นายกฯไม่กังวลโซเชียลเขมร ปลุกกระแสต้าน ภท. -มติ ครม..ให้ขสมก.กู้ 9,111 ล้าน จ่ายค่าน้ำมัน-เหมาซ่อม
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
- นายกฯนัดเลขา ศอ.บต.หารือลอบวางระเบิด 11 จุด ที่สงขลา
- ไม่กังวลโซเชียลเขมร ปลุกกระแสต้าน ภท.
- ช่วยลูกพรรค ภท.หาเสียง แม้ผลโพลดีขึ้น แต่ไม่ประมาท
- ยังไม่คุย ‘เท้ง’ หลังประกาศปิดดีล-ไม่โหวตนายกฯจาก ภท.
- สั่งคลัง-พลังงานเยียวยาผู้ประกอบการชายแดนใต้
- มติ ครม.ไฟเขียว ขสมก.กู้ 9,111 ล้าน จ่ายค่าน้ำมัน-เหมาซ่อม
- เห็นชอบองค์การโคนมฯกู้ 400 ล้าน รองรับขาดทุนสะสม
- รับทราบกรมศุลฯแจงผลงานอุดรูรั่วไหลภาษีในเขตฟรีโซน
- เคาะเก็บค่าผ่านทาง ‘มอเตอร์เวย์ M 9’ บางบัวทอง-บางปะอิน
เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล
ลงพื้นที่หาดใหญ่-ตามเยียวยาน้ำท่วม
ผู้สื่อข่าวถามถึงกำหนดการลงพื้นที่จังหวัดสงขลาว่า นายกฯ ไปลงพื้นที่ หรือทำอะไร โดย นายอนุทิน ตอบว่า “เดี๋ยวลงไป Wrap Up ว่าสถานการณ์น้ำท่วมตอนนี้ มีรายงานมาบอกว่าค่าเยียวยาดำเนินการหมดเรียบร้อย”
“แต่ 100% หรือเปล่า ไม่ใช่เฉพาะหาดใหญ่เท่านั้น อำเภออื่นๆ และจังหวัดใกล้เคียง ก็ไป follow up ให้ถูกอย่างถูกดำเนินการเป็นที่เรียบร้อย” นายอนุทิน กล่าว
ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำว่า การฟื้นฟูยังไม่ 100% ใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “มัน 100% ไม่ได้หรอก เพราะความเสียหายมันเกิดขึ้นเยอะ แต่พยายามฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่ก็พร้อมอำนวยความสะดวกและให้บริการนักท่องเที่ยวและประชาชนคนไทยที่ไปเที่ยวสงขลา-หาดใหญ่”
นัดเลขา ศอ.บต.หารือลอบวางระเบิด 11 จุด ที่สงขลา
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า “ผมก็ถือโอกาสเชิญเลขา ศอ.บต. (ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้) มาพบด้วย ต้องให้ติดตามมาตรการการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุก่อการร้าย (เหตุลักลอบวางระเบิด 11 จุด) และการช่วยเหลือผู้ประกอบการ เขาส่งสรุปมาให้ผมแล้ว ก็ต้องเร่งให้ดำเนินการทำเรื่องขอขึ้นมาให้เร็วที่สุด”
เมื่อถามว่าเรื่องอะไรบ้าง และทำไมเชิญไปที่สงขลา นายอนุทิน ตอบว่า “ผมไปตรงนั้นอยู่แล้ว สงขลาเป็นสถานที่ที่จะนัดประชุมสะดวกที่สุด เพราะถ้าเราไปจังหวัดอื่นๆ โดยกะทันหันแบบนี้ เขาต้องไปจัดเตรียมนู่นนี่ เสียกำลัง เสียบุคลากร ต้องมาคอยดูแลความปลอดภัย เสียเวลาดูแลชาวบ้าน มาคุยที่จังหวัดสงขลาจะได้เชิญทุกท่านมาได้ด้วย”
