โจทย์ร้อน รับประมุข กกต.ใหม่ คดีน้ำเงิน ฮั้ว สว.-เลือกตั้ง ควบประชามติ
คอลัมน์ : Politics policy people forum
การเมืองไทยนาทีนี้ เปราะบางขั้นสุด รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ถูกพายุการเมืองถาโถม
ทั้งปัญหาพิพาทไทย-กัมพูชา ที่ยืดเยื้อข้ามรัฐบาลมาจนถึงสถานการณ์ล่าสุดที่สหรัฐอเมริการะงับการเจรจาภาษีต่างตอบแทน หลังจาก “อนุทิน” หยุดปฏิบัติตามปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ จนกว่ากัมพูชาจะลดความเป็นปฏิปักษ์
ปัญหาทุนเทา สแกมเมอร์ ถูกโยงเป็นทุนการเมืองพรรคร่วมฝ่ายรัฐบาล
ดังนั้น การ “ชิงยุบสภา” คุมความได้เปรียบทางการเมืองอาจเกิดขึ้นได้ โดยมีปัจจัยอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่พรรคเพื่อไทย ในฐานะ “ฝ่ายแค้น” ยืนยันว่าจะยื่น “ซักฟอก” แน่ บนเงื่อนไขที่เกมแก้รัฐธรรมนูญไปถึงเป้าหมาย มาเป็นตัวเร่ง
“อนุทิน” กล่าวเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ถึงการชิงยุบสภาว่า “ต้องดูสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา”
“คงไม่ปล่อยให้ใครมาด่ารัฐบาลเล่น ๆ ฟรี ๆ หากเป็นเกมการเมือง รัฐบาลสู้เกมการเมืองไม่ได้ก็ยุบสภาไป ห่างแค่เดือนเดียวคงไม่ทำให้เกิดความแตกต่างอะไร”
ทุกพรรคการเมืองเปิดโหมดเตรียมพร้อมเลือกตั้งเต็มที่
จับตาเลือกประธาน กกต.ใหม่
แต่ก่อนที่รัฐบาลจะมีการยุบสภา หนึ่งในกลไกสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการ “เข้าสู่อำนาจ” ทางการเมือง คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะมีการ “เปลี่ยนผ่าน” ครั้งใหม่และครั้งใหญ่ ในช่วงการเมืองเปราะบาง
แม้ว่า กกต. 5 คน จาก 7 คน ยังเป็น “ชุดเดิม” ประกอบด้วย เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ, ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ, ชาย นครชัย, สิทธิโชติ อินทรวิเศษ และ ณรงค์ กลั่นวารินทร์ แต่ 2 คน ต้องพ้นตำแหน่งคือ “อิทธิพร บุญประคอง” ประธาน กกต. และ “สันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์” เพราะครบวาระ
สำคัญคือ ตำแหน่งประธาน กกต. เมื่อ “อิทธิพร” ครบวาระ จึงต้องสรรหาประธานคนใหม่
ขั้นตอนเลือกประธาน
เนื่องจากวุฒิสภาได้เลือก “อนันต์ สุวรรณรัตน์” และ “ณรงค์ รักร้อย” ว่าที่ กกต. ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมวุฒิสภา เข้ามาแทน “อิทธิพร” และ “สันทัด”
ขั้นตอนจากนี้ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง 2561 มาตรา 12 ระบุว่า เมื่อมีผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาแล้ว หากเป็นกรณีที่ประธานกรรมการพ้นจากตำแหน่งด้วย ให้ผู้ได้รับความเห็นชอบประชุมร่วมกับกรรมการซึ่งยังไม่พ้นจากตำแหน่ง ถ้ามี เพื่อเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานกรรมการแล้วแจ้งผลให้ประธานวุฒิสภาทราบ ในกรณีที่ผู้ซึ่งวุฒิสภาให้ความเห็นชอบยังได้ไม่ครบจำนวนที่ต้องสรรหาหรือคัดเลือก แต่เมื่อรวมกับกรรมการซึ่งยังดำรงตำแหน่งอยู่ ถ้ามีจำนวนถึงห้าคน ก็ให้ดำเนินการประชุมเพื่อเลือกประธานกรรมการได้
กล่าวคือ กกต. 5 คน ที่ยังไม่พ้นจากตำแหน่ง ประกอบด้วย นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ, นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ, นายชาย นครชัย, นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ และนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ต้องประชุมร่วมกับ 2 กกต.ใหม่ คือ “อนันต์ สุวรรณรัตน์” และ “ณรงค์ รักร้อย” เพื่อเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธาน กกต. แทน “อิทธิพร” ที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากครบวาระ
48 ชั่วโมง ก่อนประชุม กกต.เพื่อโหวตเลือกประธาน กกต.คนใหม่ จึงมีข่าวฝุ่นตลบทั่วสำนักงาน กกต. ว่าใครจะมานั่งเก้าอี้ประมุข กกต.
