตลาดต่างประเทศ ต้องเผชิญกับคู่แข่งขันประเทศเพื่อนบ้าน มังคุดต้องมีการแปรรูป ลำไยต้องทำคุณภาพ

ที่สำคัญคือ จันทบุรี มีข้อได้เปรียบ คือ ส่งออกได้ 100% เพราะบังคับให้ผลผลิตออกได้ และเป็นที่ต้องการของตลาดจีน แต่ต้องควบคุมคุณภาพ

ขณะเดียวกัน การทำงานภาครัฐต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการส่งออก และอีกด้านหนึ่ง เจ้าหน้าที่ภาครัฐจะต้องช่วยสนับสนุนและทำให้การส่งออกไปถึงจีนที่เป็นปลายทางได้สะดวก รวดเร็วมากที่สุด เพราะหากส่งออกทำได้ช้า ชาวสวนเกษตรกรจะเป็นผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน

ทุเรียนไทยอยู่ในสนามรบ

พร้อมกันนี้ นายชลธียังแสดงความกังวลของการส่งออกทุเรียนไทยว่า ระยะ 2-3 ปีข้างหน้า ส่งออกทุเรียนไทยจะน่าเป็นห่วงมากขึ้น โดยปีหน้า (2566) ทุเรียนภาคตะวันออกมีปริมาณเกิน 1 ล้านตันแน่นอน และที่สำคัญคือจะต้องแข่งขันกับทุเรียนจากประเทศเวียดนาม การทำงานของ สวพ.6 เสมือนเป็นแม่ทัพที่อยู่ในสภาวะสงคราม รบกับทุเรียนอ่อน

เมื่อแม่ทัพถูกเปลี่ยนกลางคัน แม่ทัพใหม่จะประสานต่อกันได้หรือไม่ เป็นความกังวลใจ ถ้าในช่วงกระจุกตัว บริหารจัดการไม่ดี ระบายไม่ทัน ระบบโลจิสติกส์มีปัญหา ส่งออกไม่ได้จะมีผลต่อราคาตกต่ำ

จุดแข็งของทุเรียนไทย คือทุเรียนภาคตะวันออกเป็นที่ต้องการของตลาดจีน มีหลากหลายสายพันธุ์ คุณภาพ ตลาดยอมรับ ที่สำคัญคือต้องควบคุมคุณภาพไม่ให้มีทุเรียนอ่อนหลุดเข้าไปในตลาด ขณะที่เวียดนามได้เปรียบที่ขนส่งใกล้กว่า ตัดทุเรียนผลแก่ดีกว่า ทำให้เรามีจุดอ่อน

“การดูแลทุเรียนอ่อนที่เป็นจุดอ่อน มองภายนอกเหมือนไม่ยาก แต่จริง ๆ ไม่ง่าย ขณะเดียวกันก็มีความกดดันในการทำงาน มีเรื่องผลประโยชน์ การจ่ายสินบน ถ้าเจ้าหน้าที่ใจไม่แข็งพอ ภูมิคุ้มกันไม่ดี ไม่มีความซื่อสัตย์ การเรียกรับผลประโยชน์จะเป็นจุดอ่อนให้ถูกโจมตี”

ชาวสวน-ล้ง-รัฐต้องผนึกกัน

ที่ผ่านมา แนวทางการทำงานของ สวพ.6 อีกอย่างหนึ่งก็คือ การแบ่งล้ง หรือโรงคัดบรรจุ เป็น 3 ประเภท คือ ล้งดีมีคุณภาพ ต้องส่งเสริมอำนวยความสะดวก ล้งสุ่มเสี่ยง ต้องเข้าไปช่วยเหลือแนะนำ และล้งที่ไม่มีคุณภาพ ทำแต่ทุเรียนอ่อน ต้องเข้าไปควบคุมจัดการเด็ดขาด โดยที่ภาครัฐต้องส่งเสริมการผลิต ทำให้ผลไม้มีคุณภาพ ลดต้นทุนการผลิตที่เกินความจำเป็น

ตอนนี้สิ่งที่ห่วงมากที่สุด และฝากให้ ผอ.สวพ.6 คนใหม่ ช่วยสานต่อก็คือ 1) การสร้างความมั่นคงให้พืช 3 ชนิด ทุเรียน มังคุด ลำไย บาลานซ์กันเพื่อเป็นอาชีพของลูกหลาน ควบคู่กับการรักษาคุณภาพ

2) สนับสนุนการส่งออกให้มากที่สุด การออกใบรับรอง GAP เพื่อการส่งออกให้ครบ 100% ให้ทันฤดูกาลนี้ ซึ่งได้เตรียมการจะลงนามจริงไว้แล้ว 80,000 ฉบับ เพราะผลไม้อื่น ๆ ภาคตะวันออกส่วนใหญ่อีกหลายชนิดผลิตเพื่อส่งออก เช่น มะพร้าว ขนุน สับปะรด มะม่วง 3) การผลักดัน พ.ร.บ.มาตรฐานทุเรียนอ่อน กฎหมายรองรับควบคุมคุณภาพทุเรียน

“2 ปีที่ผ่านมา ทีมเล็บเหยี่ยว กรมวิชาการเกษตร ทำงานโดยไม่มีกฎหมายรองรับ อาศัยอำนาจตามประกาศผู้ว่าราชการจังหวัด ที่สำคัญเมื่อต้องชนกับผู้มีอิทธิพล ต้องเข้าไปช่วยน้อง ๆ ทีมงานในการเจรจาต่อรอง ซึ่งสร้างความหนักใจในการทำงาน”

นายชลธีกล่าวในตอนท้ายว่า จริง ๆ แล้ว ทุเรียนภาคตะวันออก มีพื้นที่ปลูกเพิ่มปีละมากกว่า 100,000 ไร่ เพราะเป็นพืชเศรษฐกิจที่เป็นความหวังของชาวสวน คนทำสวนมังคุด ลำไย โค่นมาปลูกทุเรียน เพราะมีราคาแพงกว่า ช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไม่ดี ลูกหลานชาวสวนที่เรียนจบสูง ๆ กลับมาช่วยพ่อแม่ทำสวน

โดยส่วนตัวมองว่าถึงเวลาแล้วที่ควรจะมีองค์กรชาวสวนรุ่นใหม่ มีแนวคิดใหม่ เป็นคนมีความรู้ และภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งในการก่อตั้งสมาคมทุเรียนไทย (TDA) เพื่อช่วยพัฒนานวัตกรรมด้านเกษตรกรรมและพัฒนาเกษตรกร

รวมทั้งมีแนวคิดต่อไปว่า ควรจัดตั้งสมาคมชาวสวนมังคุดเพิ่มมาด้วย เพื่อจะได้ครบพืชเสาหลัก 3 ชนิดของภาคตะวันออก เพราะที่ผ่านมาก็มี สมาคมชาวสวนลำไยจันทบุรี ขึ้นมา รวมทั้งการจัดตั้งกองทุนทุเรียนที่ควรจัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ. เพื่อช่วยเหลือชาวสวนทุเรียน เช่นเดียวกับกองทุนสวนยาง กองทุนอ้อยฯ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...