โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

VPN จำเป็นไหม ในยุคที่ข้อมูลรั่วไหลได้ง่ายขึ้น ?

BT Beartai

อัพเดต 19 พ.ย. 2568 เวลา 04.31 น. • เผยแพร่ 19 พ.ย. 2568 เวลา 04.31 น.
VPN จำเป็นไหม ในยุคที่ข้อมูลรั่วไหลได้ง่ายขึ้น ?

เคยได้ยินไหมว่า ถ้าอยากล่องหนบนอินเทอร์เน็ต ไม่มีใครรู้ตัวตน หรืออยากเข้าถึงเว็บไซต์หรือเนื้อหาที่มีการปิดกั้นต้องไปมุด VPN ? อาจจะเกริ่นเหมือนการ ‘มุด’ VPN เป็นเรื่องที่เป็นความลับหรืออาจจะดูเทา ๆ ไปหน่อย แต่การใช้ VPN ในความเป็นจริงไม่ใช่แค่ใช้ซ่อนตัวตนอย่างเดียวนะ เพราะมันยังถูกใช้ในการช่วยเพิ่มความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ เพราะมันสามารถป้องกันข้อมูลรั่วไหลได้ด้วย

บทความนี้จะพามาทำความเข้าใจขั้นตอนการทำงานของ VPN ตั้งแต่ต้น พร้อมตอบคำถามว่าในยุคที่ข้อมูลรั่วไหลได้ง่ายขึ้นแบบนี้ VPN ยังจำเป็นอยู่ไหม

ความปลอดภัยระดับ VPN มันแน่นขนาดไหนนะ ?

ทุกครั้งที่เราทำอะไรบนโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น การเข้าเว็บไซต์ แชตคุยกับเพื่อน ไถดูฟีดโซเชียลมีเดีย เบื้องหลังจะมี ‘การส่งข้อมูล’ จากอุปกรณ์ของเราไปยังปลายทางที่เป็นเซิร์ฟเวอร์อยู่เสมอแม้ข้อมูลส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะถูกเข้ารหัส (Encrypt) ทำให้คนอื่นมองไม่เห็นเนื้อหาภายใน แต่มันก็ยังมีข้อมูลบางประเภทที่เกี่ยวข้องกับตัวตนของผู้ใช้งาน เช่น ที่อยู่ไอพี (IP Address) ประเภทอุปกรณ์ เวลาที่ทำการเชื่อมต่อ หรือปลายทางที่ติดต่อ ยังคงสามารถถูกมองเห็นได้ หลายคนจึงมองหา VPN มาใช้งานเพื่อความเป็นส่วนตัวและในระดับองค์กรที่ต้องการความปลอดภัยที่สูงขึ้น

VPN หรือ Virtual Private Network คือเครือข่ายส่วนตัวเสมือนที่มีความปลอดภัยค่อนข้างสูง เพราะมีการปกปิด IP Address (เหมือนกับที่เลขที่บ้านบนโลกออนไลน์) ที่แท้จริงของผู้ใช้แล้วเปลี่ยนไปใช้ IP Address ของเซิร์ฟเวอร์ที่ตั้งอยู่ตามประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

ข้อดีของ VPN คือช่วยปกปิดตัวตนของเราได้ และทำให้เราสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่มีการปิดกั้นหรือคอนเทนต์ที่จำกัดประเทศที่สามารถเข้าถึงได้ ยกตัวอย่าง ถ้าเราไปเที่ยวประเทศจีน เราจะใช้ Line, Facebook, YouTube ฯลฯ ไม่ได้ เพราะมีการปิดกั้น แต่พอเราใช้ VPN มันก็เป็นเหมือน ‘การต่อท่อ’ ตรงออกมาอยู่นอกประเทศ เพื่อใช้บริการโซเชียลต่าง ๆ ที่ถูกปิดกั้นได้

นอกจากการเข้าถึงเว็บไซต์แล้ว หลาย ๆ บริษัทระดับโลกยังบังคับให้พนักงานที่ต้องทำงานนอกสถานที่ใช้ VPN เชื่อมต่อกลับเข้ามายังระบบภายใน เสมือนว่าต่อท่อตรงเพื่อมุดกลับเข้ามาทำงานในออฟฟิศ สำหรับป้องกันการโดนแฮกและโดนดักจับข้อมูล
ถ้าถามว่าความปลอดภัยของ VPN มันแน่นหนาขนาดไหน ก็ตอบได้ว่ามาก เพราะขนาดบริษัทเทคระดับโลกยังให้พนักงงานทุกคนใช้ ทีนี้เรามาดูขั้นตอนการทำงานของ VPN นี้กันดีกว่า

