ยุติข้อพิพาทเหมืองทองอัครา ‘ใคร’ ได้ประโยชน์กลางขุมทองหมื่นล้าน
ข้อพิพาทกรณีเหมืองทองอัครา ระหว่างรัฐบาลไทย กับ Kingsgate Consolidated Limited หลังจากที่บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ถูกคำสั่งที่ 72/2559 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ระงับการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำชาตรี ในปี 2560 ได้สิ้นสุดลงแล้ว เมื่อบริษัท Kingsgate ในฐานะผู้ถือหุ้นของ บริษัท อัคราฯ ได้แจ้งต่อคณะอนุญาโตตุลาการ ขอยุติข้อพิพาทที่มีต่อรัฐบาลไทย เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นับเป็นข้อพิพาทที่ยืดเยื้อยาวนานมากว่า 8 ปี ท่ามกลางความใจหายใจคว่ำที่ว่า หากคณะอนุญาโตตุลาการ อ่านคำตัดสินกรณีพิพาทนี้ “ใคร” จะเป็นฝ่ายชนะคดี และนำไปสู่การเรียกร้องค่าเสียหายที่คิดเป็นมูลค่าประมาณ 25,000 ล้านบาท
ข้อพิพาทดังกล่าวเริ่มต้นมาจาก Kingsgate ได้นำเรื่องเข้าสู่กระบวนการแก้ปัญหาข้อพิพาทกับรัฐบาลไทย ด้วยการยื่น Statement of Claim ต่ออนุญาโตตุลาการภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาลไทยที่เชื่อกันว่า มีมูลค่าประมาณ 25,000 ล้านบาท ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2560 โดยในระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา ทั้ง 2 ฝ่ายได้ขอเลื่อนการออกคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการมาหลายครั้ง เพื่อเปิดโอกาสให้คู่พิพาทได้ทำการเจรจาตกลงกัน ซึ่งเป็นกระบวนการเจรจาคู่ขนาน
มูลเหตุของการฟ้องร้องเริ่มมาจากคำสั่งที่ 72/2559 ของ คสช.ระงับการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำตั้งแต่ปี 2560 ในความเห็นของ Kingsgate การปิดเหมืองทองอัคราได้อาศัยข้อร้องเรียนในเรื่องของการเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน โดยขาดหลักฐานการพิสูจน์การปนเปื้อนของโลหะหนัก “ก่อ” ที่บริษัท อัคราฯจะเข้ามาทำเหมืองทองคำ และได้กลายเป็นข้อถกเถียงกันมาตลอดระหว่าง ผู้ประกอบการทำเหมือง กับชุมชนที่ตั้งอยู่โดยรอบบริเวณทำเหมือง และนำมาซึ่งการร้องเรียนไปยังหน่วยงานรัฐให้เข้ามาตรวจสอบ ไปจนกระทั่งถึงการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองในอดีต
ในขณะที่ประเทศไทยในช่วงนั้นได้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยรัฐบาลที่มาจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่งระงับการประกอบกิจการทำเหมืองทองคำทั่วประเทศ (รวมถึงเหมืองทองอัคราด้วย) ทำให้ประทานบัตรและใบอนุญาตต่าง ๆ ของบริษัท อัคราฯ ถูกระงับหลังวันที่ 1 มกราคม 2560 จนบริษัทไม่สามารถดำเนินการทำเหมืองแร่ทองคำต่อไปได้ มีผลทำให้บริษัทเกิดความเสียหายภายใต้ความตกลง TAFTA และนำไปสู่การตัดสินใจฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาลไทย
อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่กระบวนการอนุญาโตตุลาการกำลังดำเนินการอยู่ รัฐบาลไทยเริ่มมีความกังวลถึงความเป็นไปได้ที่ “ไทย” จะเป็นฝ่ายแพ้คดี อันเนื่องมาจาก 1 ในข้อต่อสู้ของฝ่ายไทยที่ว่า รัฐบาลไทยไม่เคยออกคำสั่งระงับหรือปิดกิจการทำเหมืองของบริษัท อัคราฯ เพียงแต่รัฐบาล โดยกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ยุติการอนุญาตอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ทองคำ ประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำ และคำขอต่ออายุประทานบัตร/โรงโลหกรรม ออกไปก่อน เพื่อรอผลการตรวจสอบ วิเคราะห์ และวินิจฉัยข้อเท็จจริงของปัญหาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน
