โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘อนุทิน’ สั่งเคลียร์ พ.ร.บ.เหล้า ธุรกิจรวมตัวจี้ยกเลิก หวั่นทุบ ศก. 6 แสนล้าน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 12 พ.ย. 2568 เวลา 06.44 น. • เผยแพร่ 12 พ.ย. 2568 เวลา 01.32 น.

อัพเดตล่าสุด 12 พ.ย. 2568 เวลา 08.32 น.

“อนุทิน” สั่ง สธ.-กระทรวงการท่องเที่ยวฯเคลียร์ปม พ.ร.บ.เหล้า เร่งทำความเข้าใจประชาชน และต้องสรุปภายใน 4 ธ.ค.นี้ หลังเกิดเสียงค้านหนัก เอกชนเผยกระทบภาพรวมเศรษฐกิจและท่องเที่ยวที่มีมูลค่ากว่า 6 แสนล้านบาท ชี้กฎหมายไม่สอดรับกับบริบทตลาด และพฤติกรรมต่างชาติในไทย เตรียมตบเท้าเข้าหารือนายกฯภายในสัปดาห์นี้ สมาคมภัตตาคารไทยวอนมหาดไทย-ตำรวจเว้นจับปรับในช่วงแรก สมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จี้รัฐบาลพิจารณาทบทวน

นายกฯเรียกถก พ.ร.บ.เหล้า

จากกรณีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการปรับปรุงจากกฎหมายปี 2551 โดยสาระสำคัญของกฎหมายฉบับใหม่ คือ ห้ามผู้ใดบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่หรือบริเวณที่จัดบริการเพื่อให้มีการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาห้ามขาย (ช่วงเวลา 00.00 น.-11.00 น. และช่วง 14.00-17.00 น.) โดยผู้ฝ่าฝืนมีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 10,000 บาท (ทั้งผู้ขาย-ผู้บริโภค)

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สอบถามความชัดเจนถึง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งมีข้อร้องเรียนจากประชาชนถึงการบังคับใช้ จึงสั่งการให้กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เร่งชี้แจงสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน ผู้ประกอบการ นักท่องเที่ยว เกี่ยวกับข้อห้ามและสิ่งที่สามารถดำเนินการได้ตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว เพื่อให้เกิดความชัดเจนและปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง และกำชับให้ประชาสัมพันธ์อย่างเร่งด่วน

สรุปให้ชัดภายใน 4 ธ.ค.นี้

สำหรับเนื้อหาสาระของ พ.ร.บ.ไม่ได้ระบุกำหนดช่วงเวลาที่ห้ามจำหน่ายสุรา แต่มีการประกาศให้ในหนังสือแนบท้ายจากประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงนามเมื่อวันที่ 3 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยกำหนดห้ามมิให้ผู้ใดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาอื่นนอกจากเวลา 11.00 น. ถึง 14.00 น. และตั้งแต่เวลา 17.00 น. ถึง 24.00 น. ยกเว้น ขายในกรณีดังต่อไปนี้ คือการขายในอาคารที่ให้บริการกับผู้โดยสารในสนามบินที่ให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศ, ขายในสถานบริการตามที่กำหนดเวลาเปิดปิดของสถานบริการ, ขายในโรงแรม

จากประกาศสำนักนายกฯฉบับดังกล่าวจะส่งผลให้ร้านอาหารไม่สามารถจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ หรือนั่งดื่มในเวลานอกเหนือจากที่กำหนดคือ 14.00-17.00 น. และเวลา 00.00-11.00 น.

นายสิริพงศ์กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวอาจเกิดความสับสนกับทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไม่คุ้นชินกับกฎระเบียบ ซึ่งคณะกรรมการจะเร่งแก้ปัญหาโดยเร็วและคาดว่าจะนัดประชุมได้ในวันที่ 13 พ.ย.นี้ และจะมีแนวทางที่ชัดเจนถึงทางออกของเรื่องดังกล่าวภายในวันที่ 4 ธ.ค.นี้

กระทบ ศก. 6 แสนล้านต่อปี

แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและร้านอาหารเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กฎหมายดังกล่าวส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจและภาคการท่องเที่ยวโดยตรง เนื่องจากอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และธุรกิจต่อเนื่อง อาทิ ร้านอาหาร โรงแรม การท่องเที่ยว ฯลฯ ถือเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ประเมินว่ามีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึงเกือบ 6 แสนล้านบาทต่อปี และเชื่อมโยงกับสถานประกอบการกว่า 312,000 แห่งทั่วประเทศ