  • Tunnelingการสร้างอุโมงค์ส่วนตัว

เวลาที่เราจะมุดหรือใช้ VPN มันจะต้องผ่านการสร้างอุโมงค์เสมือนก่อน ซึ่งอุโมงค์อันนี้จะถูกเข้ารหัส เหมือนเป็นการต่อสาย LAN ข้ามฟ้าจากอุปกรณ์ของเราไปที่เครือข่ายปลายทางโดยตรง แม้จะอยู่คนละมุมโลก

  • Encryption & Authenticationการเข้ารหัสยืนยันตัวตน

  • Authentication (ยืนยันตัวตน) : ก่อนที่คุณจะเข้าอุโมงค์ได้ ตัว VPN Server จะทำการตรวจสอบยืนยันตัวตนของคุณก่อน โดยใช้ User/Password และยืนยันอีกชั้นด้วย MFA (Multi-factor authentication) หรือ Hardware Key เพื่อทำให้มั่นใจได้ว่ามีแค่คนที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นที่เข้าถึงได้

  • Encryption (การเข้ารหัส) : ข้อมูลทุกอย่างที่วิ่งผ่านอุโมงค์นี้จะถูกเข้ารหัสด้วยมาตรฐานต่าง ๆ (เช่น AES) ทำให้ต่อให้มีใครมาดักจับข้อมูลระหว่างทางก็จะเห็นเป็นแค่ชุดตัวอักษรที่อ่านไม่รู้เรื่อง (Plain Text)

  • ตัวอย่างของการไม่เข้ารหัส
    – ต้นทางส่งคำว่า : ‘Hello’
    – ปลายทางรับ : ‘Hello’
    ถ้าโดนดักจับข้อมูลจะรู้เลยว่าหมายถึงอะไร เพราะมันไม่มีตัวกลางมาดัดแปลงข้อมูล
    ตัวอย่างการเข้ารหัส
    – ต้นทางส่งคำว่า Hello
    – การเข้ารหัสจะเปลี่ยนคำว่า Hello > PIQ6zOKWCXSL03zta_so7JoBuy
    – ปลายทางได้รับ : PIQ6zOKWCXSL03zta_so7JoBuy
    – ต้องใช้คีย์ถอดรหัสจาก PIQ6zOKWCXSL03zta_so7JoBuy ออกมาเป็น Hello
    ถ้าโดนดักจับกลางทางก็จะไม่รู้ว่ามันหมายถึงอะไร และยากต่อการแกะมาก ๆ

สรุปว่ามี VPN ในยุคนี้ยังเวิร์กอยู่ไหม ?

‘ตอบสั้น ๆ ว่ามีไว้ก็ดี แต่ก็ต้องเลือกให้ดีด้วยเหมือนกัน’

ไม่เปิดเผยตัวตน มีความปลอดภัย และเข้าถึงเนื้อหาที่ถูกปิดกั้นได้ นี่คือ 3 ปัจจัยหลักที่หลาย ๆ คนใช้ VPN กับกิจกรรมบนโลกออนไลน์ ตั้งแต่การเข้ารหัสที่ทำให้ข้อมูลปลอดภัยจากการโดนแอบเปิดอ่าน การปกปิดตัวตนด้วย IP Address อื่นที่ทำให้เราสามารถมุดไปยังที่ต่าง ๆ เพื่อเข้าถึงเนื้อหาที่โดนปิดกั้น และยังทำให้ยากต่อการติดตามสืบตัวตนบนโลกออนไลน์
แต่ในขณะเดียวกัน การใช้ VPN ก็มาพร้อมกับข้อจำกัดที่ต้องระวัง เช่น ประสิทธิภาพการใช้งานที่มักจะทำให้ความเร็วอินเทอร์เน็ตลดลง เพราะต้องใช้เส้นทางที่ซับซ้อนกว่าจะไปถึงปลายทาง ต่างจากการใช้งานปกติที่พุ่งตรงไปยังปลายทางได้ทันที และยังมีการกระบวนการเข้ารหัสและถอดรหัสที่ทำให้การแสดงผลช้าลง นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายหากต้องการใช้บริการ VPN ที่น่าเชื่อถือ เพราะหากเลือกใช้บริการที่ไม่ปลอดภัย ก็จะยังคงมีความเสี่ยงถูกติดตามได้หากล็อกอินด้วยบัญชีจริง หรือหากเลือกผู้ให้บริการที่ไม่น่าเชื่อถือและมีการเก็บ Log การใช้งานไว้ด้วย กรณีนี้อาจเสี่ยงโดนเอาข้อมูลส่วนตัวไปขายได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...