โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“Private Equity” ทางเลือกลงทุนที่เหมาะกับ “นักลงทุนสถาบัน”... ส่วน “รายย่อย” ยังคงเหมาะกับ “Public Asset” มากกว่า !!!

Wealthy Thai

อัพเดต 34 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 03 พ.ค. 2567 เวลา 08.28 น. • โต๊ะกองทุน WealthyThai

Fun of Funds: การลงทุนใน “สินทรัพย์นอกตลาด” (Private Asset) นั้น เป็นอีกโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจ เพราะให้ผลตอบแทนคาดหวังที่น่าดึงดูดกว่า “สินทรัพย์ทั่วไป” (Public Asset) ที่ซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์
ซึ่งในไทยเองทาง “บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน” (บลจ.) บางแห่งก็มีการนำเสนอการลงทุนใน Private Asset” ให้กับกลุ่มลูกค้าที่มีความมั่งคั่งสูงเช่นเดียวกัน หลักๆ ก็จะเป็นสินทรัพย์ประเภทหุ้น, ตราสารหนี้, อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น
“หุ้นนอกตลาด” (Private Equity) ก็เป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งสามารถใช้ในการกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตได้และยังเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีได้อีกด้วย
อะไรทำให้ Private Equity” น่าสนใจ มีข้อดี-ข้อด้อยยังไง ทางทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมาฝากกัน

“ดอกเบี้ยสูง” กดดันผลตอบแทน “Private Equity” ลดลงในปี22-23…แต่ยังเป็นโอกาสสำหรับการลงทุนใน “หุ้นนอกตลาด”

สำหรับรูปแบบการลงทุนใน “หลักทรัพย์นอกตลาด” หรือ Private Equity” นั้น ปกติจะเป็นการลงทุนในหลักทรัพย์ที่ไม่ได้ซื้อขายอยู่ในกระดานและไม่ได้อยู่ภายใต้กฏเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ จึงมี “จุดด้อย” ในเรื่องของสภาพคล่องต่ำ, การลงทุนยังจำกัดแก่ผู้ลงทุนเฉพาะกลุ่มไม่สามารถมีผู้ลงทุนใหม่ๆ เข้ามาได้ง่าย, ใช้เงินลงทุนสูงและค่าธรรมเนียมสูง เมื่อเทียบกับการลงทุนหลักทรัพย์ในตลาด และยากในการชี้วัดผลตอบแทนและการรายงานผล ซึ่งนักลงทุนที่สนใจต้องตระหนักในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

ทาง “บจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)” ได้ให้ข้อมูลเอาไว้ว่า Private Equity” เป็นการใส่เงินลงทุนในธุรกิจภายในช่วงเวลาหนึ่งที่กำหนดและคาดหวังผลตอบแทนที่สูงจากกระแสเงินสดในอนาคต (ซึ่งไม่ได้เป็นการรับรองที่แน่นอนว่าจะได้รับ) ส่วนการลงทุนในธุรกิจตั้งแต่เริ่มก่อตั้งกิจการหรือ Venture Capital”นั้น แม้จะให้ผลตอบแทนที่สูงแต่ความเสี่ยงก็สูงมากเช่นกัน ขณะที่ Private Equity” จะเป็นการลงทุนในธุรกิจช่วงที่มีการเติบโตขึ้นมาระดับหนึ่งแล้วและเตรียมเข้าสู่ตลาดหุ้นเพื่อ IPO ซึ่งทำให้มีผลตอบแทนที่น่าสนใจมากขึ้น
“ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2020 ซึ่งเป็นยุค COVID-19 นั้น ผลตอบแทนของ ‘Morningstar US Market Index’ ติดลบถึง 20.6% แต่ผลตอบแทนของกลุ่ม ‘Venture Capital’ และ ‘Private Equity’ นั้นยังไม่แย่เท่าไหร่อันเนื่องมาจากการที่เป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีสภาพคล่องและยังเป็นการวัดผลตอบแทนที่ไม่ได้เป็นปัจจุบันมากทำให้ไม่อาจสะท้อนภาพของตลาดการลงทุนหรือสภาวะในปัจจุบันของตลาดได้ ต่อมาหลังจากนั้นผลตอบแทนของสินทรัพย์นอกตลาดก็ยังเพิ่มขึ้นในปี 2021 ซึ่งเป็นช่วงที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำอย่างมาก ก่อนที่จะมีผลตอบแทนที่ลดลงในช่วงปี 2022 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นเพราะอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และวิกฤตธนาคารในช่วงต้นปี 2023 ทำให้เป็นอุปสรรคต่อกิจกรรมการลงทุนของภาคเอกชน”
อัตราการเติบโตที่อ่อนแอและอัตราดอกเบี้ยที่สูงทำให้ผลตอบแทนของการลงทุนใน Private Equity” นั้นลดลงในปี 2022-2023 เนื่องมาจากต้นทุนเงินทุนที่สูงขึ้น การมีหนี้ที่เพิ่มขึ้น และความไม่แน่นอนของตลาด ทำให้กิจกรรมการลงทุนเหล่านี้ชะลอออกไป

