‘สตูล’ดินแดนดึกดำบรรพ์ 1 ใน 12 สุดยอดแหล่งเรียนรู้สร้างสรรค์ประจำปี
‘สตูล’ดินแดนดึกดำบรรพ์ 1 ใน 12 สุดยอดแหล่งเรียนรู้สร้างสรรค์ประจำปี
‘สตูล’ดินแดนดึกดำบรรพ์ - สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) สบร. หรือ OKMD (Office of Knowledge Management and Development : Public Organization) เปิด 1 ใน 12 สุดยอดแหล่งเรียนรู้สร้างสรรค์ประจำปี เพื่อส่งเสริมยกระดับให้เป็นการท่องเที่ยวเชิงความรู้ เป็นการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อน หย่อนใจ และแสวงหาเรียนรู้ ตามที่ต่างๆ ไปพร้อมกัน
โดยแหล่งแรกในช่วงเดือนมกราคม 2565 คือ “สตูล” อุทยานธรณีโลก ที่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ประกาศรับรอง ที่ทั้งสายเที่ยวและสายกินไม่ควรพลาด สำหรับสายเที่ยว ด้วยความเป็นดินแดนดึกดำบรรพ์ ทำให้สตูลมีทรัพยากรทางธรณีหลายแห่ง สวยงาม จนกระทั่งกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสุดตระการตา อาทิ เกาะเขาใหญ่ เกาะหินปูนกลางทะเล อยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา ต.ปากน้ำ อ.ละงู ห่างจากชายฝั่งที่ทำการอุทยานฯ 10 ก.ม. และอยู่ห่างจากท่าเรือปากบารา 3-5 ก.ม.เท่านั้น
อีกแห่งที่ต้องยกให้เป็นจุดห้ามพลาดของการมาเยือนอุทยานธรณีโลก คือ “ปราสาทหินพันยอด” สิ่งมหัศจรรย์สุดอันซีน ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้นจากการกัดเซาะหินของน้ำฝน จนกลายเป็นแท่งหินแหลมรูปร่าง สวยงามแปลกตาคล้ายกับยอดปราสาทในเทพนิยาย ชาวบ้านเรียกกันว่า ปราสาทหินพันยอด ที่นี่เป็นแหล่งฟอสซิลอายุมากกว่า 480 ล้านปี นอกจากนี้ยังมี “ถ้ำเลสเตโกดอน” ที่ต้องล่องเรือคายักผ่านถ้ำยาว 4 ก.ม. นับว่ายาวที่สุดไทย ใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง เพื่อชมประติมากรรมถ้ำที่สวยงามตระการตา ไม่ว่าจะเป็นหินงอก หินย้อย เสาหิน ม่านหินย้อย จนถึงโล่หิน
ไม่ไกลกันนัก คือ “เขาโต๊ะหงาย” เขาลูกนี้ตั้งอยู่ลูกเดียวโดดๆ ด้านเหนือจรดพื้นที่ราบ ส่วนด้านใต้เป็นลักษณะของหัวแหลมผาชันยื่นออกไปในทะเล อ่าวบริเวณนี้เป็นหาดทรายโค้งเว้าเข้าไปในแผ่นดิน เป็นที่ตั้งที่ทำการอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา เป็นผาชันติดทะเล มีสะพานเดินเท้าจากที่ทำการอุทยานฯ เลียบไปตามชายฝั่งผาชันด้านตะวันออก แล้วโค้งไปทางตะวันตก ผ่านเขตรอยต่อระหว่างหินปูนสีเทากับหินทรายสีแดง แม้จะไม่มีหลักฐานจากซากดึกดำบรรพ์ แต่จากการเปรียบเทียบลำดับชั้นหิน กล่าวได้ว่าหินปูนสีเทานั้น เป็นหินปูนกลุ่มหินทุ่งสูงยุคออร์โดวิเชียน
ส่วนหินทรายสีแดงเป็นหินกลุ่มตะรุเตายุคแคมเบรียน โดยระนาบสัมผัสระหว่างกลุ่มหินทั้งสองนั้น เป็นระนาบรอยเลื่อนที่วางตัวเอียงเทไปทางทิศตะวันออก และจากการที่ชั้นหินทรายสีแดงมีการวางตัวไปทางตะวันออกเฉียงเหนือด้วยมุมเอียงเท 22 องศา แล้วค่อยๆ เพิ่มการเอียงเท มากขึ้นๆ จนอยู่ในแนวตั้งฉากที่บริเวณด้านใต้ของระนาบรอยเลื่อนนั้น ถ้านักท่องเที่ยวเดินบนสะพานจากด้านหินปูนสีเทาข้ามระนาบรอยเลื่อนไปยังด้านหินทรายสีแดง ก็เปรียบเสมือนกำลังมีอายุมากขึ้นจากยุคออร์โดวิเชียนไปเป็นยุคแคมเบรียน โดยผ่านระนาบรอยเลื่อนที่ถือว่าเป็น “เขตข้ามกาลเวลาเขาโต๊ะหงาย” นับเป็นการท่องเที่ยวทางธรณีที่ได้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลิน ไปกับความสวยงามที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติมาช้านาน
