‘อนุทิน’ สั่งเคลียร์ พ.ร.บ.เหล้า ธุรกิจรวมตัวจี้ยกเลิก หวั่นทุบ ศก. 6 แสนล้าน
อัพเดตล่าสุด 12 พ.ย. 2568 เวลา 08.32 น.
“อนุทิน” สั่ง สธ.-กระทรวงการท่องเที่ยวฯเคลียร์ปม พ.ร.บ.เหล้า เร่งทำความเข้าใจประชาชน และต้องสรุปภายใน 4 ธ.ค.นี้ หลังเกิดเสียงค้านหนัก เอกชนเผยกระทบภาพรวมเศรษฐกิจและท่องเที่ยวที่มีมูลค่ากว่า 6 แสนล้านบาท ชี้กฎหมายไม่สอดรับกับบริบทตลาด และพฤติกรรมต่างชาติในไทย เตรียมตบเท้าเข้าหารือนายกฯภายในสัปดาห์นี้ สมาคมภัตตาคารไทยวอนมหาดไทย-ตำรวจเว้นจับปรับในช่วงแรก สมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จี้รัฐบาลพิจารณาทบทวน
นายกฯเรียกถก พ.ร.บ.เหล้า
จากกรณีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการปรับปรุงจากกฎหมายปี 2551 โดยสาระสำคัญของกฎหมายฉบับใหม่ คือ ห้ามผู้ใดบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่หรือบริเวณที่จัดบริการเพื่อให้มีการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาห้ามขาย (ช่วงเวลา 00.00 น.-11.00 น. และช่วง 14.00-17.00 น.) โดยผู้ฝ่าฝืนมีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 10,000 บาท (ทั้งผู้ขาย-ผู้บริโภค)
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สอบถามความชัดเจนถึง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งมีข้อร้องเรียนจากประชาชนถึงการบังคับใช้ จึงสั่งการให้กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เร่งชี้แจงสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน ผู้ประกอบการ นักท่องเที่ยว เกี่ยวกับข้อห้ามและสิ่งที่สามารถดำเนินการได้ตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว เพื่อให้เกิดความชัดเจนและปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง และกำชับให้ประชาสัมพันธ์อย่างเร่งด่วน
สรุปให้ชัดภายใน 4 ธ.ค.นี้
สำหรับเนื้อหาสาระของ พ.ร.บ.ไม่ได้ระบุกำหนดช่วงเวลาที่ห้ามจำหน่ายสุรา แต่มีการประกาศให้ในหนังสือแนบท้ายจากประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงนามเมื่อวันที่ 3 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยกำหนดห้ามมิให้ผู้ใดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาอื่นนอกจากเวลา 11.00 น. ถึง 14.00 น. และตั้งแต่เวลา 17.00 น. ถึง 24.00 น. ยกเว้น ขายในกรณีดังต่อไปนี้ คือการขายในอาคารที่ให้บริการกับผู้โดยสารในสนามบินที่ให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศ, ขายในสถานบริการตามที่กำหนดเวลาเปิดปิดของสถานบริการ, ขายในโรงแรม
จากประกาศสำนักนายกฯฉบับดังกล่าวจะส่งผลให้ร้านอาหารไม่สามารถจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ หรือนั่งดื่มในเวลานอกเหนือจากที่กำหนดคือ 14.00-17.00 น. และเวลา 00.00-11.00 น.
