โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

ภูเก็ตเมือง Branded Residence กำลังซื้อจากทุกมุมโลกหนุนฮับลงทุนอสังหาฯ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 14 พ.ย. 2568 เวลา 02.28 น. • เผยแพร่ 14 พ.ย. 2568 เวลา 02.21 น.

โค้งท้ายปี 2568 ได้เวลาอัพเดตบิ๊กดาต้าตลาดอสังหาริมทรัพย์แบบรัว ๆ หนึ่งในไฮไลต์ของไทยอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต

ที่ว่ากันว่า ภูเก็ตยิ่งนับวันยิ่งเป็นดาวฤกษ์ที่โชนแสงในตัวเจิดจ้ามากขึ้นทุกวัน ล่าสุดได้รับการปรับมุมมองว่าภูเก็ตกำลังก้าวขึ้นสู่การเป็นเมืองศูนย์กลาง Branded Residence แห่งเอเชีย มีผลให้กลิ่นอายภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กำลังพลิกโฉมอีกครั้ง จากเมืองท่องเที่ยวระดับโลกเดินหน้าสู่การเป็นศูนย์กลางการซื้ออสังหาฯ เพื่อการลงทุน

บิ๊กแบรนด์ทุนกรุงยึดหัวหาด

โดย “ภัทรชัย ทวีวงศ์” ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร บริษัท คอลลิเออร์ส ประเทศไทย จำกัด ระบุว่า ลักษณะเด่นภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูงในการเติบโต ทั้งในแง่ดีมานด์เพื่อการอยู่อาศัยระยะยาว (Long-Stay Demand) และดีมานด์เพื่อการลงทุน (Investment Demand) ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และมีกำลังซื้อสูงจากทั้งชาวไทยและนักลงทุนต่างชาติ ดังนั้นไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ภูเก็ตกลายเป็นขุมทรัพย์สำคัญที่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศจับตามองอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด ณ ไตรมาส 3/68 ภูเก็ตมีคอนโดมิเนียมและบ้านตากอากาศเปิดขายใหม่ 85 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวม 73,146 ล้านบาท เป็นซัพพลายรวม 5,500 ยูนิต โดยคอนโดฯ และบ้านตากอากาศหลายโครงการสามารถปิดการขายได้อย่างคึกคัก รวมทั้งเป็นทำเลที่ใช้เวลาเปิดขายเพียง 1 เดือน แต่สามารถผลักดันยอดขายได้มากถึง 50-70% ของทั้งโครงการ นับเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนถึงความต้องการสูงจากทั้งลูกค้าคนไทยและนักลงทุนต่างชาติ เพราะเล็งเห็นว่าเป็นโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีในอนาคต

สถิติในช่วงครึ่งปีแรก 2568 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในจังหวัดภูเก็ต 7,646,700 ล้านคน เพิ่มขึ้น 0.39% สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 292,029 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.49% กลุ่มหลักยังคงเป็นนักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย ออสเตรเลีย อินเดีย จีน คาซัคสถาน เป็นต้น ส่งผลให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่มีแนวโน้มเติบโตแบบก้าวกระโดด

ผู้พัฒนาบางรายมีการก่อสร้างไม่ทันต่อความต้องการ กลุ่มนักลงทุนจากต่างชาติบางกลุ่มยังคงสนใจการซื้อแบบเหมาอาคารในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้อสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ตกลายเป็นทำเลทองที่ร้อนแรงและเป็นที่พูดถึงมากที่สุดในช่วง 2 ปี (2566-2567) ที่ผ่านมา

