โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

อย่าบูลลี่! เด็ก LD ไม่ใช่คนโง่ แค่บกพร่องทางการเรียนรู้เฉพาะด้าน

Dek-D.com

อัพเดต 18 ก.ค. 2567 เวลา 11.11 น. • เผยแพร่ 17 ก.ค. 2567 เวลา 03.46 น. • DEK-D.com
LD โรคทางสมองที่รักษาไม่หาย แต่ดีขึ้นได้ถ้าช่วยเหลือเร็ว

มารู้จัก! LD โรคทางสมองที่รักษาไม่หาย แต่ดีขึ้นได้ ถ้าช่วยเหลือเร็ว

โรค LD เป็นโรคเกี่ยวกับสมองที่ทำให้ผู้ป่วยมีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ เช่น อ่านเขียนผิดๆ ถูกๆ หรือเขียนไม่เป็นประโยค เขียนตัวหนังสือกลับด้าน สับสนเลข 9 กับเลข 6 หรือใช้เวลาในการทำแบบฝึกหัดนาน ทั้งที่พูดรู้เรื่อง เข้าใจทุกอย่าง และมีพัฒนาการด้านอื่นๆ ปกติดี โดยพบอาการเหล่านี้มากในเด็กชั้นประถมศึกษา หรือเริ่มสังเกตได้เมื่ออายุประมาณ 8 ขวบ

แต่แทนที่จะได้รับความสนใจและให้ความสำคัญภาวะ LD กลับถูกมองว่าเป็นเด็กไม่ตั้งใจเรียน สติปัญญาไม่ดี สอบตกบ่อย เรียนไม่เก่ง หรือโง่ซึ่งจริงๆ แล้ว LD หรือภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้นี้ ไม่เกี่ยวกับสติปัญญา เพียงแต่ส่งผลให้เกิดความยากลำบากในการเรียนเนื่องจากไม่สามารถเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่ ผู้ปกครองและคุณครูควรหมั่นสังเกตพฤติกรรมเด็ก เนื่องจาก LD ไม่เพียงส่งผลต่อการเรียนเท่านั้น แต่อาจส่งผลต่อการพัฒนาทักษะสังคม และเกิดผลกระทบไปจนถึงวัยรุ่นหรือตอนโตด้วย

LD – ภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ คืออะไร

โรคการเรียนรู้บกพร่อง (Learning disability หรือ Learning disorder หรือ LD) เป็นความผิดปกติของกระบวนการเรียนรู้ที่แสดงออกทางด้านการอ่าน การเขียนสะกดคำ การคำนวณและเหตุผลเชิงคณิตศาสตร์ ทำให้ผลการเรียนของเด็กต่ำกว่าศักยภาพที่แท้จริง โดยที่เด็กมีสติปัญญาอยู่ในระดับปกติและมีความสามารถด้านอื่นๆ ปกติดี

สาเหตุของโรคการเรียนรู้บกพร่อง (LD)

เกิดจากโครงสร้างและการทำงานของสมองในส่วนของการรับและสื่อสารข้อมูลผิดปกติทำให้เกิดความบกพร่องในการทำงานของสมองในตำแหน่งที่จำเพาะกับทักษะนั้นๆ โดยเฉพาะตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และการใช้ภาษา โดยอาจเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนคลอด

เกิดจากสภาวะของสังคม สภาพแวดล้อมเนื่องจากมีสารตะกั่วอยู่ในอากาศปริมาณมาก หรือสารตะกั่วเหล่านั้นปนเปื้อนอยู่ในน้ำ เมื่อแม่ตั้งครรภ์หรือเด็กได้รับสารตะกั่วเข้าไปก็อาจทำให้เด็กมีปัญหาการบกพร่องทักษะการเรียนเฉพาะด้าน

หรือเกิดจากคุณแม่ตั้งครรภ์ตอนอายุน้อย (14-15 ปี) คลอดลูกออกมาน้ำหนักน้อยหรือจากกรรมพันธุ์ที่มีพ่อแม่หรือญาติพี่น้องมีปัญหาเดียวกัน