นายสิริพงศ์กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวอาจเกิดความสับสนกับทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไม่คุ้นชินกับกฎระเบียบ ซึ่งคณะกรรมการจะเร่งแก้ปัญหาโดยเร็วและคาดว่าจะนัดประชุมได้ในวันที่ 13 พ.ย.นี้ และจะมีแนวทางที่ชัดเจนถึงทางออกของเรื่องดังกล่าวภายในวันที่ 4 ธ.ค.นี้
กระทบ ศก. 6 แสนล้านต่อปี
แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและร้านอาหารเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กฎหมายดังกล่าวส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจและภาคการท่องเที่ยวโดยตรง เนื่องจากอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และธุรกิจต่อเนื่อง อาทิ ร้านอาหาร โรงแรม การท่องเที่ยว ฯลฯ ถือเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ประเมินว่ามีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึงเกือบ 6 แสนล้านบาทต่อปี และเชื่อมโยงกับสถานประกอบการกว่า 312,000 แห่งทั่วประเทศ
“กฎหมายนี้ไม่สอดรับกับบริบทของตลาดในปัจจุบันและเป็นปัจจัยลบซ้ำเติมภาคการท่องเที่ยวอีกครั้ง เพราะแค่บังคับใช้ไม่กี่วันบางประเทศเริ่มออกประกาศให้คนของตัวเองระมัดระวังในการเดินทางเข้ามาเที่ยวประเทศไทยแล้ว เช่น ออสเตรเลีย เป็นต้น ซึ่งหากต่างประเทศเป็นกังวลแล้วประกาศเตือนในแบบเดียวกัน เชื่อว่าจะมีผลต่อการตัดสินใจมาเที่ยวประเทศไทยของนักท่องเที่ยวต่างประเทศในระยะต่อไปแน่นอน”
ธุรกิจท่องเที่ยวรุมค้าน
นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมโฮสเทล ประเทศไทย กล่าวว่า กฎหมายใหม่นี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมแน่นอน เพราะประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยว และคาดว่าหลังจากที่ประเทศออสเตรเลียออกมาประกาศเตือนผู้ที่จะมาเที่ยวประเทศไทยให้ระวังเป็นประเทศแรกแล้ว ประเทศอื่น ๆ จะประกาศเตือนตามมาเช่นกัน
เช่นเดียวกับ ดร.อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) หรือแอตต้า กล่าวว่า มาตรการนี้ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวของประเทศแน่นอนในระยะเริ่มแรกนี้ เนื่องจากยังไม่มีการสื่อสารที่ถูกต้องออกไป ส่วนจะกระทบยาวหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลและภาคการท่องเที่ยวของไทย จะสร้างความเข้าใจกับชาวต่างประเทศได้เร็วแค่ไหน ที่สำคัญ มองว่าระเบียบข้อบังคับดังกล่าวนี้ในทางปฏิบัตินั้นเป็นไปได้ยาก
“ข้อกำหนดในเรื่องการจำกัดเวลาขายนั้น ในต่างประเทศเขาก็ไม่ทำกัน โดยเฉพาะกลุ่มยุโรปหรือตลาดฝั่งตะวันตก ซึ่งเป็นกลุ่มที่นิยมการกินดื่ม ไลฟ์สไตล์ของเขาคือดื่มเบียร์แทนน้ำ พอมาเจอข้อบังคับของเราที่กำหนดให้ขายและดื่มเป็นเวลาแบบนี้ ย่อมมีผลต่อการตัดสินใจเดินทางมาเที่ยวแน่ ๆ และสุดท้ายก็จะกลายเป็นปัญหาแบบเทา ๆ เกิดขึ้นอีก”
เตรียมเข้าพบ “อนุทิน” เคลียร์กฎ
นายสง่า เรืองวัฒนกุล นายกสมาคมผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสาร กล่าวว่า พระราชบัญญัติดังกล่าวนี้จะกลายเป็นอุปสรรคต่อภาคธุรกิจการท่องเที่ยว และส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของท่องเที่ยวทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวยุโรปซึ่งเป็นกลุ่มที่มีพฤติกรรมชอบดื่ม
ขณะนี้ผู้ประกอบการภาคบริการที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ กำลังสับสนกับพระราชบัญญัติดังกล่าว ทำให้สมาคมต่าง ๆ อาทิ สมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย สมาคมโรงแรมไทย ชมรมร้านอาหารกลางคืน ผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสาร รวมถึงตัวแทนจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องเตรียมนัดประชุมหารือ พร้อมทั้งรวบรวมปัญหาและข้อเสนอแนะ และมีแผนทำเป็นหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องภายในสัปดาห์นี้
ระดมทุกสมาคมแสดงพลัง
