“Private Equity” ทางเลือกลงทุนที่เหมาะกับ “นักลงทุนสถาบัน”... ส่วน “รายย่อย” ยังคงเหมาะกับ “Public Asset” มากกว่า !!!
Fun of Funds: การลงทุนใน “สินทรัพย์นอกตลาด” (Private Asset) นั้น เป็นอีกโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจ เพราะให้ผลตอบแทนคาดหวังที่น่าดึงดูดกว่า “สินทรัพย์ทั่วไป” (Public Asset) ที่ซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์
ซึ่งในไทยเองทาง “บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน” (บลจ.) บางแห่งก็มีการนำเสนอการลงทุนใน “Private Asset” ให้กับกลุ่มลูกค้าที่มีความมั่งคั่งสูงเช่นเดียวกัน หลักๆ ก็จะเป็นสินทรัพย์ประเภทหุ้น, ตราสารหนี้, อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น
“หุ้นนอกตลาด” (Private Equity) ก็เป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งสามารถใช้ในการกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตได้และยังเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีได้อีกด้วย
อะไรทำให้ “Private Equity” น่าสนใจ มีข้อดี-ข้อด้อยยังไง ทางทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมาฝากกัน
“ดอกเบี้ยสูง” กดดันผลตอบแทน “Private Equity” ลดลงในปี22-23…แต่ยังเป็นโอกาสสำหรับการลงทุนใน “หุ้นนอกตลาด”
สำหรับรูปแบบการลงทุนใน “หลักทรัพย์นอกตลาด” หรือ “Private Equity” นั้น ปกติจะเป็นการลงทุนในหลักทรัพย์ที่ไม่ได้ซื้อขายอยู่ในกระดานและไม่ได้อยู่ภายใต้กฏเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ จึงมี “จุดด้อย” ในเรื่องของสภาพคล่องต่ำ, การลงทุนยังจำกัดแก่ผู้ลงทุนเฉพาะกลุ่มไม่สามารถมีผู้ลงทุนใหม่ๆ เข้ามาได้ง่าย, ใช้เงินลงทุนสูงและค่าธรรมเนียมสูง เมื่อเทียบกับการลงทุนหลักทรัพย์ในตลาด และยากในการชี้วัดผลตอบแทนและการรายงานผล ซึ่งนักลงทุนที่สนใจต้องตระหนักในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน
ทาง “บจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)” ได้ให้ข้อมูลเอาไว้ว่า “Private Equity” เป็นการใส่เงินลงทุนในธุรกิจภายในช่วงเวลาหนึ่งที่กำหนดและคาดหวังผลตอบแทนที่สูงจากกระแสเงินสดในอนาคต (ซึ่งไม่ได้เป็นการรับรองที่แน่นอนว่าจะได้รับ) ส่วนการลงทุนในธุรกิจตั้งแต่เริ่มก่อตั้งกิจการหรือ “Venture Capital”นั้น แม้จะให้ผลตอบแทนที่สูงแต่ความเสี่ยงก็สูงมากเช่นกัน ขณะที่ “Private Equity” จะเป็นการลงทุนในธุรกิจช่วงที่มีการเติบโตขึ้นมาระดับหนึ่งแล้วและเตรียมเข้าสู่ตลาดหุ้นเพื่อ IPO ซึ่งทำให้มีผลตอบแทนที่น่าสนใจมากขึ้น
“ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2020 ซึ่งเป็นยุค COVID-19 นั้น ผลตอบแทนของ ‘Morningstar US Market Index’ ติดลบถึง 20.6% แต่ผลตอบแทนของกลุ่ม ‘Venture Capital’ และ ‘Private Equity’ นั้นยังไม่แย่เท่าไหร่อันเนื่องมาจากการที่เป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีสภาพคล่องและยังเป็นการวัดผลตอบแทนที่ไม่ได้เป็นปัจจุบันมากทำให้ไม่อาจสะท้อนภาพของตลาดการลงทุนหรือสภาวะในปัจจุบันของตลาดได้ ต่อมาหลังจากนั้นผลตอบแทนของสินทรัพย์นอกตลาดก็ยังเพิ่มขึ้นในปี 2021 ซึ่งเป็นช่วงที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำอย่างมาก ก่อนที่จะมีผลตอบแทนที่ลดลงในช่วงปี 2022 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นเพราะอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และวิกฤตธนาคารในช่วงต้นปี 2023 ทำให้เป็นอุปสรรคต่อกิจกรรมการลงทุนของภาคเอกชน”
อัตราการเติบโตที่อ่อนแอและอัตราดอกเบี้ยที่สูงทำให้ผลตอบแทนของการลงทุนใน “Private Equity” นั้นลดลงในปี 2022-2023 เนื่องมาจากต้นทุนเงินทุนที่สูงขึ้น การมีหนี้ที่เพิ่มขึ้น และความไม่แน่นอนของตลาด ทำให้กิจกรรมการลงทุนเหล่านี้ชะลอออกไป
เผยช่วง 3 ปีที่ผ่านมา “Private Equity” มีความสัมพันธ์กับ “ตลาดหุ้น” สูงกว่า “Private Credit”
หากดูค่าความสัมพันธ์ย้อนหลัง 3 ปีระหว่าง “Private investment sectors”กับ “Morningstar US Market Index”จะพบว่ามีความแตกต่างและเปลี่ยนแปลงตลอดในช่วงเวลาที่กำหนด
ทั้งนี้ในกลุ่มของ “Private investments” พบว่าการลงทุนใน “Venture Capital” และ “Private Equity” มีความสัมพันธ์กับตลาดหุ้นมากกว่ากลุ่ม “Private Credit” ส่วนกลุ่มการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มีความสัมพันธ์กับตลาดหุ้นน้อยที่สุด ซึ่งหากเทียบค่าเฉลี่ยระยะยาว 3 ปีพบว่าค่าความสัมพันธ์ของ “Private Equity” กับ “ตลาดหุ้น” เฉลี่ยอยู่ที่ 0.73 (หรืออยู่ในช่วง 0.94 -0.15)
“การลงทุนในสินทรัพย์ที่ซื้อขายในตลาดการเงินนั้นสามารถช่วยกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนได้ ขณะที่การลงทุนของ ‘Private Investments’ จะมีความเสี่ยงเฉพาะตัวที่ขึ้นอยู่กับสินทรัพย์อ้างอิงที่ไปลงทุน”
อย่างเช่นการลงทุนของ “Venture Capital” และ “Private Equity” เป็นการลงทุนที่ต้องใช้เงินลงทุนที่สูงและเป็นโครงสร้างการลงทุนผ่านในส่วนของผู้ถือหุ้น ระยะเวลาลงทุนยาวนาน สำหรับผลตอบแทนจากจากการลงทุนใน “Private investments” มักจะช้ากว่าที่คาดการณ์และยังต้องใช้เงินลงทุนสูง มีโอกาสล้มเหลวได้หากผู้บริหารกิจการไม่มีความสามารถพอทำให้เป็นสิ่งที่นักลงทุนรายย่อยต้องระวัง ขณะที่ผู้ลงทุนสถาบันนั้นมีระยะเวลาลงทุนที่ได้ยาวนานกว่าและยังสามารถระดมทุนเพิ่มเติมได้ง่ายกว่านักลงทุนรายย่อย
การลงทุนใน “Private investments” จึงเป็นที่น่าสนใจและเหมาะสมกับ “นักลงทุนสถาบัน” มากกว่า ดังนั้น “นักลงทุนรายย่อย” จึงเหมาะสมที่จะไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงกว่าและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของทางการเป็นสำคัญ