โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

นักวิทย์ให้เหตุผล ทำไมเจ้าแมวถึง 'เหมียว' เสียงร้องที่มนุษย์ขันขืดไม่ได้

Environman

อัพเดต 09 ก.ค. 2567 เวลา 06.23 น. • เผยแพร่ 09 ก.ค. 2567 เวลา 13.00 น.

ทำไมเจ้าแมวถึง ‘เหมียว’? นักวิทยาศาสตร์ให้เหตุผลสุดน่าเอ็นดูว่าทำไมแมวในปัจจุบันถึงส่งเสียง ‘เหมียววววว’ ให้มนุษย์ได้ยิน มากกว่าส่งเสียงเดียวกันให้แมวด้วยกันเอง

เดิมทีแล้วแมวนั้นเป็นสัตว์สันโดษ ซึ่งหมายความว่าพวกมันชอบที่จะอยู่ตัวเดียวและหาอาหารตามลำพังมากกว่าจะอยู่เป็นกลุ่มเหมือนสัตว์สังคมอื่น ๆ พฤติกรรมที่แมวมีต่อกันส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นระหว่างแม่กับลูกเท่านั้น และที่สำคัญเจ้าตัวร้ายขนปุยเหล่านี้ไม่ค่อยจะ ‘เหมียว’ ใส่กันสักเท่าไหร่

อย่างไรก็ตามเมื่อแมวเริ่มเข้ามาอยู่อาศัยกับมนุษย์ราว ๆ หมื่นปีก่อน พวกมันก็พัฒนาเสียงสุดน่าเอ็นดูขึ้นมาเพื่อร้อง เหมียว ใส่เราราวกับเป็นเด็กน้อยให้เราเอ็นดู แต่พวกมันเริ่มเสียงนี้ขึ้นมาได้อย่างไร นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาคำถามนี้มานานเกินครึ่งศตวรรษ

“เพื่อทำความเข้าใจกระบวนการนี้ เราสามารถดูการทดลองในสุนัขจิ้งจอกที่อาศัยอยู่ในฟาร์มของรัสเซีย ซึ่งเริ่มต้นในทศวรรษ 1950” Grace Carroll นักพฤติกรรมสัตว์และสวัสดิภาพสัตว์ จากคณะจิตวิทยา มหาวิทยาลัย Queen Belfast กล่าว

“Dmitry Belyaev นักวิทยาศาสตร์จากโซเวียตและทีมงานของเขาได้คัดเลือกสุนัขจิ้งจอกสีเงิน โดยจับคู่ผสมพันธุ์ตัวที่มีความกลัวและความก้าวร้าวต่อมนุษย์น้อยกว่าเข้าด้วยกัน” เธอกล่าวเสริม

สุนัขจิ้งจอกที่ถูกผสมพันธุ์เหล่านี้เชื่องและเป็นมิตรมากขึ้น โดยมีลักษณะพฤติกรรมที่ใกล้เคียงกับสุนัขเลี้ยงในบ้านมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่สิ่งสำคัญก็คือ พวกมันมีการเปล่งเสียงที่เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน จากเสียงที่ดูก้าวร้าว ไปเป็นเสียงที่เหมือนกับ ‘เสียงหัวเราะ’ ซึ่งให้ความเป็นมิตรมากขึ้น การทดลองเหล่านี้กำลังบอกเราว่าแมวก็อาจเป็นเช่นเดียวกัน

#การปรับเสียงร้องของแมว

ในการศึกษาเมื่อปี 2009 โดย Karen McComb นักวิจัยพฤติกรรมสัตว์และทีมงานได้ให้หลักฐานสนับสนุนแนวคิดดังกล่าวไว้ พวกเขาศึกษาแมวตัวอย่างด้วยการบันทึกเสียงใน 2 สถานการณ์ หนึ่งคือแมวที่กำลังมองหาอาหาร และอีกหนึ่งคือแมวที่ไมได้หาอาหาร

และเมื่อนำเสียงมาวิเคราะห์ ทีมนักวิทยาศาสตร์ก็พบว่าเสียงช่วงที่แมวกำลังมองหาอาหารนั้นมีรัดับเสียงสูงมากกว่า ซึ่งคล้ายกับเสียงร้องไห้ของมนุษย์ แต่ประเด็นก็คือมนุษย์ถูกวิวัฒนาการมาให้ ‘อ่อนไหว’ ต่อเสียงสูงเหล่านี้ ทำให้เราแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเพิกเฉยเสียงดังกล่าว

“ไม่ใช่แค่แมวเท่านั้นที่ปรับเสียงร้องได้ เราก็ทำเช่นกันเมื่อเราพูดคุยกับเด็กทารก เราใช้ ‘ภาษาของคนเป็นแม่’ หรือที่รู้จักในอีกชื่อว่า ‘เสียงสอง’ ซึ่งเป็นเสียงที่มีลักษณะของเสียงที่สูงกว่าน้ำเสียงปกติ คำพูดรูปแบบนี้ช่วยให้ทารกมีส่วนร่วมโดยมีบทบาทในการพัฒนาความสามารถด้านภาษาของพวกเขา” Carroll อธิบาย

กล่าวคือ แมวสร้าง ‘เสียงสอง’ ขึ้นมาเพื่อเรียกร้องความสนใจของมนุษย์ ในตอนแรกอาจมีตัวใดตัวหนึ่งที่เริ่มทำเสียงแบบนี้ และมันได้ผลดีอย่างยิ่งที่จะทำให้มนุษย์สนใจหรือแม้แต่ให้อาหารมัน ขณะเดียวกันมนุษย์ที่ ‘เอ็นดู’ แมวที่ทำเสียงเช่นนี้ได้มากกว่า เราจึงคัดเลือกแมวที่ ‘เหมียว’ ได้มาไม่รู้ตัว

เมื่อเวลาผ่านไป แมวได้พัมนาการให้สัญญาณเสียงที่เชื่อมโยงถึงการเลี้ยงดูของเรา เช่น การให้ขนม การอ้อน การเรียกร้องอะไรบางอย่างที่เมื่อได้ยินแล้วแทบไม่อยากปฏิเสธ หรือเราสามารถกล่าวได้อย่างง่าย ๆ เลยว่า แมวก็เหมือนกับเด็กน้อยมนุษย์คนหนึ่ง และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ใครหลายคนหลง เพราะมนุษย์มีสัญชาตญาณในการดูแลเด็ก ๆ โดยเฉพาะผู้สูงอายุในสังคม

“การสื่อสารสองทางนี้เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อันเป็นเอกลักษณ์ที่เราพัฒนาขึ้นมากับเพื่อนแมวของเรา” Carroll บอก “แต่ดูเหมือนว่าแมวอาจจะเป็นผู้ชนะในความสัมพันธ์นี้ โดยมีการปรับตัวเพื่อรับการดูแลและเรียกร้องความสนใจจากเรา ซึ่งเจ้าของแมวจำนวนมากก็ไม่สามารถขัดขืนได้”

ที่มา

https://link.springer.com/article/10.1007/s10071-022-01674-w

https://www.cell.com/curren…/pdf/S0960-9822(09)01168-3.pdf

https://theconversation.com/why-cats-meow-at-humans-more…

https://www.sciencealert.com/the-heartwarming-reason-why…

Photo : jennimareephoto/Envato

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...