จากเหตุการณ์ดังกล่าว ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯ ได้กำชับเรื่องการข่าวอย่างไร โดย นายอนุทิน ตอบว่า “ฝ่ายความมั่นคงและทหารก็ต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ผมได้กำชับเรื่องข่าว จะบอกว่าการข่าวไม่ล้มเหลวคงไม่ได้ ก็ต้องปรับปรุง เพราะมันเกิดขึ้นไปแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือย้ำกับหน่วยงานขึ้นตรงกับศอ.บต. ให้เร่งร่วมมือกับจังหวัดในการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ และผู้ที่ทรัพย์สินได้รับความเสียหาย เราต้องช่วยเหลืออย่างเต็มที่”
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ตนได้อ่านรายงานแล้วในช่วงเช้าว่ามีมาตรการหรือระเบียบช่วยเหลืออย่างไรบ้าง
“ในการเกิดเหตุร้ายอย่างนี้ ส่วนใหญ่จะใช้งบประมาณจากงบกลางฯ แต่งบกลางฯ ที่จะนำไปใช้เพื่อสถานการณ์ฉุกเฉินเร่งด่วนช่วยเหลือประชาชน เป็นเหตุการณ์ปกติไม่ได้เกี่ยวข้องกับอะไร ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะพิจารณาให้”
ถามต่อว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้แจ้งก่อนใช่หรือไม่ โดย นายอนุทิน ตอบว่า “ถ้าแจ้งคงไม่เกิด”
เมื่อถามถึงเรื่องเข้า ครม. วันนี้ นายอนุทิน ตอบว่า “วาระการประชุม ครม. มีไม่เยอะ ส่วนใหญ่เป็นการติดตามเรื่องที่ค้างคา เพราะเรื่องที่ผูกพัน ครม. ใหม่ ทำไม่ได้อยู่แล้ว”
ไม่กังวลโซเชียลเขมร ปลุกกระแสต้าน ภท.
ถามต่อเรื่องสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา นายกฯ จะดำเนินการอย่าง เพราะกัมพูชาไม่ค่อยรักษาตามข้อตกลง โดย นายอนุทิน ตอบว่า “เรามีเอกสารที่เรายืนยันเจตนารมณ์ของทั้งสองฝ่าย ฉะนั้น ต้องฟังผู้นำประเทศ ถ้าใส่ใจกับคนทุกระดับ มันก็ไม่ใช่”
เมื่อถึงกระแสกัมพูชาต้านพรรคภูมิใจไทย นายกฯ ยังไหวหรือไม่ โดย นายอนุทิน ตอบว่า “หัวคะแนนใหญ่เลยนะนั่น”
ถามต่อว่า โซเชียลมีเดีย มองว่านายกฯ ใช้โมเดลกัมพูชา ปลุกกระแสรักชาติ ทำให้ นายอนุทิน ถามกลับว่า “ฝั่งไหน” แล้วกล่าวต่อว่า “คนไทยทุกคน รักชาติ”
ถามต่อว่า นายกฯ ไม่ได้กังวลใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ดูสิ มีใครยอมให้เปิดด่านไหมช่วงนี้ไหม”
เมื่อถามย้ำว่า นายกฯ ไม่ได้กังวลใช่หรือไม่ ขณะที่กระแสพรรคภูมิใจไทยที่กำลังพุ่งอาจดิ่งลง นายอนุทิน ตอบว่า “เขาไปเชียร์ใคร รัฐมนตรีฝั่งเขาบอกให้เชียร์ใคร ไม่ให้เชียร์ผมใช่ไหม ทั้งที่ผมเป็นคนที่ยืนหยัดต่อสู้ รักษาเกียรติภูมิ อธิปไตย รักษาแผ่นดินร่วมกับฝ่ายกองทัพมาโดยตลอด การที่เขาบอกไม่ให้เชียร์ แสดงว่าเขาคิดว่าผมคือ คนที่ทำความเสียหายให้เขามาก น่าจะมีคนที่เขาควบคุมได้หรือเปล่า”