พร้อมทั้งมาตรการและแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้เสร็จสิ้นเสียก่อน โดยมีข้อสังเกตว่า การตรวจสอบดังกล่าวเป็นการดำเนินการภายใต้ พ.ร.บ.แร่ ฉบับเก่า จนนำไปสู่กระบวนการเจรจาคู่ขนานระหว่างคู่กรณีในที่สุด
การดำเนินการเจรจาระหว่าง Kingsgate กับรัฐบาลไทย ระหว่างปี 2563-2564 ได้ดำเนินการมาถึงช่วงเวลาสำคัญ เมื่อกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) โดยคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติ ได้ให้ความเห็นชอบอนุญาต (ธันวาคม 2564) ให้มีการ “ต่ออายุประทานบัตร” ในการทำเหมืองแร่ทองคำของบริษัท อัคราฯ ออกไปอีก 10 ปี หรือตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2564 ถึงวันที่ 29 ธันวาคม 2574 ด้วยวิธีการทำเหมืองแร่แบบเปิด โดยประทานบัตรทั้ง 4 แปลง ได้แก่ ประทานบัตรที่ 25528/14714 พื้นที่ ต.ท้ายดง อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์ ประทานบัตรที่ 26910/15365 ประทานบัตรที่ 26911/15366 และประทานบัตรที่ 26912/15367 พื้นที่ ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร
การอนุญาต (ตุลาคม 2563) อาชญาบัตรพิเศษที่ 3/2563-46/2563 ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2563 ถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2568 เพื่อสำรวจแร่ทองคำจำนวน 44 แปลง (พท. 397,696 ไร่) พร้อมกันนี้ยังมีการอนุญาต (ธันวาคม 2564) ให้ “ต่อใบอนุญาตประกอบโลหกรรมที่ 1/2551” ให้กับบริษัท อัคราฯ เพื่อประกอบโลหกรรมแร่ทองคำที่ ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร กับ ต.ท้ายดง อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์ ออกไปอีก 5 ปี หรือตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 18 มกราคม 2570
โดยมีคำชี้แจงว่า การต่ออายุประทานบัตร กับใบอนุญาตประกอบโลหกรรม ที่จู่ ๆ ก็เกิดขึ้นมาในห่วงการเจรจานั้น “เป็นการดำเนินการตาม พ.ร.บ.แร่ฉบับใหม่ (ปี 2560)” ที่สำคัญ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ยังอนุญาตให้บริษัท อัคราฯ สามารถนำแร่ค้างเก่า (กากตะกอน) ที่ขุดไว้ก่อนหน้าที่เหมืองจะหยุดดำเนินการออกมาได้ โดยการนำแร่ค้างเก่าดังกล่าว มีรายงานเข้ามาว่า สามารถขายเป็นทองคำได้ 4,750 ออนซ์ กับเงินอีก 34,800 ออนซ์ ในปี 2564
นับเป็นการส่งสัญญาณสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลไทย “อยากที่จะยุติข้อพิพาท” ซึ่ง Kingsgate ก็ได้ออกมา “ตอบรับ” ด้วยการแสดงความยินดีโดยประกาศว่า รัฐบาลไทยได้อนุมัติประทานบัตรเหมืองแร่ทอง จำนวน 4 แปลง ให้กับบริษัท พร้อมกับการต่ออายุใบอนุญาตโรงงานโลหกรรมก็ได้รับการอนุมัติแล้วเช่นกัน ผลของการดำเนินการดังกล่าว ทำให้บริษัท อัคราฯ ต้องกลับมาปรับปรุงโรงงานและสามารถกลับมาทำเหมืองทองคำได้อีกครั้ง ในวันที่ 23 มีนาคม 2566 นับเป็น “หมุดหมายสำคัญ” ที่มีผลทำให้ข้อพิพาทระหว่าง 2 ฝ่ายสามารถยุติลงได้ในอีก 2 ปีต่อมา
