สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ เจาะลึกเทรดวอร์สหรัฐ-จีน ทำไมส้มหล่นใส่ "มาเลย์-เวียดนาม"
หลังจากสหรัฐประกาศมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนอัตราระหว่าง 25-100% วันที่ 14 พฤษภาคม 2567 โดยอ้างกฎหมายการค้าสหรัฐ มาตรา 301 ซึ่งให้อำนาจในการกำหนดมาตรการตอบโต้ประเทศที่ละเมิดสิทธิและผลประโยชน์สหรัฐ รวมถึงมีการดำเนินการทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมต่อสหรัฐ หลายคนคงมองว่าไทยน่าจะได้รับส้มหล่น ได้ตลาด และอาจจะได้การลงทุนเพิ่ม ซึ่งแท้จริงแล้วมันไม่ง่ายขนาดนั้น
“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ ‘รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์’ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ นักวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์แถวหน้าเมืองไทยที่น้อยคนจะไม่รู้จัก อาจารย์เข้าสู่วงการวิเคราะห์หุ้นและเศรษฐกิจในปี 1976 หรือประมาณ 48 ปีมาแล้ว ด้วยที่เป็นนักอ่านที่ใช้เวลาในการอ่านหนังสืออย่างมากในแต่ละวัน จึงอัพเดตข้อมูลทันเหตุการณ์เสมอ
มองผลต่อเทรดวอร์รอบใหม่อย่างไร
ผลจากสงครามการค้าครั้งนี้ จะเห็นว่าสหรัฐไม่ได้เล่นงานจีนทุกเรื่อง ไทยต้องแยกแยะว่าเคสนี้ไม่ได้เป็นสงครามการค้าเต็มรูปแบบ แต่ว่าเป็นสงครามอีกระดับหนึ่ง มุ่งเป้าไปที่สินค้า 3 กลุ่มคือ สินค้าเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีระดับสูง อาทิ ควอนตัมคอมพิวเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ระดับสูง หรือพวกนาโนมิตเตอร์ 2-3 นาโนมิตเตอร์ ซึ่งจีนยังทำไม่ได้ เพราะขนาด Huwei ยังทำได้แค่ 7 นาโนมิตเตอร์ เรื่องเอไอระดับสูง
ส่วนที่ 2 เล่นงานสินค้าที่จีนไปทุ่มตลาด ทำให้เกิดปัญหาตกงาน อย่าง รถยนต์ไฟฟ้าและโซลาร์เซลล์ แต่เรื่องนี้ไม่ได้มีแค่สหรัฐที่จะเล่นงานจีน แต่ยังมีสหภาพยุโรปก็กำลังจะเล่นงานอยู่ ด้วยการใช้มาตรการตอบโต้ทุ่มตลาดและอุดหนุนทางการค้า กลุ่มที่ 3 คือ สินค้าที่จีนส่งให้กับรัสเซียซึ่งเป็นสินค้ากึ่งอาวุธ คือสินค้าทั่วไปที่นำไปผลิตอาวุธได้ เรียกว่า Dual-Use Item คือ สามารถใช้ได้ทั้งพลเรือนและทางการทหาร
“การเล่นงานลักษณะนี้ว่า De-Risking คือจะเล่นงานในส่วนที่เป็นอันตรายต่อสหรัฐ ในความหมาย 3 ประการที่พูดถึง ซึ่งจีนไม่มีทางออกมาตรการตอบโต้สหรัฐได้ 100% อย่างมากก็ตอบโต้ได้แค่ 20% สมัยทรัมป์ที่เล่นงานจีน เมื่อรอบก่อน มีการเก็บภาษีนำเข้าจากจีนโดนกำแพงภาษี 25% หรือ 15%
“มรกดของทรัมป์ที่ตกทอดมายังไบเดนมีการกีดกันทางการค้าจีน และมีการคุยกันขั้นต้นว่าจะลดลง แต่ลดลงก็ยังเหลือกีดกันทางการค้าที่สหรัฐยังเล่นงานจีนอยู่ ทั้งหมดเป็นยอดนำเข้า 370,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มีการเก็บภาษีนำเข้าจีน 250,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ใน 25% และอีก 120,000 ล้านเหรียญสหรัฐจะลดจาก 15% เหลือ 7.5% ฉะนั้น นี่คือภาพรวมการกดกันทางการค้าในภาพรวมที่สหรัฐมีต่อจีน”