สตูลยังมีแหล่งท่องเที่ยวบริเวณใกล้เคียงให้ได้สัมผัสอีกมากมาย เช่น โบราณสถานบ่อเจ็ดลูก หรือภาษามลายูเรียกว่า “ลากาตูโยะ” มีตำนานเล่าสืบต่อกันมาว่า คนกลุ่มแรกที่เข้าไปอาศัยอยู่เป็นพวกชาวเล หรือชาวน้ำที่อพยพมาจากเกาะห่างไกลจากฝั่งออกไป พวกเขาขุดบ่อน้ำเพื่อใช้เป็นน้ำดื่มน้ำใช้ แต่ปรากฏว่าไม่มีน้ำออกมา ขุดจนกระทั่งถึงบ่อที่เจ็ดจึงพบน้ำ ปัจจุบันบ่อทั้งเจ็ดลูกยังมีปรากฏให้เห็น เป็นที่มาของชื่อหมู่บ้านบ้านบ่อเจ็ดลูก
หากนั่งเรือออกไปกลางทะเล นอกจากจะมีเกาะแก่งมากมายอันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่หลายคนรู้จักกันดี อาทิ เกาะหลีเป๊ะ เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตะรุเตา แน่นอนว่าความสวยงาม น้ำทะเลใส หาดทรายขาว รวมถึงบรรยากาศของชุมชนชาวเล คือเสน่ห์ที่ทำให้หลายคนอยากไปสัมผัส ไม่เพียงเท่านั้นที่กลางทะเลในช่วงเวลาที่เหมาะสมจะได้พบกับ “สันหลังมังกร” หรือทะเลแหวกจนเกิดเป็นดอนทราย เป็นความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ เมื่อถึงเวลาน้ำลง สันดอนทรายนวลละเอียดจะโผล่จากน้ำ เป็นแนวยาวจนเกือบจะเป็นทางเดินจากเกาะสู่เกาะ
บางคนอาจไม่รู้ว่าที่สตูลยังเป็นแหล่งปลูกและค้าขาย “พริกไทย” ขึ้นชื่อด้วย โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ชุมชนสุไหงอุเป ถึงขนาดว่าในสมัยรัชกาลที่ 4-5 ที่นี่ปลูกพริกไทยและส่งออกล่องไปมลายูสู่ยุโรปเลยทีเดียว ปัจจุบัน “พริกไทยสุไหงอุเป” ยังเป็นที่ต้องการของตลาด จนกระทั่งมีการตั้งศูนย์เรียนรู้พริกไทยสุไหงอุเป เพื่อเป็นแหล่งศึกษาเรื่องราวต่างๆ ทั้งประวัติศาสตร์และเพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของชุมชนแห่งนี้ด้วย
สำหรับสายกินคงเคยได้ยินกิตติศัพท์ของ “ชาชักเมืองสตูล” ทั้งความเข้มข้น หอม มัน โดยเฉพาะร้านดัง “กัมปงชาชัก” ร้านโรตีชาชักสุดคึกคัก เพราะทุกค่ำคืนจะมีผู้คนมาลิ้มรสความอร่อยของเมนูชาชัก รวมทั้งโรตีที่ทุกคนต้องยกนิ้วให้ เมนูเด็ดของร้านนี้ไล่เรียงไปตั้งแต่จิบชาอพอลโลให้ชุ่มคอ แล้วต่อด้วยโรตีหวานๆ แกล้มกับชาชักอีกสักแก้ว หากยังไม่หนำใจจะกินโรตีแบบต่างๆ เพิ่ม หรือเติมด้วยเมนูของคาวอย่างมะตะบะรสชาติกลมกล่อมถึงเครื่องเทศก็เป็นทางเลือกที่ดี
นอกจากนี้ ยังมีขนมพื้นถิ่นสตูล จากกลุ่มผู้ผลิตขนมพื้นถิ่นเมืองสตูล ที่ OKMD เข้าไปร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ของว่างมรดกสยามอันดามัน เป็นที่รู้จัก และเป็นของที่เหมาะสำหรับการของฝากประจำ จ.สตูล 3 ชนิด ได้แก่ “ข้าวเหนียวอัดสังขยา” ขนมพื้นเมืองของชาวสตูลเชื้อสายจีน ที่ทำจากข้าวเหนียวหุงผสมน้ำดอกอัญชัน กะทิ และเกลือ นำมาอัดแล้วหานชิ้นพอดีคำ รับประทานคู่กับสังขยา รสชาติจะ เข้ากันได้ดี “บำบะ” ขนมพื้นเมืองโบราณของชาวสตูล แป้งเหนียวนุ่ม ไส้เป็นมะพร้าวอ่อนผัดกับน้ำตาลอ้อย นำไปต้มในน้ำใบเตยจนสุก คลุกเคล้ากับถั่วเขียวกะเทาะเปลือกและมะพร้าวคั่วบดแล้วตีเบาๆ ให้แบนซึ่งเป็นที่มาของชื่อขนม
และ “ตาหยาบ” ขนมท้องถิ่นสีสันสวยงามน่ารับประทาน แผ่นแป้งด้านนอกมีสีเขียวและกลิ่นหอมจากใบเตย และนำไปห่อไส้ขนมที่ทำจากมะพร้าวผัดกับน้ำตาลอ้อย เหมาะสำหรับรับประทานกับน้ำชา หรือกาแฟ ช่วงต้นปีเป็นฤดูกาลการท่องเที่ยวของทะเลอันดามัน แหล่งเรียนรู้พื้นที่ “สตูล” จึงเหมาะแก่การเดินทางไปสัมผัสความงดงามของท้องทะเล พร้อมกับเรียนรู้ประวัติศาสตร์ทางโบราณคดี และธรณีวิทยายังดินแดนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นอุทยานธรณีโลกแห่งนี้