จากสถิติพบเด็กเป็น LD 4-10% ในเด็กวัยเรียน เด็กผู้ชายพบมากว่าเด็กผู้หญิง 2-3 เท่า และพบร่วมกับโรคสมาธิสั้นได้ถึง 40-50% แต่เด็กผู้ชายมักถูกส่งมาพบแพทย์มากกว่า เนื่องจากมีพฤติกรรมดื้อและซน ในขณะที่เด็กผู้หญิงมักจะเรียบร้อย ไม่ค่อยแสดงออกส่วนโรคร่วมอย่างสมาธิสั้นจะพบในเด็กผู้ชายมากกว่าเด็กผู้หญิงอย่างชัดเจน

การสังเกตอาการและการวินิจฉัยโรคการเรียนรู้บกพร่อง (LD)

โรค LD สามารถสังเกตได้ตั้งแต่เด็กวัยประถมเนื่องจากเห็นได้ชัดในเรื่องการอ่าน การเขียน การพูด เนื่องจากปัจจุบันผู้ปกครองมักเร่งให้เด็กฝึกอ่านเขียน หากเด็กมีความพร้อมก็จะเรียนรู้ได้เร็ว แต่สำหรับเด็กที่ไม่มีความพร้อมทางพัฒนาการสมอง หรือบกพร่องทางการเรียนรู้ ทำให้เรียนรู้ได้ช้า เกิดความไม่มั่นใจ กลัวและไม่ชอบไปโรงเรียน หากละเลยปัญหานี้ จะส่งผลต่อเด็กไปถึงตอนโตได้

พ่อแม่ ผู้ปกครอง และครู สามารถร่วมกันสังเกตอาการของโรคได้ด้วยตนเองว่ามีความบกพร่องทางการเรียนรู้ด้านใดบ้าง ทั้งนี้การระบุว่าเป็นโรค LD หรือไม่ ต้องผ่านการวินิจฉัยโดยกุมารแพทย์พัฒนาการเด็กหรือจิตแพทย์เด็กโดยอาศัยข้อมูลที่ได้จากพ่อแม่และคุณครู ตรวจประเมินเด็กอย่างละเอียด ร่วมกับการทดสอบระดับสติปัญญาและความสามารถทางการเรียน

สังเกตอาการจากความบกพร่อง 3 ด้านที่พบได้บ่อย คือ

1. ความบกพร่องด้านการอ่าน

  • เป็นปัญหาที่พบมากที่สุดในเด็กที่เป็นโรคการเรียนรู้บกพร่อง
  • มีความบกพร่องในการจดจำ พยัญชนะ สระ และขาดทักษะในการสะกดคำ
  • มักอ่านหนังสือไม่ออกหรืออ่านช้า อ่านออกเสียงไม่ชัด ผันเสียงวรรณยุกต์ไม่ได้ อ่านข้าม อ่านเพิ่มคำ จับใจความเรื่องที่อ่านไม่ได้ บางรายอาจมีท่าทีกังวล และหลีกเลี่ยงการอ่าน
  • มีความสามารถในการอ่านหนังสือต่ำกว่าเด็กในวัยเดียวกัน อย่างน้อย 2 ระดับชั้นปี

ตัวอย่างไม่เข้าใจความหมายของคำที่อ่าน ไม่เข้าใจว่าคำต้องประกอบด้วยเสียงจากตัวอักษร ต่างๆ เช่น ทำไม กอ โอะ บอ อ่านว่า กบ เมื่อสะกดคำไม่ได้ก็นำไปสู่ปัญหาการอ่าน อ่านไม่ได้ หรืออ่านได้ช้า