“ตอนนี้จีนเล่นงานสหรัฐแค่ 120,000 ล้าน เพราะเทียบไซซ์ คือสหรัฐเสียดุลการค้ากับจีน สหรัฐนำเข้าจากจีน 500,000 ล้าน แต่ส่งออกให้จีนแค่ 120,000 ล้าน ต่อให้เก็บภาษีเพิ่มอย่างมากก็ได้แค่ 120,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ประเด็นที่ 2 คือ การที่จีดีพีจีนจะโต 5% ก็แทบแย่ ต้องพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศ
ซึ่งดูจากสองอย่างนี้บอกได้เลยว่าการตอบโต้จะมีลักษณะที่เรียกว่า Asymmetry ไม่เท่าเทียมกัน อีกด้านเล่นหนัก ส่วนอีกด้านเล่นเบา เล่นเบาเพราะไม่ตั้งใจที่จะเล่นหนักก็กระทบ อย่างที่สองคือมีข้อจำกัดเล่นหนักไม่ได้เพราะมีเรื่องดุลการค้า”
ชำแหละผลกระทบกับไทย
รศ.ดร.สมชายกล่าวว่า ผลกระทบต่อไทยในส่วนแรก สหรัฐสามารถใช้มาตรการคว่ำบาตร (Sanction) ประเทศทั่วโลกได้ 2 แบบ แบบแรกเรียกว่า ปฐมภูมิ ก็คือเล่นงานประเทศที่เขาต้องการเล่นงานโดยตรง กรณีรัสเซียและอิหร่าน
อีกแบบที่ทำทางอ้อม หรือทุติยภูมิ คือเล่นงานบริษัท หรือแบงก์ หรือประเทศซึ่งไปทำการค้ากับประเทศที่เขาโดนคว่ำบาตร ฉะนั้น สิ่งที่เราจะถูกกระทบคือ บริษัทที่ส่งออกไปยังประเทศรัสเซียหรือไปจีน บริษัทเหล่านี้จะโดนผลกระทบ กับอย่างที่ 2 จะถูกกระทบในลักษณะที่จีนมาทุ่มตลาด
เพราะการบริโภคจีนมีขอบเขตจำกัด และเขาอยู่ในช่วงนโยบายที่ว่าโครงสร้างการค้าที่ผลิต ๆ และระบบสังคมนิยม เมื่อสังคมนิยมรวมกับทุนนิยมจะทำให้สินค้าราคาถูกกว่าปกติ สินค้าเหล่านี้กระจายไปทั่วโลก ไม่ใช่แค่เฉพาะสหรัฐ แต่ไทยก็ด้วย เพราะฉะนั้นรัฐบาลกำลังใช้วิธีเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มกับสินค้าที่นำเข้าผ่านอี-คอมเมิร์ช มูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท ซึ่งเป็นส่วนของผลกระทบ
“ตัวที่ไม่กระทบกับเราก็คือ สินค้าพวกที่ไทยเองก็ทำไม่ได้ แต่สิ่งที่สำคัญคือ มีคนไปบอกว่า ถ้ามีการเล่นงานจีนจะมีการขยายการลงทุนมาที่ประเทศ เราอันนี้อันตราย เพราะว่าสหรัฐสามารถใช้การเล่นงานทางทุติยภูมิ คือถ้าคุณแปลงสัญชาติเป็นไทยเพื่อหนีผลกระทบจากการกีดกัน สหรัฐสามารถบอกว่าใช้มาตรการกับสินค้าที่หลบเลี่ยงการทุ่มตลาด หรือที่เรียกว่า Anti Circumvention ได้ คือแม้คุณเปลี่ยนสัญชาติ แต่จริง ๆ ก็ยังเป็นจีน เป็นการหลบเลี่ยงภาษี ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่กระทบ”
ส้มหล่นเวียดนาม-มาเลเซีย
รศ.ดร.สมชาย ยังอธิบายให้เห็นภาพอีกว่า เทรดวอร์เป็นสัญญาณว่าปัญหาเรื่องภูมิรัฐศาสตร์กำลังรุนแรงเข้มข้นมากขึ้น เพราะสหรัฐกำลังจะใช้มาตรการที่เรียกว่า “Friend-Shoring” คือสหรัฐจะไปลงทุนประเทศที่เป็นมิตรเท่านั้น ซึ่งเสี่ยงที่จะย้ายไปมาเลเซียหรือเวียดนามมากกว่าไทย
“เราเสียเปรียบเพราะแม้ว่าเราจะบอกว่าตัวเองเป็นกลางทางการเมืองระหว่างประเทศ และมีสนธิสัญญาไมตรีกับสหรัฐ แต่หลัก ๆ เป็นเรื่องความมั่นคง ซึ่งสหรัฐอาจจะมองว่าเราแอปอยู่ จริง ๆ แล้วเราถือข้างจีนมากกว่า และอยู่ในแนวเส้นทางหนึ่งแถบหนึ่งเส้น BRI ของจีน ดังนั้น ถ้าเขาจะมาลงทุนเขาจะไปทางมาเลเซียหรือเวียดนามมากกว่า เพราะว่าสบายใจ และเวียดนามมีความได้เปรียบกว่าเราที่ต้นทุนถูกกว่า แต่ฝีมือแรงงานดีกว่า ส่วนไทยจะขึ้นค่าแรง 400 บาทอีก”
