สะค้าน ไม่สะทกสะท้าน จะค้านแบบเผ็ดร้อน เพราะสู้ด้วย...ลูกกลอนตะค้าน
ชื่อวิทยาศาสตร์ Piper interruptum Opiz.
ชื่อวงศ์ PIPERACEAE
ชื่ออื่นๆ จะขัด จะค้าน ตะค้านหยวก จัดค่าน ตะค้าน จั๊กค่าน หนามแน มังเหาเจ๊าะ (ม้ง) ผู่แฮเหมาะ (กะเหรี่ยงแดง)
ฉันมีชื่อที่มีความหมายเชิงปฏิเสธ เพราะหลายคำออกเสียงว่า “ค้าน” แต่น่าน้อยใจที่หลายๆ คนชอบเขียนชื่อฉันเพี้ยน เป็น “ท้าน” จึงกลายเป็น “สะท้าน” ทำให้ความหมายกลายเป็นเกรงกลัว เป็นอีกอารมณ์กลายเป็นรู้สึก “สะทกสะท้าน” ดีนะที่ยังมีภาษาอื่น อย่างที่ชาวกะเหรี่ยงและชาวม้งเรียก ซึ่งไม่มีชื่อคำว่า “ค้าน” ก็ยังน่ากลัวอยู่เหมือนกัน เช่น “มังเหาเจ๊าะ” ชื่อที่ชาวม้งเรียก แต่คุณๆ เชื่อไหม คนไทยก็ฟังเพี้ยนแล้วเขียนว่า “มีเหาเจ๊า” ฉันนี้แทบจะดิ้นตาย โอย…โอ๊ย! กลุ้มใจจัง
ฉันมีเทือกเถาเหล่าสกุลอยู่ใน “วงศ์พริกไทย” จึงมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับเรื่องธาตุโดยเฉพาะธาตุลม อัมพฤกษ์ ลมปัตคาตที่เกิดจากพิษพรรดึก และตระกูลยาหอม ตำรับยาเบญจกูล รวมทั้งยาริดสีดวงทวาร ทุกวันนี้ฉันภูมิใจที่มีชื่อเสียงเป็นพืชสมุนไพรซึ่งใช้เป็นส่วนประกอบในบัญชียาหลักแห่งชาติ เพราะเป็นหนึ่งในกลุ่มสมุนไพรรสเผ็ดร้อน เช่น พริกไทย พริกหาง ดีปลี พลูกินหมาก รวมทั้งเขานิยมนำไปแปรรูปเป็นเครื่องยาแห้ง ปัจจุบันนี้มีบรรจุแคปซูล ทำเป็นยาลูกกลอน รวมทั้งทำผงชงชาดื่มหลังอาหาร ป้องกันธาตุไฟกำเริบได้ดี
นักวิชาการจัดให้ฉันอยู่ในพันธุ์ไม้เถาเลื้อยพันขนาดกลาง มีข้อปล้องค่อนข้างชัดเจนบริเวณข้อโป่งพอง เปลือกลำต้นอ่อนมีผิวขรุขระ มีรากงอกตามข้อ ไม่มีเนื้อไม้จึงเลื้อยพันพาดกับต้นไม้อื่นๆ ได้ง่าย แต่เถาขนาดใหญ่มีเส้นผ่านศูนย์กลางโตได้ถึง 4 เซนติเมตร และเถายาวได้ 5-6 เมตร เนื้อเถามีหน้าตัดเป็นรัศมี ส่วนเปลือกเถาค่อนข้างอ่อนเนื้อเป็นสีขาว เถาแก่เนื้อสีน้ำตาลเทา ใบเดี่ยวออกเรียงสลับรูปคล้ายใบหอกปลายแหลม โคนใบสอบ ผิวเรียบเป็นมันทั้ง 2 ด้าน สีเขียวสด ใบกว้างได้ถึง 10×15 เชนติเมตร ออกเป็นช่อตามซอกใบ แยกเพศช่อดอกเพศผู้ห้อยลงมีใบประดับค่อนข้างกลม รังไข่รูปไข่ ยอดเกสรแยกเป็น 3-5 แฉก ดอกมีขนาดเล็ก เรียงอัดแน่นบนแกนดอก ผลตะค้านมีลักษณะกลม ผลสดขนาดเล็กหรือรูปทรงรี ไม่มีก้านผล มีเมล็ดกลมเดี่ยวแข็งขนาด 2-3 มิลลิเมตร สีเขียวเมื่อแก่จะสีดำ