น่าสนใจว่าบิ๊กแบรนด์อสังหาฯ ในตลาดหลักทรัพย์ฯ จากกรุงเทพฯ พาเหรดเคลื่อนทัพการลงทุนโครงการใหม่ในพื้นที่ภูเก็ตอย่างคึกคักในช่วงไตรมาส 3/68 อาทิ บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น ประกาศร่วมทุนกับกลุ่มโบ๊ทพัฒนา พัฒนาโครงการแรกของเอสซี แอสเสทฯ โดยมีแผน 3 ปี วางเป้าร่วมทุนพัฒนาโครงการมูลค่ารวม 8,000 ล้านบาท, บมจ.พราว เรียล เอสเตท ของตระกูลลิปตพัลลภ เปิดตัวโครงการ The Residences at InterContinental Phuket Resort คอนโดฯหรู มูลค่า 2,500 ล้านบาท บนหาดกมลา

ด้านผู้นำตลาดอย่าง บมจ.แสนสิริ เตรียมเปิดตัว 2 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 3,800 ล้านบาท ได้แก่ ดีคอนโด โคฟ มูลค่าโครงการ 2,100 ล้านบาท และแบรนด์บ้านหรู เศรษฐสิริ เกาะแก้ว รีทรีต มูลค่าโครงการ 1,700 ล้านบาท, บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ และ บมจ.บริทาเนีย เตรียมเปิดตัวคอนโดมิเนียมและบ้านพักตากอากาศ 2 โครงการ Origin Residence Phuket Bangtao และ Belgravia Center Phuket, บมจ.ศุภาลัย เปิดตัวคอนโดฯ ศุภาลัย ซีนิค เบย์ คอนโด, กลุ่ม Title-ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ หรือ บมจ.แอสเซทไวส์ เปิดตัวคอนโดฯ “วีวี่” (ViVi) สามารถปิดการขาย หรือ Sold Out ได้ในวันเดียว

บจ.ซีพีเอ็น เรซซิเด้นซ์ จำกัด เปิดตัวคอนโดฯ หรู ฟีล ภูเก็ต 2, CG Capital เตรียมเปิดตัวคอนโดมิเนียมสุดหรูใกล้หาดลายัน ขณะที่บิ๊กทุนท้องถิ่นในพื้นที่อย่าง บจ.โบทานิก้า ลักซูรี่ วิลล่า เตรียมเปิดตัวบ้านพักตากอากาศโครงการใหม่มากกว่า 3 โครงการ ในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 ส่งผลให้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ตลาดบ้านตากอากาศและคอนโดฯ จะกลับเข้าสู่การแข่งขันที่ดุเดือด ต้อนรับช่วงไฮซีซั่นของอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่

บ้านหรู-คอนโดฯ แพงเฟื่องจัด

สำหรับภาพรวมตลาดอสังหาฯในภูเก็ตช่วง 9 เดือนแรก (มกราคม-กันยายน 2568) รับอานิสงส์จากปัจจัยบวก ได้แก่ การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวในภูเก็ต ทำให้นักท่องเที่ยวและนักลงทุนมองหาทรัพย์สินที่สามารถใช้พักอาศัยระยะยาวหรือให้เช่าระยะสั้น โดยเฉพาะในกลุ่มบ้านพักตากอากาศที่ได้รับความนิยมจากผู้ที่ต้องการที่พักในทำเลท่องเที่ยวระดับโลก

ภาพรวมซัพพลายคอนโดฯ เปิดขายใหม่มีมากถึง 4,648 ยูนิต จากจำนวน 18 โครงการ มูลค่ารวม 36,420 ล้านบาท แน่นอนว่าทำเลดังแห่งยุคหนีไม่พ้น “ย่านบางเทา เชิงทำเล กะตะ กะรน ราไวย์ ใจกลางเมืองภูเก็ต” ยังคงเป็นพื้นที่สำคัญที่ผู้พัฒนาแทบทุกรายมองเห็นถึงโอกาสการพัฒนา คาดการณ์ว่ามีซัพพลายรอเปิดขายใหม่ 1,500 ยูนิต ในช่วงไตรมาส 4/68 โดยผู้เล่นหลักมาจากบิ๊กแบรนด์อสังหาฯ