เทียบกันแล้วไทยเสียเปรียบ
ความได้เปรียบเสียเปรียบที่สำคัญคือ การเข้าเป็นสมาชิกความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ซึ่งทั้งมาเลเซียและเวียดนามเป็นสมาชิก แต่ไทยไม่ได้เป็นสมาชิก CPTPP และยังเป็นสมาชิก RCEP ด้วย แต่ไทยมีแค่ RCEP ไม่ได้เข้า CPTPP
“การเข้าหรือไม่เข้า ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่จะทำให้ผู้ผลิตสหรัฐที่ไปลงทุนในเวียดนามได้รับการลดภาษีจากสมาชิก CPTPP เป็น 0% เท่านั้น แต่ระดับมาตรฐานสินค้าและบริการใน CPTPP สูงกว่ามาตรฐานของ RCEP ที่ทั้งไทย-เวียดนาม-มาเลเซีย เป็นสมาชิกอยู่”
ดังนั้น ความเสี่ยงคือ ถ้าคู่ค้ายึดมาตรฐาน CPTPP จะทำให้ไทยเสียเปรียบเวียดนามและมาเลเซียทันที ซึ่งนั้นจะหมายตลาดประเทศอื่นทั้งญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ด้วย นอกจากนี้ เวียดนามยังทำความตกลงเขตการค้าเสรีกับ 50 กว่าประเทศ รวมถึงกลุ่มใหญ่ ๆ อย่างสหภาพยุโรปก็ทำ แต่ไทยไม่มี CPTPP และเพิ่งเริ่มเจรจา FTA กับยุโรป ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะเสร็จ
ขณะที่อีกฝั่งคือจีน หากจะย้ายฐานอาจจะขยายไปที่อเมริกาใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่มีความตกลงการค้าเสรีกับสหรัฐ และต้นทุนการขนส่งสินค้าจากฐานผลิตอเมริกาใต้เข้าสหรัฐถูกกว่าจะมาขนส่งไปจากไทย
“เมืองไทยอาจจะอ้างว่าไม่เป็นไร เพราะไทยมีข้อตกลงทาง FTA ทวิภาคีกับสมาชิก CPTPP แล้ว 9 ประเทศ อาทิ กับ ชิลี เปรู แต่ผมมองว่าไทยถูกกระทบแน่ เพราะมาตรฐาน CPTPP สูงกว่า RCEP เวียดนามเป็นสมาชิกของทั้ง RCEP และ CPTPP ส่วนของเราเป็นสมาชิก RCEP แต่ไม่ได้เป็น CPTPP
ฉะนั้น ผลกระทบคือใครก็ตามที่มาลงทุนในบ้านเราจะเสียเปรียบ เพราะเมื่อเข้าใช้มาตรฐาน CPTPP เราส่งไปประเทศเปรู ชิลี เขาก็ไม่รับ เพราะใช้มาตรฐาน CPTPP และก็กระทบกับญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย เพราะทั้ง 3 ประเทศอยู่ทั้ง CPTPP และ RCEP
ฉะนั้น พอมาตรฐานสูงขึ้น แม้เราจะไม่มีกำแพงภาษี แต่เสน่ห์ที่เราจะดึงดูดลงทุนจะสู้เวียดนามกับมาเลเซียไม่ได้ที่อยู่ทั้ง CPTPP และ RCEP เห็นชัดที่มีการประกาศการลงทุนที่มาเลเซีย เพราะไม่ใช่แค่ไม่มีกำแพงภาษี แต่ยังรวมถึงมาตรฐานที่สูงกว่า คือเหตุผลว่าทำไมถึงบอกว่าเวียดนามอยู่ในดาวรุ่ง รวมถึงของเราก็จะขึ้นค่าแรง 400 บาท แต่ไม่ได้ปรับเรื่องของสกิล
สำหรับความตกลง CPTPP ปัจจุบันมีสมาชิก 11 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น แคนาดา เม็กซิโก เปรู ชิลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน และเวียดนาม มีประชากรรวมกันกว่า 500 ล้านคน มูลค่าทางเศรษฐกิจ หรือ GDP 10.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และล่าสุดจีนก็เป็นประเทศหนึ่งที่กำลังสมัครเข้าร่วม หากจีนเข้าร่วมสำเร็จขนาดตลาดจะใหญ่ขึ้นเป็นกว่า 1,900 ล้านคน (25% ของประชากรโลก) มูลค่า GDP ประมาณ 25.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (30% ของ GDP โลก)