เขตการกระจายพันธุ์ในประเทศไทยและนิเวศวิทยา พบตามป่าดิบชื้นหรือในป่าเบญจพรรณ โดยเกาะตามต้นไม้ขนาดใหญ่ มีมากตามภาคเหนือและภาคตะวันตก แต่ก็พบได้ทุกภาคที่มีสภาพป่าดิบ เพราะพืชสกุลพริกไทยส่วนใหญ่อยู่ในเขตร้อนชื้น ส่วนในต่างประเทศพบที่พม่า อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ การขยายพันธุ์โดยทั่วไป จากต้นหรือเถาจะตายง่าย แต่ถ้าเพาะเมล็ดจะได้ผลดี นอกจากนี้ ยังมีสายพันธุ์สะค้านอีกอย่างที่เรียกว่า “ตะค้านเล็ก” ซึ่งมีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ที่ใกล้เคียงมากที่สุด หรือกล่าวได้ว่าเหมือนกันก็ได้ เพราะโดยทั่วๆ ไปก็ไม่ได้มีความชัดเจนที่แยกชนิด เนื่องจากมีการเรียกชื่อรวมๆ ปนเปกันไปในกลุ่มเดียวกันทุกชื่อแทบจะไม่ได้แยกกันเลย
ในด้านสรรพคุณสมุนไพรทางเภสัชวิทยาพบว่า มีการศึกษาฤทธิ์ระงับปวด ลดอาการอักเสบ โดยสารสกัดเอทานอลจากลำต้นสะค้านกับหนูขาว โดยกระตุ้นให้หนูเกิดการบวม และหนูถีบจักรเพศผู้ด้วยการทาและฉีดสารเข้าช่องท้องพบว่า สามารถยับยั้งอาการปวดได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนการทดสอบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาพบว่า สารสกัดเมทานอลจากส่วนลำต้นมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์บางชนิด ดังเช่น ชาวเมี่ยน (Mien) หรือเย้า (Yao) ในภาคเหนือของประเทศไทย ใช้น้ำหรือแอลกอฮอล์แช่สกัดใบสะค้านดื่มรักษาอาการสุนัขกัด รวมทั้งมีข้อมูลจากหลายพื้นที่ที่นำไปใช้ในตำรับยาพิกัดบำรุงธาตุทั้ง 4
ตำรับยาแผนไทยโดยเฉพาะในบัญชียาประจำบ้านแผนโบราณ พ.ศ. 2556 เข้ากลุ่มยาขับลม กลุ่มยากษัยเส้นแก้ปวดเมื่อย กลุ่มยาบรรเทาริดสีดวงทวาร นอกจากนี้ ในบัญชียาหลักแห่งชาติที่มีส่วนประกอบของต้นสะค้าน ได้แก่ ยาประสะกานพลู ยามันทธาตุ ยาหอมอินทจักร์ ยาหอมนวโกศ ยาเบญจกูล จึงจัดว่าเป็นยาสมุนไพรคุณค่าทางยาสูง นิยมนำมาใช้เป็นเครื่องเทศ ทั้งในรูปสมุนไพรแห้งและผลิตภัณท์ยาสำเร็จรูป ซึ่งเน้นประโยชน์และสรรพคุณ แก้ลมอัมพฤกษ์ แก้ลมในทรวงอก ขับลมในลำไส้ แก้หืด จุกเสียด รักษาธาตุพิการ ช่วยให้ผายลมและเรอโล่งอก การใช้ตัวยาโดยตรง นิยมใช้ส่วนเถา สำหรับตัวยาช่วย ใช้ส่วนผล
ถ้าเป็นกลุ่มยาถ่าย ยากษัยเส้นแก้ปวดเมื่อยจะใช้ทั้งเถาและผล รวมทั้งยาบรรเทาริดสีดวงทวาร หากใช้เถาสด 1 คืบ หรือหนักไม่เกิน 1 ขีด ก็ฝานเป็นแว่น ตากแดดให้แห้งแล้วนำมาต้มน้ำครึ่งลิตร 10-15 นาที กรองดื่ม 3 เวลาก่อนอาหาร จะให้รสเผ็ดร้อน หรือถ้าใช้ปรุงเป็นเครื่องเทศ ก็ใช้เถาหรือลำต้นใส่ในแกงเผ็ด เพิ่มรสชาติให้อาหารมีกลิ่นหอมกลมกล่อม ดับกลิ่นคาวได้ดีอีกด้วย
เชื่อว่าจะไม่มีเสียง “คัดค้าน” ถ้าหากจะเลือก “สะค้าน” แต่ถ้าคิดว่า “จะขัด-จะค้าน” เพราะจะดับธาตุไฟในทรวง ก็ไม่ควรรับประทานหรือดื่มต่อเนื่องหลายวัน หากไม่เชื่อ ทั้งดื่มชงเพราะมีทั้งผงบดและแคปซูลแถมเม็ดลูกกลอน ต่อเนื่องเกิน 7 วัน จะมีอาการแสบร้อนยอดอก กลายเป็น “ไฟธาตุกำเริบ” ก็บอกไว้ก่อนนะ เดี๋ยวจะหาว่า “หล่อไม่เตือน”!!