2. ความบกพร่องด้านการเขียนสะกดคำ

  • มักพบร่วมกับความบกพร่องด้านการอ่าน
  • มีความบกพร่องในการเขียนพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ไม่ถูกต้อง
  • มักเรียงลำดับอักษรผิด จึงเขียนหนังสือและสะกดคำผิด ทำให้ไม่สามารถแสดงออกผ่านการเขียนได้ เช่น เขียนหัวพยัญชนะสลับด้าน เขียนตามการออกเสียง เช่น สะ-หนุก บางรายมีการหลีกเลี่ยงการเขียน ไม่จดงาน
  • มีความสามารถในการเขียนสะกดคำต่ำกว่าเด็กในวัยเดียวกัน อย่างน้อย 2 ระดับชั้นปี

ตัวอย่างไม่สามารถวาดรูปทรง ลายเส้นได้ จำรูปร่างของตัวอักษรไม่ได้ เขียนสับสน เช่น ถ ภ โ ร เว้นวรรคผิด หรือไม่เว้นวรรคเลย เขียนสิ่งที่คิดออกมาได้ยากลำบาก เพราะมีปัญหาในการเรียบเรียงความคิดและเขียน ถ้าให้พูดจะสื่อสารได้ดีกว่า

3. ความบกพร่องด้านคณิตศาสตร์

  • ขาดทักษะและความเข้าใจค่าของตัวเลข การนับจำนวน การจำสูตรคูณ การใช้สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์
  • ไม่สามารถคำนวณคำตอบจากการบวก ลบ คูณ หาร ตามกฎเกณฑ์ทางคณิตศาสตร์ได้
  • มีความสามารถในการคิดคำนวณต่ำกว่าเด็กในวัยเดียวกัน อย่างน้อย 2 ระดับชั้นปี

ตัวอย่างเรียน ฟัง ดูตัวอย่างแล้วไม่สามารถทำความเข้าใจได้ (คนละแบบกับยากหรือขี้เกียจ) เมื่อไม่เข้าใจค่าของตัวเลข การนับจำนวน สูตรคูณ สัญลักษณ์ ก็นำไปสู่การไม่เข้าใจเรื่องเศษส่วน เปอร์เซ็นต์ เรขาคณิต เวลา เงิน มาตราชั่ง ตวง วัด ต่างๆ

อาจพบปัญหาด้านพฤติกรรมและอารมณ์ร่วมด้วย

โดยเด็กมักรู้สึกหงุดหงิดและรู้สึกด้อยที่ตนเองทำไม่ได้ทัดเทียมเพื่อนๆ หรืออาจถูกกดดันจากชั้นเรียน หรือถูกบูลลี่ และอาจจะแสดงพฤติกรรม ดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการอ่านการเขียน
  • ไม่มีสมาธิในการเรียน ทำงานช้า ทำงานไม่เสร็จทำงานสะเพร่า
  • ความจำไม่ดี เรียนได้หน้าลืมหลัง
  • รู้สึกเบื่อหน่าย ท้อแท้
  • ไม่มั่นใจในตนเอง มักตอบว่า “ทำไม่ได้” “ไม่รู้”
  • อารมณ์ ขึ้นๆ ลงๆ หงุดหงิดง่าย ไม่อดทน
  • ก้าวร้าวกับเพื่อน พี่น้อง ครู หรือพ่อแม่
  • ขาดความภาคภูมิใจในตนเอง

นอกจากนี้ อาการ LD ยังอาจพบความบกพร่องในด้านการฟัง การมองเห็น และการใช้ภาษาหรือการตีความภาษาอีกด้วยเช่น การไม่เข้าใจคำสั่ง หรือการรับรู้ข้อมูล การสื่อสารสิ่งที่ต้องการจะพูด ตลอดจนการไม่เข้าใจสีหน้าท่าทาง หรือไม่เข้าใจเรื่องของกาลเทศะ เป็นต้น

หากพบความบกพร่องทางการเรียนรู้ดังกล่าวซึ่งอาจมีภาวะอื่นร่วมด้วย เช่น สมาธิสั้น ซึมเศร้า ควรให้การช่วยเหลือเด็กโดยเร็วที่สุดคือรีบพาไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจและรับการรักษาตั้งแต่ยังมีอาการน้อย