ก่อนหน้านี้มีข่าวว่า “สิทธิโชติ อินทรวิเศษ” กกต. ได้เสนอตัวดำรงตำแหน่งประธาน ซึ่งตามประวัติ เคยดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา
แต่ในช่วงโค้งสุดท้าย มีชื่อ 2 ณรงค์ เข้ามาเป็นคู่ต่อสู้
หนึ่ง ณรงค์ กลั่นวารินทร์ เคยดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลภาค 2 อธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลาง เป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา
สอง ณรงค์ รักร้อย กกต.ใหม่ ที่ปรากฏข่าวว่าสนใจที่จะดำรงตำแหน่งนี้ ก็ได้รับสนับสนุนจากภายนอก โดยเฉพาะจากทาง สว.สีน้ำเงิน เป็นข้าราชการสายปกครอง เคยนั่งเก้าอี้ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี
สุดท้าย ต้องมีตัวหนึ่งเป็นตัวจริง อีกตัวหนึ่งเป็นตัวหลอก
รับโจทย์ร้อนคดี ฮั้ว สว.
อย่างไรก็ตาม คนที่จะมานั่งเก้าอี้ประธาน กกต.คนใหม่ ต้องแบก “โจทย์ร้อน” ถึง 3 เรื่อง
หนึ่ง ฮั้ว สว.ที่มี กลุ่มการเมือง “สีน้ำเงิน” ทั้งแกนนำพรรคภูมิใจไทย บ้านใหญ่ชิดชอบ จนถึง สว. ถูก กกต.แจ้งข้อกล่าวหานับร้อยคน โดยก่อนหน้านี้มีการตั้ง คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ขึ้นมาไต่สวน โดยมีบุคลากรจากดีเอสไอมาร่วมด้วย ซึ่งสถานะของเรื่องล่าสุดได้อยู่ในมือของรองเลขาธิการ กกต. และตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีกคณะหนึ่ง
ปัจจุบันได้สรุปผลการไต่สวนเสร็จแล้ว และได้ชงเรื่องไปยังคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 อยู่ระหว่างการพิจารณาสำนวนและจัดทำความเห็น เพื่อเสนอต่อที่ประชุม กกต.วินิจฉัยต่อไป ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาถึงต้นปี 2569
แต่ระหว่างทางปรากฏว่า มีการปูดข้อมูลมีพนักงานของ กกต. มีพฤติการณ์รับโอนเงิน ช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายน พ.ศ. 2567 ที่เชื่อมโยงกับการเรียกรับผลประโยชน์เกี่ยวกับคดีฮั้ว สว.
กกต. ขอชี้แจงข้อเท็จจริงว่า พฤติการณ์รับโอนเงินเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2567 ส่วนคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ซึ่งถูกแต่งตั้งมาปฏิบัติหน้าที่ในการเลือก สว. ตามที่ถูกอ้างถึงในข่าว ได้รับการแต่งตั้งให้เริ่มปฏิบัติหน้าที่เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2568 จึงไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวตามที่ถูกเผยแพร่
“เมื่อสำนักงาน กกต. ทราบเรื่องพฤติการณ์ที่พาดพิงถึงพนักงานรายดังกล่าว ได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยทันที โดยมีคำสั่งให้ออกจากงานไว้ก่อนในระหว่างการดำเนินการ เพื่อความโปร่งใสและป้องกันมิให้เกิดผลกระทบต่อกระบวนการตรวจสอบ พร้อมทั้งได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ และแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนดำเนินการทางวินัย ซึ่งการดำเนินการทั้งหมดนี้ได้เริ่มขึ้นก่อนมีการเผยแพร่ข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์แล้ว สำนักงาน กกต.ขอยืนยันว่า ให้ความสำคัญสูงสุดต่อความโปร่งใส ความสุจริต และความถูกต้องในการปฏิบัติหน้าที่ทุกขั้นตอน และพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนต่อไป” คำชี้แจง กกต.ระบุ
ในทางคู่ขนานของคดีฮั้ว สว. คือการสอบสวนเรื่องพฤติกรรม อั้งยี่ ซ่องโจร และความผิดฟอกเงิน ซึ่งรับผิดชอบโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ แต่สถานะล่าสุด บุคคลที่ ดีเอสไอ แปะป้ายว่าเป็น “พยานปากเอก” ได้กลับคำให้การว่าการให้ปากคำที่ระบุว่าตนเองกับ สส.พรรคภูมิใจไทย รวมถึงแกนนำพรรคเกี่ยวข้องนั้น ว่าสิ่งที่พูดไปมาจากการถูกข่มขู่ จึงกลับคำให้การ
ขณะที่อีก 2 ภารกิจ ทำหน้าที่การจัดการเลือกตั้ง ในฐานะที่เป็น “กรรมการ” มีหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญ คือ ควบคุมการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม ในยามที่สังคมทั้งสังคมมองไปยังการเมือง ว่ามีสารพัด “ทุน” เข้ามาเกี่ยวข้อง
และภารกิจที่ 3 กกต. ในฐานะจัดประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งที่จะมีทั้งเรื่องรัฐธรรมนูญ และ MOU 43-44 โดย กกต.มีหน้าที่จัดเวทีให้ข้อมูล-ความรู้กับประชาชน
ทั้ง 3 ภารกิจ ในยุคที่ผลัดใบเปลี่ยนเก้าอี้ประธาน กกต. บนเสียงครหาว่า มีสีน้ำเงินเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ เมื่อการบริหารสถานการณ์ใน กกต.-บริหารคดีฮั้ว สว.-บริหารจัดการเลือกตั้งอาจเป็นคนละเรื่องเดียวกัน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : โจทย์ร้อน รับประมุข กกต.ใหม่ คดีน้ำเงิน ฮั้ว สว.-เลือกตั้ง ควบประชามติ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net