อย่างไรก็ตาม การขอยุติข้อพิพาทในครั้งนี้ได้ปรากฏ “ร่องรอย” ของเหตุผลที่ว่า ทำไมบริษัท Kingsgate ถึงยอมยุติข้อพิพาท ทั้ง ๆ ที่บริษัทสามารถเปิดดำเนินการทำเหมืองทองคำชาตรีมาตั้งแต่ปี 2566 ในประเด็นนี้จากคำแถลงของ Kingsgate พบเบื้องหลังสำคัญก็คือ ตั้งแต่เหมืองทองคำชาตรีกลับมาเปิดทำการผลิตอีกครั้ง บริษัท อัคราฯสามารถผลิตทองคำได้ถึง 150,000 ออนซ์ กับเงินอีก 1,500,000 ออนซ์ พร้อมกันนี้ยังได้รับการ “เปิดทาง” ให้มีการสำรวจแหล่งทองคำเพิ่มเติม ซึ่งเชื่อว่าจะมีทองคำอีกไม่น้อยกว่า 500,000 ออนซ์ สำหรับประทานบัตรที่จะทำเหมืองในพื้นที่ออกไปได้อีก 9-10 ปี ท่ามกลางภาวะ “ขาขึ้น” ของราคาทองคำโลกที่พุ่งไม่หยุด
สอดคล้องกับการดำเนินการของบริษัท อัคราฯ ในปัจจุบันที่มีพื้นที่สัมปทานเดิม ซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว่า 3,000 ไร่ ปี 2567 ได้ยื่นเรื่องขอแก้ไขแผนผังโครงการทำเหมืองในลักษณะกว้างขึ้นและลึกลง เพื่อให้ได้ขุดแร่เกรดต่ำได้เพิ่มขึ้น คาดแผนผังใหม่นี้จะได้รับการอนุญาตภายในปี 2568 นี้ จะทำให้อัคราฯมีความสามารถที่จะผลิตทองคำจากการทำเหมืองให้ขึ้นสู่ระดับที่ 75,000 ออนซ์ ส่งผลให้รายได้ของอัคราฯเพิ่มขึ้น จากตัวเลขผลประกอบการในปี 2567 มีรายได้หลักจากการทำเหมืองที่ 3,265 ล้านบาท
ดังนั้น เป้าหมายหลังได้อนุญาตขุดแร่ตามผังใหม่ ปริมาณแร่ที่ขุดได้ คือ 75,000 ออนซ์ เพิ่มขึ้นจาก 2567 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 50,000 ออนซ์ นอกจากนี้ในส่วนของ “ค่าภาคหลวง” ที่บริษัท อัคราฯ นำส่งให้กับรัฐบาลไปแล้วถึง 650 ล้านบาท ในอัตราที่ 18% ของราคาทองคำ หรือประมาณ 520 บาท/กรัม ณ ราคาทองประมาณ 3,500 บาทกว่า/กรัม และยังจ่ายเงินบำรุงพิเศษอีก 32.5 ล้านบาท จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษให้กับทางภาครัฐอีก 21% ของค่าภาคหลวง
นอกจากนี้ บริษัท อัคราฯ ยังนำเงินส่งเข้ากองทุนอีก 4 กองทุน คือ 1) กองทุนฟื้นฟูพื้นที่เหมืองแร่ต้องจ่าย 10% ของค่าภาคหลวง ซึ่งกำหนดไว้ว่าปีหนึ่งต้องจ่ายไม่น้อยกว่า 30 ล้านบาท 2) กองทุนพัฒนาหมู่บ้านพื้นที่รอบเหมือง 5% ของค่าภาคหลวง ปีหนึ่งต้องจ่ายไม่น้อยกว่า 15 ล้านบาท 3) กองทุนเฝ้าระวังสุขภาพ และ 4) กองทุนประกันความเสี่ยง ทั้ง 2 กองทุนนี้ บริษัทต้องจ่ายในอัตราเท่ากันคือ 3% ของค่าภาคหลวง หรือปีหนึ่งต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท โดยรวมแล้วทั้ง 4 กองทุน บริษัทต้องจ่ายเงินสมทบต้องไม่น้อยกว่า 65 ล้านบาท
นับเป็นการ “สมประโยชน์” ต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำเหมืองทองคำ เมื่อข้อพิพาทได้ยุติลง โดย 1) ผู้ถือหุ้น บริษัท Kingsgate เป็นฝ่ายได้ประโยชน์จากราคาหุ้นที่สูงขึ้น อันเป็นผลมาจากการทำเหมืองอัครา 2) รัฐบาลไทยได้ประโยชน์ จากข้อที่ Kingsgate เชื่อมาตั้งแต่ต้นว่า รัฐบาลไทยไม่ต้องการที่จะจ่ายค่าเสียหายให้กับ Kingsgate หากถูกคณะอนุญาโตตุลาการตัดสินให้แพ้คดี และการเปิดดำเนินการทำเหมืองต่อไป ทำให้รัฐบาลไทยได้รับ “ค่าภาคหลวง” เพิ่มขึ้นตามราคาทองคำในตลาดโลก
3) บริษัท อัคราฯ สามารถเปิดดำเนินการทำเหมืองแร่ได้ต่อไปอย่างน้อยอีก 10 ปี เป็นการสร้างงานให้กับคนไทย และ 4) ชุมชนหมู่บ้านรอบ ๆ บริเวณที่บริษัท อัคราฯ ทำเหมือง ยังได้รับประโยชน์จากเงินนำส่งเข้ากองทุนที่บริษัทต้องจ่ายภายใต้ข้อตกลงใน พ.ร.บ.แร่ฉบับใหม่
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ยุติข้อพิพาทเหมืองทองอัครา ‘ใคร’ ได้ประโยชน์กลางขุมทองหมื่นล้าน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net