ทั้งนี้ แนวโน้มภาพรวมตลาดภูเก็ตปี 2568 ทั้งปี ภูเก็ตยังคงร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง แต่ซัพพลายเปิดขายใหม่อาจปรับตัวลดลงเล็กน้อยอยู่ที่ 6,000-10,000 ยูนิต เทียบกับช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีซัพพลายใหม่เพิ่มในตลาดมากถึง 20,000 ยูนิต ถือเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูง

ด้านภาพรวมตลาดบ้านตากอากาศในภูเก็ตได้รับความสนใจมากที่สุดในไทยในขณะนี้ สถิติ ณ สิ้นไตรมาส 3/68 มีโครงการบ้านตากอากาศเปิดขายในเกาะภูเก็ตมากถึง 872 ยูนิต จากจำนวน 60 โครงการ มูลค่ารวม 36,726 ล้านบาท โดยซัพพลายใหม่พบการกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ย่านเชิงทะเล เป็นส่วนใหญ่มากกว่า 55.90% โดยเฉพาะกำลังซื้อชาวรัสเซียเป็นกลุ่มผู้ซื้อหลักไม่เปลี่ยนแปลง

ในด้านทำเลหลักของตลาดบ้านตากอากาศ ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ตามแนวชายหาดและในพื้นที่ใกล้แนวชายหาด โดยพบว่า “อำเภอถลาง” มีชุกชุมหนาแน่นมากที่สุด ถัดมาทำเลตามแนวชายฝั่งตะวันตกของเกาะ “หาดบางเทา หาดสุรินทร์ หาดลายัน เชิงทะเล” รองลงมา คือ “หาดในทอน อ่าวฉลอง หาดราไวย์ หาดกมลา ป่าตอง”

แนวโน้มในอนาคต คาดการณ์ว่าผู้พัฒนาส่วนใหญ่ยังคงนิยมพัฒนาบ้านตากอากาศในช่วงราคา 30-50 ล้านบาท เนื่องจากเป็นกลุ่มราคาที่ค่อนข้างได้รับความสนใจจากกำลังซื้อทั้งชาวไทยและต่างชาติ ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างจากชายหาดมากขึ้น เพราะต้นทุนราคาที่ดินไม่สูง มีบรรยากาศเงียบสงบ เหมาะสำหรับการอยู่อาศัย เนื่องจากปัจจุบันที่ดินริมทะเลเริ่มหายากและมีราคาแพงมาก บวกกับการปรับตัวของราคาที่ดินในพื้นที่เกาะภูเก็ตในช่วงที่ผ่านมา ปรับตัวสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด

ทั้งนี้ คาดการณ์ปี 2568 ภาพรวมตลาดบ้านตากอากาศในจังหวัดภูเก็ตจะยังคงร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม พบว่าซัพพลายเปิดขายใหม่อาจปรับตัวลดลงเล็กน้อยอยู่ที่ 1,000-1,500 ยูนิต เนื่องจากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีซัพพลายใหม่เพิ่มเติมและสะสมในตลาดจำนวนมาก มาจากการแข่งขันของบิ๊กแบรนด์อสังหาฯ โดยตรง

การบ้าน 5 ข้อลงทุนภูเก็ต

“ภัทรชัย” ฝากข้อแนะนำผู้พัฒนาโครงการบ้านตากอากาศในภูเก็ต 5 ข้อ ดังนี้

1.“เลือกทำเลที่มีศักยภาพสูง สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว” การเลือกทำเลเป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้น ๆ ที่กำหนดความสำเร็จของโครงการบ้านพักตากอากาศ โดยเฉพาะพื้นที่ที่ตั้งอยู่ใกล้ชายหาด หรือมีทัศนียภาพที่โดดเด่น เช่น วิวทะเล วิวภูเขา หรือบรรยากาศเงียบสงบ เหมาะสำหรับการพักอาศัย