ส่วนความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจในภูมิภาค หรือ RCEP มีสมาชิก 15 ประเทศ คือ อาเซียน 10 ประเทศ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งอาจจะนับเป็นความตกลง FTA ที่ครอบคลุมตลาดขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยขนาดประชากรกว่า 2,300 ล้านคน (30% ของประชากรโลก) มูลค่า GDP 28.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (33.6% ของ GDP โลก)
อธิบายถึง การสร้าง Friend-Shoring ของสหรัฐ
ใน Supply Chain มี 2 ความหมายรวมกัน หมายถึงการลงทุนในที่อื่นที่บริษัททำไม่ได้ เรียกว่า Outsourcing และอีกอันคือ Offshoring คือการลงทุนในอีกประเทศหนึ่ง เพราะฉะนั้น Supply Chain หมายถึง Outsourcing บวกกับทางด้าน Offshoring
ในอดีตเราจะเห็นว่า พอโลกาภิวัฒน์แต่ละสินค้าก็ราคาถูก แต่พอเกิดโควิดหรือการรบกัน ทำให้ประเทศใดประเทศหนึ่งได้รับผลกระทบ สินค้าก็หายไปเลย ก็เกิดปรากฏการณ์เปลี่ยนแปลงคือ แทนที่จะเรียกว่า Offshoring เขาก็เรียกว่า Reshoring คือลงทุนในประเทศตัวเองซึ่งสหรัฐก็ทำ
และกับอีกอันคือ Near Shoring คือไปลงทุนในประเทศที่ใกล้ แต่ต้องมี FTA เช่น อาจจะไปลงทุนที่เม็กซิโก แต่อันนี้อาจจะช่วยลงเพราะจีนอาจจะมาลงทุนที่ประเทศเรา
และตัวสุดท้าย Friend-Shoring เป็นของสหรัฐที่ต้องการต่อสู้กับจีน ก็คือจะไปลงทุนประเทศหรือฝั่งที่เป็นมิตร ส่งเสริมให้มีการลงทุน
“อนาคต Near Shoring จะมีมากขึ้น ขณะที่ Friend-Shoring ทำในขอบเขตจำกัด เพราะสหรัฐมองในเชิงการเมืองด้วย ไม่ใช่มองเศรษฐกิจอย่างเดียว การลงทุนนี้เป็นเหตุผลอย่างหนึ่งที่ต่อสู้กับหนึ่งแถบหนึ่งเส้น (BRI) เส้นทางสายไหมของจีน เป็นเครื่องมือการต่อสู้ที่จีนใช้เส้นทางสายไหมพัฒนาการค้า การลงทุน และขยายอิทธิพล”
“สงครามการค้าครั้งนี้เป็นการบีบให้มีการเลือกข้างกันเข้มข้นมากขึ้น แม้ไทยจะคงความเป็นกลางทางค้าและการเมืองโลก แต่เขาจะเชื่อหรือเปล่าว่าเราเป็นกลาง แม้นายกฯจะประกาศว่าเราเป็นกลาง แต่ถ้ามองจากภายนอกเราก็ดูใกล้ชิดกับจีนมากกว่า ต้องอยู่ที่ว่าสหรัฐเชื่อหรือไม่ว่าเป็นกลาง หรือขึ้นกับความสำคัญ ยกตัวอย่าง อินโดนีเซีย เขามองว่าอินโดนีเซียเป็นมิตร Friend-Shoring ทั้ง ๆ ที่อินโดนีเซียมีความใกล้ชิดกับจีน เพราะเป็นตลาดใหญ่ นอกจากนี้ อินเดียและเวียดนาม”
แนะ 3 ทางแก้เกมดึงลงทุน
รศ.ดร.สมชายให้มุมมองว่า ไทยจะสามารถแก้เกมเรื่องนี้ อย่างแรกคือ ไทยต้องพยายามสมัครเข้า CPTPP เพราะอย่างไม่นานมานี้ทางจีนก็สมัครเข้าร่วมไป 2-3 ปีแล้ว อย่างที่ 2 คือ ไทยต้องทำ FTA ทวิภาคีให้มากขึ้น และอย่างที่ 3 ซึ่งสำคัญมาก ต้องปรับมาตรฐานให้เป็นมาตรฐานสูงกว่า RCEP ซึ่งยากมาก
- “เทรดวอร์” ทำขาดดุลเพิ่ม หวั่นเหล็ก-แบตอีวีจีนทะลักไทย
- จีนเอาคืนโดนขึ้นภาษีอีวี 100% สั่งสอบบริษัทสหรัฐ-อียู ทุ่มตลาด
- สหรัฐประกาศเก็บภาษีอีวีจีน 100% สินค้าหลายรายการโดน 25-50%
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ เจาะลึกเทรดวอร์สหรัฐ-จีน ทำไมส้มหล่นใส่ “มาเลย์-เวียดนาม”
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net