“เราจะนัดเพื่อขอเข้าพบ อธิบาย และรับฟังนโยบายของรัฐบาล เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้รับข้อมูลว่า รัฐบาลของนายกฯอนุทินมีนโยบายที่จะปลดล็อกโซนนิ่งและเวลาการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งให้สถานบริการเปิดได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของตลาดที่เปลี่ยนไปและความต้องการของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และได้สั่งให้ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษารายละเอียดเพื่อดำเนินการแล้ว”
แหล่งข่าวจากกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจถนนข้าวสารรายหนึ่งกล่าวเสริมว่า เพื่อให้เกิดพลังของกลุ่มผู้ประกอบการมากขึ้น ขณะนี้ทางสมาคมผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสารได้ทยอยประสานพูดคุยกับสมาคมต่าง ๆ ได้รับผลกระทบแล้ว รวมถึงสมาคมภัตตาคารไทยด้วย เพื่อเข้าพบและยื่นหนังสือต่อนายอนุทิน หรือตัวแทนรัฐบาลในวาระต่อไป
ร้านอาหารทั่วไปกระทบหนัก
นางสาวฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า พ.ร.บ.ดังกล่าวสร้างความน่ากลัว และเป็นข้อกังวลใจให้กับผู้ประกอบการและประชาชนอย่างมาก เนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยเฉพาะประเด็น บทลงโทษที่มีโทษปรับสูงถึง 10,000 บาท และมีผลบังคับใช้ทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ ซึ่งอาจสร้างปัญหาให้ผู้บริโภคที่ไม่รู้ เช่น ลูกค้าที่มารับประทานอาหารเที่ยงและอาจติดลมดื่มเลยไปถึง 14.00 น. หากเกิดการชี้เป้าก็อาจนำไปสู่การจับกุมได้
สำหรับภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ ร้านอาหารทั่วไปที่ไม่ได้มีใบอนุญาตเป็นสถานบริการ โดยเฉพาะร้านอาหารประเภทข้าวต้มรอบดึกที่เปิดให้บริการหลัง 23.00 น. ซึ่งตามปกติใบอนุญาตจำหน่ายสุราของร้านอาหารทั่วไปจะสิ้นสุดที่เวลานั้น ต่างจากสถานบันเทิงที่มีกฎหมายเฉพาะรองรับ นอกจากนี้ ยังรวมถึงร้านอาหารที่เจ้าของไม่ทราบข้อกฎหมายใหม่นี้อย่างชัดเจน
วอนตำรวจเว้นจับ-ปรับในช่วงแรก
ทางสมาคมสื่อสารกับทางโฆษกรัฐบาล (สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ) มาโดยตลอด ซึ่งได้รับแจ้งตั้งแต่ 1 เดือนก่อนแล้วว่า นายกรัฐมนตรีรับทราบปัญหาความเดือดร้อนนี้ และกำลังจะดำเนินการแก้ไข ทำให้ทางสมาคมไม่ได้คาดคิดว่าจะมีการบังคับใช้กฎหมายนี้อย่างจริงจัง ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568
นางสาวฐนิวรรณกล่าวด้วยว่า ในช่วงสุญญากาศนี้ได้ขอความร่วมมือไปยังกระทรวงมหาดไทย และเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยขอให้ชะลอการบังคับใช้กฎหมายและการจับกุมในสัปดาห์นี้ออกไปก่อน เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่รับทราบ และเพื่อป้องกันความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้น โดยสมาคมหวังว่ารัฐบาลจะเร่งแก้ไขปัญหานี้ให้ทันท่วงทีก่อนเข้าสู่ช่วงเทศกาลปีใหม่
เรียกร้องรัฐบาลพิจารณาทบทวน
นายกวี สระกวี นายกสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย (TABBA) กล่าวว่า เรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนข้อกำหนดในการห้ามขายและห้ามบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00-17.00 น. ภายใต้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 นี้
“แม้กฎหมายใหม่จะมีข้อดีในการยกระดับการป้องกันเยาวชนและเมาแล้วขับ ซึ่งภาคธุรกิจพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่ข้อกำหนดในเรื่องการคงข้อห้ามขายในช่วง 14.00-17.00 น.ไว้ และยังเพิ่ม มาตรา 32 (ใหม่) ที่ระบุ ห้ามบริโภค ในสถานที่ขายในช่วงเวลาห้ามขายดังกล่าวด้วย อาจสร้างความท้าทายต่อนโยบายกระตุ้นการใช้จ่ายและส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล โดยเฉพาะการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘อนุทิน’ สั่งเคลียร์ พ.ร.บ.เหล้า ธุรกิจรวมตัวจี้ยกเลิก หวั่นทุบ ศก. 6 แสนล้าน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net