LD รักษาไม่หาย แต่ดีขึ้นได้ถ้าช่วยเหลือเร็ว

การรักษา LD ในปัจจุบันยังไม่มียาที่กินแล้วหายแต่จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือ ฝึกฝนทักษะที่บกพร่อง ร่วมกับการบำบัดอื่นๆ เช่น ศิลปะบำบัด หรือให้การช่วยเหลือรักษาปัญหาทางอารมณ์ที่พบร่วม เช่น สมาธิสั้น ปัญหาการสื่อสาร ซึมเศร้า วิตกกังวล เป็นต้น

การฝึกฝนทักษะที่บกพร่องนี้ต้องได้รับความร่วมมือทั้งจากครอบครัวและโรงเรียน ร่วมกับการให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์ โดยทีมแพทย์จากโรงพยาบาลรามาธิบดีให้คำแนะนำไว้ ดังนี้

การช่วยเหลือทางการแพทย์

เนื่องจากโรค LD สามารถเกิดรวมกับโรคอื่นๆ ได้บ่อยเช่น โรคสมาธิสั้น ดังนั้นแพทย์จึงมีบทบาทในการประเมิน วินิจฉัยภาวะต่างๆ ที่เด็กมี ร่วมถึงให้การรักษาภาวะเหล่านั้น เช่น โรคสมาธิสั้น หากได้รับยาช่วยสมาธิ อาการของโรคก็จะดีขึ้นมาก

การช่วยเหลือทางการศึกษา

โรงเรียนควรจัดทำแผนการเรียนรายบุคคลให้สอดคล้องกับระดับความบกพร่องของเด็กแต่ละด้าน โดยทำความเข้าใจกับครูถึงปัญหาและความบกพร่องของเด็ก เน้นการสอนเสริมในทักษะที่บกพร่อง เช่น การสะกดคำ อ่าน เขียนสอนเป็นกลุ่มย่อยหรือตัวต่อครั้งละ 30-45 นาที สัปดาห์ละ 4-5 วัน การช่วยอ่านบทเรียนให้ฟัง เพื่อให้เด็กได้เนื้อหา ความรู้ ได้เร็วขึ้น การให้เวลาในการทำสอบเพิ่มขึ้น เพื่อให้เด็กมีเวลาเพียงพอในการ อ่านโจทย์ และเขียนตอบ จะช่วยให้เด็กเรียนได้ดีขึ้น และควรส่งเสริมทักษะด้านอื่นๆ ที่เด็กสนใจ เช่น ดนตรี กีฬา ศิลปะ เพื่อให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง

การช่วยเหลือจากครอบครัว

อธิบายให้เด็กและครอบครัวทราบถึงปัญหาและความบกพร่องเฉพาะด้านของเด็ก รวมทั้งความรู้สึกของเด็กที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ

เปลี่ยนพฤติกรรมจากการตำหนิ ลงโทษ เป็นความเข้าใจ และสนับสนุนในการส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ของเด็ก

ชื่นชมเมื่อเด็กทำสำเร็จแม้ในเรื่องเล็กน้อยเพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง

สถานการณ์ในประเทศไทยปัจจุบันพบว่า มีเด็ก LD เข้าสู่ระบบการช่วยเหลือของโรงพยาบาลจำนวนน้อยมาก เนื่องจากผู้ปกครองบางคนต้องทำงาน ไม่มีเวลา หรือบางคนมองว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก ทั้งที่เด็กหลายคนมีความเป็นอัจฉริยะอยู่ในตัวเอง และเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพในอนาคต หากได้รับการพัฒนาที่ตรงจุดและเหมาะสม โดยการช่วยเหลือหากเริ่มตั้งแต่ยิ่งเล็กยิ่งดี

เด็ก LD ต้องการความช่วยเหลือ พวกเขาไม่ได้เป็นคนโง่หรือล้มเหลว หากพบปัญหาการเรียนรู้บกพร่อง ควรรีบแก้ไขให้เขามีความมั่นใจและพัฒนาได้เร็วขึ้นนะคะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...