“กฎหมายนี้ไม่สอดรับกับบริบทของตลาดในปัจจุบันและเป็นปัจจัยลบซ้ำเติมภาคการท่องเที่ยวอีกครั้ง เพราะแค่บังคับใช้ไม่กี่วันบางประเทศเริ่มออกประกาศให้คนของตัวเองระมัดระวังในการเดินทางเข้ามาเที่ยวประเทศไทยแล้ว เช่น ออสเตรเลีย เป็นต้น ซึ่งหากต่างประเทศเป็นกังวลแล้วประกาศเตือนในแบบเดียวกัน เชื่อว่าจะมีผลต่อการตัดสินใจมาเที่ยวประเทศไทยของนักท่องเที่ยวต่างประเทศในระยะต่อไปแน่นอน”

ธุรกิจท่องเที่ยวรุมค้าน

นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมโฮสเทล ประเทศไทย กล่าวว่า กฎหมายใหม่นี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมแน่นอน เพราะประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยว และคาดว่าหลังจากที่ประเทศออสเตรเลียออกมาประกาศเตือนผู้ที่จะมาเที่ยวประเทศไทยให้ระวังเป็นประเทศแรกแล้ว ประเทศอื่น ๆ จะประกาศเตือนตามมาเช่นกัน

เช่นเดียวกับ ดร.อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) หรือแอตต้า กล่าวว่า มาตรการนี้ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวของประเทศแน่นอนในระยะเริ่มแรกนี้ เนื่องจากยังไม่มีการสื่อสารที่ถูกต้องออกไป ส่วนจะกระทบยาวหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลและภาคการท่องเที่ยวของไทย จะสร้างความเข้าใจกับชาวต่างประเทศได้เร็วแค่ไหน ที่สำคัญ มองว่าระเบียบข้อบังคับดังกล่าวนี้ในทางปฏิบัตินั้นเป็นไปได้ยาก

“ข้อกำหนดในเรื่องการจำกัดเวลาขายนั้น ในต่างประเทศเขาก็ไม่ทำกัน โดยเฉพาะกลุ่มยุโรปหรือตลาดฝั่งตะวันตก ซึ่งเป็นกลุ่มที่นิยมการกินดื่ม ไลฟ์สไตล์ของเขาคือดื่มเบียร์แทนน้ำ พอมาเจอข้อบังคับของเราที่กำหนดให้ขายและดื่มเป็นเวลาแบบนี้ ย่อมมีผลต่อการตัดสินใจเดินทางมาเที่ยวแน่ ๆ และสุดท้ายก็จะกลายเป็นปัญหาแบบเทา ๆ เกิดขึ้นอีก”

เตรียมเข้าพบ “อนุทิน” เคลียร์กฎ

นายสง่า เรืองวัฒนกุล นายกสมาคมผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสาร กล่าวว่า พระราชบัญญัติดังกล่าวนี้จะกลายเป็นอุปสรรคต่อภาคธุรกิจการท่องเที่ยว และส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของท่องเที่ยวทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวยุโรปซึ่งเป็นกลุ่มที่มีพฤติกรรมชอบดื่ม

ขณะนี้ผู้ประกอบการภาคบริการที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ กำลังสับสนกับพระราชบัญญัติดังกล่าว ทำให้สมาคมต่าง ๆ อาทิ สมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย สมาคมโรงแรมไทย ชมรมร้านอาหารกลางคืน ผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสาร รวมถึงตัวแทนจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องเตรียมนัดประชุมหารือ พร้อมทั้งรวบรวมปัญหาและข้อเสนอแนะ และมีแผนทำเป็นหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องภายในสัปดาห์นี้

ระดมทุกสมาคมแสดงพลัง

“เราจะนัดเพื่อขอเข้าพบ อธิบาย และรับฟังนโยบายของรัฐบาล เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้รับข้อมูลว่า รัฐบาลของนายกฯอนุทินมีนโยบายที่จะปลดล็อกโซนนิ่งและเวลาการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งให้สถานบริการเปิดได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของตลาดที่เปลี่ยนไปและความต้องการของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และได้สั่งให้ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษารายละเอียดเพื่อดำเนินการแล้ว”