ถามต่อว่า เป็นการแทรกแซงการเมืองภายในหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “เป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศ แต่ผมไม่ได้ถืออะไรทั้งสิ้น ผมจะคุยในระดับที่เป็นผู้นำประเทศ”
ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า เรื่องนี้ต้องแจ้งทาง UN หรือไม่ นายอนุทิน ตอบทันทีว่า “ไม่ต้อง ไม่เกี่ยว จะทำตัวเป็นคนขี้ฟ้องทำไม”
ผู้สื่อข่าวบอกว่า แสดงว่ากัมพูชากลัวนายกฯ นายอนุทิน จึงพูดต่อว่า “เราไม่ได้ทำให้ใครกลัวหรือไม่กลัว แต่เราทำหน้าที่ของเราอย่างเต็มที่”
“ผมเป็นนายกฯ แล้วไม่ใช่เพิ่งมารักบ้านรักเมือง ผมรักบ้านรักเมืองโดยความเป็นผมอยู่แล้ว และสิ่งที่เขาพูดมาแต่ละอย่าง” นายอนุทิน กล่าว
จากนั้นนายอนุทินถามกลับว่า “ที่พูดมีการเอ่ยชื่อพรรคไหม” ผู้สื่อข่าวตอบว่า ไม่ได้เอ่ยชื่อ ระบุแต่พรรคนายอนุทิน จึงกล่าวต่อว่า “แล้วใครหัวหน้าพรรค อย่าไปเลือกพรรคที่พลิกสถานการณ์ จากที่เขาคิดว่าเป็นฝ่ายชนะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้หรือเปล่า คนไทยคิดได้”
ถามต่อว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอันตรายกับกระแสเสียงของพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายอนุทิน ตอบพร้อมหัวเราะเบาๆ ว่า “ผมว่าคนที่น่าจะกังวล คือคนที่เขาเชียร์มากกว่า”
ช่วยลูกพรรค ภท.หาเสียง แม้ผลโพลดีขึ้น แต่ไม่ประมาท
ถามต่อว่า การหาเสียงเลือกตั้งเหลือเวลาอีก 20 วัน บรรยากาศเป็นอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า “ก็ดี ตอนนี้ก็พยายามหาเสียง ลงไปช่วยลูกพรรคในพื้นที่กรุงเทพมหานครบ้าง ต่างจังหวัดบ้าง แล้วแต่เวลาอำนวย”
ถามต่อว่า นายกฯใจชื้นหรือไม่ หลังเห็นคะแนนจากโพลหลายสำนัก นายอนุทิน ตอบว่า “จะบอกใจชื้นมันก็ไม่ได้หรอก ใจชื้น ใจแห้งก็ต้องรู้ผล เราก็ไม่ประมาท แต่เห็นผลโพลที่ดีขึ้น ถามว่ากําลังใจดีขึ้นไหม มันเป็นธรรมดาที่ต้องมีกําลังใจดีขึ้น ลูกพรรคก็มีความคึกคักขึ้น”
ถามต่อว่า นายกฯ ลงพื้นที่หาเสียงทุกที่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ก็พยายามไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”
ถามต่อว่า การเสียงที่กรุงเทพฯ มีเสียงตอบรับที่ดี พรรคภูมิใจไทยมีโอกาสได้ สส. หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “เราก็คาดหวังทุกที่ แต่มันก็ต้องอยู่ที่โหวตเตอร์และประชาชน”
ยังไม่คุย ‘เท้ง’ หลังประกาศปิดดีล-ไม่โหวตนายกฯจาก ภท.
