พวกเราถูกทิ้ง? หาดใหญ่กลายเป็นเมืองบาดาล ประชาชนหนีตาย รัฐช่วยช้า
หาดใหญ่กลายเป็นเมืองบาดาล! ประชาชนหนีตาย รัฐช่วยช้า คำถามใหญ่ยังค้าง ‘พวกเราถูกทิ้งหรือไม่?’
“หาดใหญ่” เป็นเมืองใหญ่ที่สำคัญและเป็นศูนย์กลางการค้าและการคมนาคมของภาคใต้ จนได้รับการขนานนามว่าเป็น "เมืองหลวงของภาคใต้" แต่ทุกอย่างก็สูญหายไปกับตา เปรียบเสมือนเมืองบาดาลที่จมอยู่ใต้น้ำนานกว่า 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายนเป็นต้นมา แหล่งน้ำจากทั่วทุกสารทิศไหลมารวมกันที่ตัวเมืองหาดใหญ่ ทั้งจากฝนที่ตกกระหน่ำลงมาติดต่อกันหลายวัน และน้ำที่ไหลมาจากเทือกเขาต่างๆ
ประชาชนจำนวนไม่น้อยต้องหนีตายกันจ้าละหวั่น เพราะน้ำค่อยค่อยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างตั้งตัวไม่ทัน และไม่มีทีท่าว่าจะลดลง ทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในบ้านชั้นเดียวต้องหนีออกจากพื้นที่ในช่วงรุ่งสาง ส่วนคนที่มีบ้านสองชั้นก็ต้องหนีตายขึ้นไปอยู่ชั้นสอง กว่าหน่วยงานรัฐจะเข้ามาช่วยเหลือชาวบ้านบางคนต้องไปอยู่บนหลังคาบ้านนอนรอว่าเมื่อไหร่จะมีใครเอาเรือมาช่วยอพยพออกจากพื้นที่ ขณะที่บางคนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ต้องนอนจมน้ำจนไร้ลมหายใจ กว่าจะเจออีกทีก็น้ำลดแล้ว และกว่า 100 ชีวิตที่ต้องสังเวยให้กับอุทกภัยใหญ่ในครั้งนี้
27 พฤศจิกายน เป็นวันแรกที่ระดับน้ำในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่เริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว ประชาชนเริ่มเข้าไปทำความสะอาดบ้านของตัวเอง ทุกอย่างเหมือนเริ่มจากศูนย์ใหม่ ทรัพย์สินพังเสียหายไปกับน้ำ ทั้งบ้านเรือน ยานพาหนะ เครื่องมือที่ใช้ในการประกอบอาชีพ
ม๊ะ ที่อาศัยอยู่ในถนนมุสลิม วงเวียนน้ำพุหาดใหญ่ เล่าว่า ตนเองเตรียมของไว้ตั้งแต่เย็นวันก่อนน้ำท่วมเพื่อจะนำไปขาย แต่ไม่ทันได้ขายน้ำท่วมเสียก่อน และมีระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยไร้วี่แววหน่วยงานรัฐเข้ามาช่วยเหลือ อีกทั้งบริเวณใกล้เคียงยังมีเด็กเล็กจำนวนมากรวมกว่า 70 ชีวิต จึงต้องปีนหลังคาพาเด็กเด็กไปอยู่ที่สมาคมมุสลิมหาดใหญ่ และนำวัตถุดิบเหล่านั้นมาประกอบอาหารให้ทั้ง 70 ชีวิตกิน เพื่อประทังชีวิตระหว่างรอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปช่วยเหลือ
ระยะเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง ระดับที่ท่วมมิดหลังคาบ้านหลายจุดลดลง จนเห็นเพียงพื้นผิวถนนที่เต็มไปด้วยโคลน บางจุดตามซอกซอยยังมีน้ำขังอยู่ นอกจากอาหาร น้ำดื่ม ประชาชนยังร้องขอของใช้จำเป็นสำหรับผู้หญิง อาทิ ผ้าอนามัย เนื่องจากร้านสะดวกซื้อในพื้นที่ก็ได้รับความเสียหายด้วยเช่นเดียวกัน
อีกหนึ่งสิ่งที่เห็นได้ชัดจากอุทกภัยในครั้ง น้ำใจของคนไทยที่ยังไม่ทิ้งกัน ยังคงคอยช่วยเหลือและเป็นกำลังใจให้กัน แม้จะอยู่ไกลสุดขอบชายแดน หรือจังหวัดใกล้เคียง แม้จะประสบปัญหาเดียวกัน แต่ยังส่งสิ่งของอุปโภค บริโภค หลั่งไหลมาในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ไม่ขาดสาย
นายสีหราช สรรพกุล นายก อบจ.ระนอง เป็นตัวแทนนำสิ่งของอุปโภค บริโภค พร้อมแม่ครัวมาประกอบอาหารที่ศูนย์อพยพโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ เพื่อแจกจ่ายให้ผู้อพยพที่ศูนย์ และปักหลักกางเต้นนอนที่ศูนย์ฯ เพื่อติดตามสถานการณ์และซัพพอร์ตเมื่อมีการร้องขอความช่วยเหลือ
ที่ผ่านมาหาดใหญ่เกิดปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่แล้วหลายครั้ง เช่น ปี พ.ศ. 2531, พ.ศ. 2543, พ.ศ. 2553 และล่าสุดน้ำท่วมหาดใหญ่ปี 2568 โดยคลอง ร.1 ที่เคยช่วยผันน้ำจากคลองอู่ตะเภาเพื่อระบายลงทะเลสาบสงขลา ก็ไม่สามารถระบายได้ทัน เนื่องจากพื้นที่ของหาดใหญ่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบต่ำ ลักษณะภูมิประเทศคล้ายแอ่งกระทะ ที่น้ำจากพื้นที่สูงรอบเมืองไหลมารวมกันได้ง่าย และต้องยอมรับว่ามีปริมาณฝนตกหนักที่สุดในรอบ 300 ปี
เหตุการณ์น้ำท่วมในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาในครั้งนี้ จัดเป็นบทเรียนให้กับรัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนรับมือสำหรับสถานการณ์เช่นนี้ ในภูมิภาคต่างๆทั่วประเทศด้วย และประชาชนเองก็ต้องวางแผนเพื่อรับมือสถานการณ์เช่นนี้ในปีต่อๆไป เพราะไม่รู้ว่าเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ในครั้งนี้ จะเป็นการแจ้งเตือนอะไรจากธรรมชาติหรือไม่ และไม่รู้ว่าในปีต่อไปหาดใหญ่จะกลายเป็นเมืองบาดาลแบบนี้อีกหรือเปล่า
หาดใหญ่ในวันนี้ เปรียบเสมือนภาพของวันสิ้นโลก เป็นภาพที่ประชาชนต้องจดจำ หลังต้องต่อสู้กับภัยพิบัติที่รุนแรงอย่างสาหัส และต้องต่อสู้กับความหิวโหย ต่างรอคอยความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐที่ดำเนินการล่าช้า และสุดท้ายแล้วรัฐบาลต้องตอบคำถามกับประชาชนให้ได้ว่าการจัดตั้งศูนย์อพยพเพียง 3 ศูนย์ในตอนแรกนั้นเพียงพอแล้วหรือไม่ การบริหารจัดการซ้ำซ้อนกันหรือเปล่า และสุดท้ายแล้วปัญหาที่ประชาชนคาใจคือ ช้าไปหรือไม่สำหรับการช่วยเหลือชีวิตประชาชน