แหล่งข่าวจากกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจถนนข้าวสารรายหนึ่งกล่าวเสริมว่า เพื่อให้เกิดพลังของกลุ่มผู้ประกอบการมากขึ้น ขณะนี้ทางสมาคมผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสารได้ทยอยประสานพูดคุยกับสมาคมต่าง ๆ ได้รับผลกระทบแล้ว รวมถึงสมาคมภัตตาคารไทยด้วย เพื่อเข้าพบและยื่นหนังสือต่อนายอนุทิน หรือตัวแทนรัฐบาลในวาระต่อไป

ร้านอาหารทั่วไปกระทบหนัก

นางสาวฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า พ.ร.บ.ดังกล่าวสร้างความน่ากลัว และเป็นข้อกังวลใจให้กับผู้ประกอบการและประชาชนอย่างมาก เนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยเฉพาะประเด็น บทลงโทษที่มีโทษปรับสูงถึง 10,000 บาท และมีผลบังคับใช้ทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ ซึ่งอาจสร้างปัญหาให้ผู้บริโภคที่ไม่รู้ เช่น ลูกค้าที่มารับประทานอาหารเที่ยงและอาจติดลมดื่มเลยไปถึง 14.00 น. หากเกิดการชี้เป้าก็อาจนำไปสู่การจับกุมได้

สำหรับภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ ร้านอาหารทั่วไปที่ไม่ได้มีใบอนุญาตเป็นสถานบริการ โดยเฉพาะร้านอาหารประเภทข้าวต้มรอบดึกที่เปิดให้บริการหลัง 23.00 น. ซึ่งตามปกติใบอนุญาตจำหน่ายสุราของร้านอาหารทั่วไปจะสิ้นสุดที่เวลานั้น ต่างจากสถานบันเทิงที่มีกฎหมายเฉพาะรองรับ นอกจากนี้ ยังรวมถึงร้านอาหารที่เจ้าของไม่ทราบข้อกฎหมายใหม่นี้อย่างชัดเจน

วอนตำรวจเว้นจับ-ปรับในช่วงแรก

ทางสมาคมสื่อสารกับทางโฆษกรัฐบาล (สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ) มาโดยตลอด ซึ่งได้รับแจ้งตั้งแต่ 1 เดือนก่อนแล้วว่า นายกรัฐมนตรีรับทราบปัญหาความเดือดร้อนนี้ และกำลังจะดำเนินการแก้ไข ทำให้ทางสมาคมไม่ได้คาดคิดว่าจะมีการบังคับใช้กฎหมายนี้อย่างจริงจัง ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568

นางสาวฐนิวรรณกล่าวด้วยว่า ในช่วงสุญญากาศนี้ได้ขอความร่วมมือไปยังกระทรวงมหาดไทย และเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยขอให้ชะลอการบังคับใช้กฎหมายและการจับกุมในสัปดาห์นี้ออกไปก่อน เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่รับทราบ และเพื่อป้องกันความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้น โดยสมาคมหวังว่ารัฐบาลจะเร่งแก้ไขปัญหานี้ให้ทันท่วงทีก่อนเข้าสู่ช่วงเทศกาลปีใหม่

เรียกร้องรัฐบาลพิจารณาทบทวน

นายกวี สระกวี นายกสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย (TABBA) กล่าวว่า เรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนข้อกำหนดในการห้ามขายและห้ามบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00-17.00 น. ภายใต้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 นี้

“แม้กฎหมายใหม่จะมีข้อดีในการยกระดับการป้องกันเยาวชนและเมาแล้วขับ ซึ่งภาคธุรกิจพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่ข้อกำหนดในเรื่องการคงข้อห้ามขายในช่วง 14.00-17.00 น.ไว้ และยังเพิ่ม มาตรา 32 (ใหม่) ที่ระบุ ห้ามบริโภค ในสถานที่ขายในช่วงเวลาห้ามขายดังกล่าวด้วย อาจสร้างความท้าทายต่อนโยบายกระตุ้นการใช้จ่ายและส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล โดยเฉพาะการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘อนุทิน’ สั่งเคลียร์ พ.ร.บ.เหล้า ธุรกิจรวมตัวจี้ยกเลิก หวั่นทุบ ศก. 6 แสนล้าน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...