โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ปิ้งย่างแข่งเดือด Yakiniku Like ลดราคา เพิ่มเมนู คอลแลปฯฟ้าไทย

TODAY

อัพเดต 19 พ.ย. 2568 เวลา 02.35 น. • เผยแพร่ 19 พ.ย. 2568 เวลา 02.35 น. • TODAY

ในยุคค่าครองชีพแพงขึ้นเรื่อยๆ หนึ่งในธุรกิจแรกๆ ที่จะเห็นได้ชัดว่าได้รับผลกระทบแค่ไหนคือ ธุรกิจร้านอาหารที่พอจะบอกได้ชัดเจนถึงภาพรวมการบริโภคของกลุ่มชนชั้นกลางในประเทศ

และถ้ามาเจาะดูเข้าไปเฉพาะกลุ่มตลาดอาหารญี่ปุ่นในไทยที่การแข่งขันสูงมาก ทั้งซูชิ ราเมน จนถึงยากินิกุที่มีผู้เล่นนับไม่ถ้วน ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลงนั้น ตอนนี้ธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยได้รับผลกระทบแค่ไหน และต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง เพื่อให้อยู่รอดในยุคแข่งกันเดือดขนาดนี้?

TODAYBizview ชวนไปดูเคสของ Yakiniku Like ปิ้งย่างเตาเดี่ยวสัญชาติญี่ปุ่นที่เข้ามาในไทยแล้ว 4 ปี มีสาขากว่า 21 สาขา ซึ่งทางแบรนด์เล่าว่ายอดใช้จ่ายต่อบิลของลูกค้าในปีนี้ปรับลดลง

ดังนั้นวิธีที่ใช้ตอนนี้ คือ ‘ปรับตัว’ เพื่อรักษาลูกค้าและขยายฐานลูกค้าด้วยการฟัง ‘ฟีดแบ็ค’ อาทิ การปรับเพิ่มเมนูใหม่เข้าไปเมื่อมีเสียงฟีดแบ็คว่า ‘เมนูน้อย’

การฟังเสียงลูกค้าและนำมาปรับยังไปไกลถึงการ ‘ปรับลดราคา’ เมื่อมีการสะท้อนว่ามีเมนูที่ราคาสูง ทางแบรนด์ได้มีการปรับลดราคา โดยที่ยังต้องคงความพรีเมียม

ถามว่าวิธีนี้ทำแล้วเวิร์กแค่ไหน? ‘ทิพย์สุดา อเนกวัชรากรณ์’ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด YAKINIKU LIKE Thailand เล่าให้ฟังว่า ในปีที่แล้ว Yakiniku Like มียอดบิลซื้อของลูกค้าอยู่ที่ 360-370 บาทต่อคน แต่มาปีนี้เฉลี่ยลดลงมาเหลือที่ 350 บาทต่อคน ซึ่งแบรนด์ได้รับฟีดแบ็คจากลูกค้าในเรื่องราคาที่สูง จึงเริ่มปรับราคาเซ็ตเริ่มต้นให้ถูกลง โดยปรับราคาไปครั้งหนึ่งเพื่อให้เกิดความสมดุล แต่การปรับราคานั้นไม่มากนักประมาณ 3-10%

“ส่วนใหญ่จะปรับในส่วนของ Premium Meat แล้วหันไปควบคุมซัพพลายเออร์เอง แต่ก็ยอมรับว่าการปรับราคาอาจส่งผลกระทบต่อยอดขายไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ปีนี้ให้แตะ 700 ล้านบาท”

ในมิติของการขยายตัว Yakiniku Like เดินเกมแบบ “เล็กลงแต่โตขึ้น” ด้วยการลดขนาดร้านให้คล่องตัว เปิดได้หลายทำเลมากขึ้น และรักษาสัดส่วนจำนวนที่นั่งไม่ให้เกิน 60 ที่ รองรับทั้งลูกค้าเดี่ยวและกลุ่ม สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการความรวดเร็วและเข้าถึงง่าย

โดยตั้งเป้าปีหน้าจะขยายสาขาให้แตะ 30 แห่ง คาดการณ์ว่าการเติบโตปีหน้าจะเพิ่มขึ้นราว 20%

[ วิ่งตามเทรนด์คอลแลปฯ และหมาล่าที่ยังไม่เอ้าท์จากตลาด ]

‘ทิพย์สุดา’ อธิบายต่อว่า ล่าสุดแบรนด์ได้ทำการตลาดแบบ Collaboration ระหว่าง Yakiniku Like และฟ้าไทย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของทั้งคู่ในตลาดร้านอาหาร โดยเกิดจากความต้องการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ช่วงครบรอบ 4 ปีของแบรนด์ บนพื้นฐานงานวิจัยที่ชี้ว่า “รสหม่าล่า” เป็นรสชาติที่คนไทยนิยมมากที่สุด แบ่งออกเป็น 2 ซอสคือ Boss & Baby ที่มีความเผ็ดให้เลือกตามใจผู้บริโภค 2 ระดับ

ทำให้การรวมตัวครั้งนี้เป็นการผสานจุดแข็งที่ชัดเจนจาก “หมาล่าที่ถูกต้อง” ของฟ้าไทย กับ “ย่างแบบไร้ควัน” ของ Yakiniku Like เพราะระบบเตาดูดควันสองชั้นที่ช่วยให้ทานยากินิคุได้แบบไร้ควัน และนำจุดแข็งนี้มาตอบโจทย์ Pain Point ใหญ่ของตลาดหม่าล่า นั่นคือ “กลิ่นติดตัวหลังทาน”

และแม้หม่าล่าจะดูเหมือนเป็นกระแสที่ซาลงไปแล้ว แต่พฤติกรรมการบริโภคจริงกลับยังเพิ่มขึ้น โดยกลายเป็นหนึ่งในรสชาติหลักของคนไทยในปัจจุบัน การจับเอารสชาติยอดนิยมนี้มารวมกับระบบไร้ควันของแบรนด์จึงเป็นการสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างจากร้านทั่วไป

“การร่วมมือกันครั้งนี้ก็คาดหวังว่าสร้างการแลกเปลี่ยนฐานลูกค้าระหว่างสองแบรนด์ และช่วยแก้ Pain Point เรื่องกลิ่นที่เป็นปัญหาใหญ่เวลาทานหม่าล่า โดยเฉพาะซอสสูตร Boss แบบเผ็ดที่ขายดีเกินคาด”

โดยซอสหม่าล่านี้ฟ้าไทยทดลองมากกว่า 40 เวอร์ชัน และได้เวอร์ชันที่ถูกปาก ซึ่ง Yakiniku Like สาขาอื่นในเครือต่างประเทศเริ่มสนใจ และมีแผนนำสูตรนี้ไปสู่ตลาดเอเชียอย่างฮ่องกงและเวียดนาม โดยแคมเปญซอสนี้เริ่มตั้งแต่ 31 ตุลาคมถึง 11 ธันวาคมประสบความสำเร็จ ก็มีโอกาสสูงที่แคมเปญนี้จะกลับมาอีกในปีหน้า

“นับเป็นครั้งแรกที่ Yakiniku Like ทำแคมเปญ Collaboration ซึ่งเรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้จับมือร่วมกับ ฟ้าไทย ซึ่งไม่ใช่แค่แบรนด์เครื่องปรุงยอดนิยม แต่เป็นเหมือนพาร์ทเนอร์ที่ช่วยส่งเสริมความอร่อยให้กับอาหารของเรา และสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้านั่นเอง”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...