การเลือกทำเลในบริเวณที่ยังมีศักยภาพในการเติบโตของมูลค่าที่ดินในอนาคต เช่น พื้นที่ตอนเหนือของเกาะภูเก็ต หรือโซนที่อยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวและสิ่งอำนวยความสะดวกหลัก แต่มีต้นทุนราคาที่ดินต่ำกว่าทำเลชายหาดหลัก จะช่วยให้ผู้พัฒนาสามารถบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันยังคงรักษาเอกลักษณ์ของโครงการในเชิงคุณภาพและความพิเศษของทำเลได้เป็นอย่างดี

2.“กลยุทธ์ด้านราคา การกำหนดกลุ่มเป้าหมายอย่างเหมาะสม” โดยจะเห็นว่าเซ็กเมนต์ช่วงราคา 30-50 ล้านบาท/ยูนิต เป็นช่วงราคาที่มีความต้องการซื้อสูงจากทั้งผู้ซื้อชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง และมองหาทรัพย์สินเพื่อการลงทุนระยะยาว รวมถึงผู้ที่ต้องการที่อยู่อาศัยสำหรับการพักผ่อนในระดับพรีเมี่ยม

การกำหนดราคาที่เหมาะสมไม่เพียงแต่ช่วยสร้างยอดขายที่มั่นคง แต่ยังเป็นการวางตำแหน่งของโครงการในตลาดได้อย่างชัดเจน ผู้พัฒนาควรให้ความสำคัญกับการออกแบบโครงการและการใช้วัสดุคุณภาพสูง เพื่อสะท้อนความคุ้มค่าของราคาที่ตั้งไว้และสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งในตลาด

3.“เพิ่มมูลค่าโครงการด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก+บริการระดับพรีเมี่ยม” โดยจะพบว่าตลาดบ้านตากอากาศระดับบน การมีเพียงดีไซน์ตัวบ้านสวยงามไม่เพียงพออีกต่อไป ผู้พัฒนาควรเพิ่มคุณค่าให้โครงการด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของกลุ่มลูกค้าระดับสูง เช่น คลับเฮาส์ส่วนตัว สปามาตรฐานโรงแรมระดับ 5 ดาว ฟิตเนสครบวงจร ระบบรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะ

รวมทั้งเทรนด์การบริการดูแลผู้พักอาศัยแบบครบวงจร (Property Management & Concierge Service) เพื่อสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยในระดับรีสอร์ต อีกทั้งยังช่วยเพิ่มโอกาสในการปล่อยเช่าระยะยาวหรือให้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่มั่นคงมากขึ้น

4.“เน้นลูกค้านักลงทุน และผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยระยะยาว” จากแนวโน้มตลาดในช่วงที่ผ่านมา พบว่ากลุ่มนักลงทุนโดยเฉพาะจากต่างประเทศ “รัสเซีย จีน ยุโรป” ยังคงมองหาทรัพย์สินในภูเก็ต ทั้งเพื่อการลงทุนและการอยู่อาศัยในระยะยาว ผู้พัฒนาควรมีกลยุทธ์การตลาดที่ตอบสนองต่อกลุ่มลูกค้าทั้งสองประเภท เช่น การนำเสนอรูปแบบการลงทุนแบบการันตีผลตอบแทน (Guaranteed Yield) หรือโครงการที่สามารถปล่อยเช่าได้อย่างถูกกฎหมาย เพื่อดึงดูดกลุ่มนักลงทุนควบคู่ไปกับกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยถาวร

5.“โฟกัสวางแผนโครงการภายใต้แนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน-Sustainable Development” ในยุคที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน ผู้พัฒนาควรนำแนวทาง Green Building Concept มาใช้ในกระบวนการออกแบบและก่อสร้าง เช่น การใช้วัสดุรักษ์สิ่งแวดล้อม การออกแบบอาคารให้ประหยัดพลังงาน และการบริหารจัดการน้ำและของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ

โครงการที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนไม่เพียงช่วยลดต้นทุนในระยะยาว แต่ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์ และเพิ่มโอกาสในการดึงดูดกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมี่ยมที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ภูเก็ตเมือง Branded Residence กำลังซื้อจากทุกมุมโลกหนุนฮับลงทุนอสังหาฯ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...