หนังไทย ดีสุดรอบ 30 ปี กินมาร์เก็ตแชร์ 60% แซงหนังต่างชาติ
หนังไทย เฟื่องฟูสุดรอบ 30 ปี “วิชา บิ๊กโรงหนังเมเจอร์ฯ” ชี้ มาร์เก็ตแชร์ภาพยนตร์ไทย พุ่งเป็น 60% จากเดิม มีสัดส่วน 15% แซงหนังต่างประเทศครั้งแรก ธี่หยด - สัปเหร่อ - หลานม่า หนุนเติบโต
[caption id="attachment_119488" align="aligncenter" width="750"]
วิชา พูลวรลักษณ์ ซีอีโอ เมเจอร์ฯ[/caption]
วันที่ 22 กรกฎาคม 2567 นายวิชา พูลวรลักษณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ เปิดเผยกับ “การเงินธนาคาร” ว่า ทิศทางอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ในปี 2567 ฉายแววสดใส หลังจากช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ (ม.ค. - มิ.ย.) หนังไทยทำมาร์เก็ตแชร์สูง 60% แซงหนังต่างประเทศได้เป็นครั้งแรก
“ตลอดชีวิตผม ไม่เคยเห็นภาพหนังไทยโตขนาดนี้มาก่อน น่าจะสูงสุดในรอบ 30 ปี จากในอดีตหนังต่างประเทศ โดยเฉพาะฮอลลีวูด ครองส่วนแบ่งตลาดภาพยนตร์ในไทยสูง 85% และหนังไทยมีสัดส่วนเพียง 15%”
ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เริ่มฉายชัดในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 ที่มีหนังไทยฟอร์มยักษ์ทำรายได้หลัก 100 ล้านบาท อาทิ
- สัปเหร่อ รายได้ 700 ล้านบาท
- ธี่หยด รายได้ 500 ล้านบาท และทำรายได้นอกประเทศอีก 100 กว่าล้านบาท
- 4 Kings รายได้ 200 ล้านบาท
ต่อเนื่องปี 2567 มี “หลานม่า” ที่ทำรายได้ในประเทศราว ๆ 339 ล้านบาท และทำรายได้ทั่วโลกกว่า 1,200 ล้านบาท สะท้อนว่า หนังไทยขณะนี้ไม่ใช่โตแค่ในประเทศ แต่สร้างความนิยมได้ในต่างประเทศด้วย
“จริง ๆ เทรนด์คนกลับมาดูหนังไทย มีมาตั้งแต่ปี 2563 ช่วงโควิด เพราะตอนนั้น หนังฮอลลีวูดไม่มี หนังไทยเลยเกิด จะเห็นว่าหนังไทยหลายเรื่อง รายได้จากการฉายในประเทศแซง อเวนเจอร์ส ด้วยซ้ำ”
คีย์แมนเมเจอร์ฯ ประเมินว่า ครึ่งหลังปี 2567 หนังไทย จะเติบโตมากกว่าครึ่งแรก ด้วยภาพยนตร์ไทยเตรียมลงจอหนังหลายเรื่อง อาทิ มานะแมน เข้าฉายต้นเดือนสิงหาคมนี้รวมไปถึง ธี่หยด 2
ด้วยทุกค่ายกำไรดี จึงเกิดความฮึกเหิม ค่ายใหญ่เปิดตัวหนังใหม่ 5-8 เรื่องกัน โดยเฉพาะปี 2568 น่าจะขยายตัวต่อเนื่องจากปีนี้
“ธุรกิจของเรา ราคาตั๋วหนังราคาหลัก 100 กว่าบาท ไม่ค่อยได้รับกระทบจากเศรษฐกิจ และส่วนมากคนที่ดูก็เป็นวัยหนุ่มสาว ถ้าหนังดีคนก็มาดู เพราะว่ามันไม่แพง”
ทั้งนี้ แผนการลงทุนปี 2567 ของกลุ่มเมเจอร์ฯ จะขยายหน้าจอประมาณ 40 จอ เน้นทำเลต่างจังหวัดเป็นหลัก ส่วนในต่างประเทศ อาทิ กัมพูชา มีการขยายการเปิดโรงภาพยนตร์ไปค่อนข้างมากแล้ว และขณะนี้ยังหาโลเคชั่นเหมาะสมเพิ่มเติมไม่ได้
เมื่อถามถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทย นายวิชา มองว่า การเติบโตขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละเซ็กเตอร์ อาทิ รถยนต์ และ อสังหาริมทรัพย์ อาจอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่าน แต่เชื่อว่าธุรกิจกลุ่มบนที่ผ่านวิกฤตมาหลายครั้งไม่น่าเป็นห่วง แต่กลุ่มที่ควรระมัดระวังคือ ธุรกิจระดับกลาง - ล่าง
“ผมคิดว่ารัฐบาลต้องช่วยให้ตรงจุด มีกระสุนไม่ได้เยอะมากก็ต้องยิงให้ตรง” นายวิชา กล่าวทิ้งท้าย