เผยช่วง 3 ปีที่ผ่านมา “Private Equity” มีความสัมพันธ์กับ “ตลาดหุ้น” สูงกว่า “Private Credit”

หากดูค่าความสัมพันธ์ย้อนหลัง 3 ปีระหว่าง Private investment sectors”กับ Morningstar US Market Index”จะพบว่ามีความแตกต่างและเปลี่ยนแปลงตลอดในช่วงเวลาที่กำหนด
ทั้งนี้ในกลุ่มของ Private investments” พบว่าการลงทุนใน Venture Capital” และ “Private Equity” มีความสัมพันธ์กับตลาดหุ้นมากกว่ากลุ่ม “Private Credit” ส่วนกลุ่มการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มีความสัมพันธ์กับตลาดหุ้นน้อยที่สุด ซึ่งหากเทียบค่าเฉลี่ยระยะยาว 3 ปีพบว่าค่าความสัมพันธ์ของ “Private Equity” กับ “ตลาดหุ้น” เฉลี่ยอยู่ที่ 0.73 (หรืออยู่ในช่วง 0.94 -0.15)

“การลงทุนในสินทรัพย์ที่ซื้อขายในตลาดการเงินนั้นสามารถช่วยกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนได้ ขณะที่การลงทุนของ ‘Private Investments’ จะมีความเสี่ยงเฉพาะตัวที่ขึ้นอยู่กับสินทรัพย์อ้างอิงที่ไปลงทุน”
อย่างเช่นการลงทุนของ “Venture Capital” และ “Private Equity” เป็นการลงทุนที่ต้องใช้เงินลงทุนที่สูงและเป็นโครงสร้างการลงทุนผ่านในส่วนของผู้ถือหุ้น ระยะเวลาลงทุนยาวนาน สำหรับผลตอบแทนจากจากการลงทุนใน “Private investments” มักจะช้ากว่าที่คาดการณ์และยังต้องใช้เงินลงทุนสูง มีโอกาสล้มเหลวได้หากผู้บริหารกิจการไม่มีความสามารถพอทำให้เป็นสิ่งที่นักลงทุนรายย่อยต้องระวัง ขณะที่ผู้ลงทุนสถาบันนั้นมีระยะเวลาลงทุนที่ได้ยาวนานกว่าและยังสามารถระดมทุนเพิ่มเติมได้ง่ายกว่านักลงทุนรายย่อย
การลงทุนใน “Private investments” จึงเป็นที่น่าสนใจและเหมาะสมกับ “นักลงทุนสถาบัน” มากกว่า ดังนั้น “นักลงทุนรายย่อย” จึงเหมาะสมที่จะไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงกว่าและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของทางการเป็นสำคัญ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...