ผู้สื่อข่าวถามถึงรายการ THAILAND VISION 2035 ช่อง 3 ซึ่งนายกฯ ไปแสดงวิสัยทัศน์ด้วย โดย นายอนุทิน ตอบว่า “ผมพยายามพูดให้อยู่ใน 20 นาที แต่ไม่ครอบคลุมทั้งหมด เป็นภาพรวม”
เมื่อถามถึงกรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าจะไม่โหวตให้นายกฯ จากพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน จึงตอบทันทีว่า “เมื่อวานตอบแล้วในรายการสรยุทธ์”
ถามต่อว่าได้มีการคุยกันต่อหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ก็ยังไม่ได้คุยอะไรกับใคร”
ผู้สื่อข่าวพูดต่อว่า การทำแบบนี้เหมือนปิดประตู (ดีล) ไปเลย ทำให้นายอนุทิน ยังคงตอบว่า “ก็ผมไม่ได้คุยอะไรกับใคร ทุกอย่างพรรคใครพรรคมัน ถึงเวลาผมก็ฟังเสียงประชาชน พรรคอื่นจะฟังหรือไม่ ก็เป็นเรื่องของพรรคอื่น”
ถามต่อว่า ใครที่ตั้งเดิมพันเอาไว้ ถึงเวลาก็ล้มกระดานใหม่ใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ไม่ทราบ ผมไม่สนับสนุนให้มีการเดิมพัน มีแต่การตัดสินใจของพี่น้องประชาชน” ถามต่อว่า มิตรภาพของเพื่อไทยและภูมิใจไทย ยังกลับมาดีได้ใช่หรือไม่ ถ้าโหวตเตอร์บอกให้จับมือกัน นายอนุทิน ตอบว่า “เดี๋ยวให้โหวตเตอร์บอก ตอนนี้โหวตเตอร์ยังไม่บอก”
สั่งคลัง-พลังงานเยียวยาผู้ประกอบการชายแดนใต้
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวต่อที่ประชุมก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าได้เกิดเหตุระเบิดขึ้นหลายจุดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งสถานที่เกิดเหตุทั้ง 11 จุด เป็นสถานีบริการน้ำมันทั้งหมด โดยนายกรัฐมนตรีได้เชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และฝ่ายมั่นคง มาหารือ เพื่อติดตามสถานการณ์ และได้กำชับให้กองทัพภาคที่ 4 และกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบพื้นที่เร่งเข้าไปแก้ไขสถานการณ์ และติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุให้ได้โดยเร็ว
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ประสานไปยัง ปตท. เพื่อให้ช่วยดูแลผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันที่ได้รับผลกระทบ โดยฝากให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รวมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พิจารณามาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยลดภาระผู้ประกอบการในพื้นที่ ซึ่งอาจรวมถึงผู้ประกอบการทั่วไปด้วย เพื่อให้สามารถมีการลงทุน ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นในพื้นที่ให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว
นอกจากนี้ ตั้งแต่ต้นปี 2569 เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ของโลก นายกรัฐมนตรีได้ให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประเทศไทย ทั้งในด้านเศรษฐกิจ และความมั่นคง รวมทั้งแนวทางการรับมือของไทยด้วย
จี้ มท.เร่งเยียวยาน้ำท่วม – ซ่อมบ้านเรือนชายแดนไทย-กัมพูชา
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งให้นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงมหาดไทย และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณช่วยเหลือให้ถึงมือประชาชนโดยเร็วที่สุด จากการที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบกลางฯ เพื่อช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม รวมทั้งจากสถานการณ์ไทย – กัมพูชา ซึ่งขณะนี้ ประชาชนได้กลับไปอยู่อาศัยในบ้านเรือนแล้ว แต่ยังมีประชาชนจำนวนมากยังไม่ได้รับเงินเยียวยาจากการที่ต้องอพยพ รวมไปถึงเงินช่วยเหลือในการซ่อมแซมบ้านเรือนที่เสียหาย
มติ ครม.มีดังนี้
นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
ไฟเขียวเก็บค่าผ่านทาง ‘มอเตอร์เวย์ M 9’ บางบัวทอง-บางปะอิน
นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าววว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์ บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร รอบที่ 2 (ถนนกาญจนาภิเษก) ตอนบางบัวทอง – บางปะอิน พ.ศ. …. ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ รวมทั้งให้กระทรวงคมนาคมรับความเห็นของสำนักงบประมาณไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์ บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 9กระทรวงคมนาคมเสนอ เป็นการกำหนดให้ทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 (ถนนกาญจนาภิเษก) สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครตอนบางบัวทอง – บางปะอิน เป็นทางหลวงที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์ ตามประเภทของยานยนตร์ในอัตราค่าธรรมเนียมที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายร่างกฎกระทรวงนี้ โดยกำหนดให้เก็บ ค่าธรรมเนียมผ่านทางตามระยะทางตามประเภทของยานยนตร์ และกำหนดให้มีการปรับเพิ่มขึ้นทุก 5 ปี (การเก็บค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงดังกล่าว จะเริ่มเก็บตั้งแต่วันที่อธิบดีกรมทางหลวงประกาศกำหนดเป็นต้นไป) ในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อปี ซึ่งมีจุดเก็บค่าธรรมเนียมทั้งหมด 6 ด่าน (ขาออกจากกรุงเทพมหานคร 3 จุด และขาเข้ากรุงเทพมหานคร 3 จุด) โดยกรมทางหลวงได้ดำเนินการประมาณการรายได้จากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทาง โดยคาดว่าในช่วงปีแรกจะจัดเก็บได้ ประมาณ 308 ล้านบาทต่อปี และในปีที่ 30 จะจัดเก็บได้เพิ่มขึ้นเป็น 1,429 ล้านบาทต่อปี ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นการล่วงหน้า โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมเล็กน้อย และแก้ไขชื่อร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 (ถนนกาญจนาภิเษก) สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ตอนบางบัวทอง-บางปะอิน พ.ศ. …. เป็น “ร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษ หมายเลข 9 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร รอบที่ 2 (ถนนกาญจนาภิเษก) ตอนบางบัวทอง – บางปะอิน พ.ศ. ….”
โดยกระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงบประมาณเห็นควรที่คณะรัฐมนตรีจะให้ความเห็นชอบในหลักการโดยสำนักงบประมาณ เห็นว่ากรมทางหลวงควรเร่งรัด และกำกับการดำเนินโครงการทางหลวงพิเศษดังกล่าว ให้เป็นไปตามแผนการดำเนินงานและกรอบเวลาที่กำหนดไว้ โดยคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของโครงการประโยชน์สูงสุดของทางราชการ และประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญด้วย และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า ร่างกฎกระทรวงในเรื่องนี้ออกตามความในพระราชบัญญัติกำหนด ค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงและสะพาน พ.ศ. 2497 จึงเป็นการปฏิบัติราชการตามปกติ เพื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายแม่บทให้อำนาจไว้ และมิได้เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงาน หรือ โครงการ หรือ มีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
และมีข้อสังเกตว่า โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 9 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก ช่วงบางบัวทอง – บางปะอิน เป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีวงเงินลงทุนตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งมาตรา 4 (8) แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่อง และการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 ประกอบกับมติคณะรัฐมนตรีเมือวันที่ 21 พฤศจิกายน 2549 กำหนดให้การริเริ่มโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีวงเงินลงทุนตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ต้องนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาก่อนอนุมัติให้ดำเนินโครงการ ดังนั้น กระทรวงคมนาคมจึงต้องได้รับอนุมัติให้ดำเนินโครงการดังกล่าวจากคณะรัฐมนตรีก่อนดำเนินการก่อสร้างทางหลวงพิเศษนี้ด้วย และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ขอให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนเสนอความเห็น เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ซึ่งครบกำหนดเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ดังนั้น จึงถือว่าหน่วยงานดังกล่าวไม่ขัดข้อง ทั้งนี้ ตามนัยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 (เรื่อง แนวทางปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐในการเสนอความเห็น เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี)
กสม.แนะปรับปรุงการแต่งกายผู้ต้องขังหลากหลายทางเพศ
นางสาวอัยรินทร์ กล่าววว่า ที่ประชุม ครม. มีมติรับทราบรายงานสรุปผลการพิจารณาต่อข้อเสนอแนะกรณีการแต่งกายของผู้ต้องขังที่มีความหลากหลายทางเพศของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ตามที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เสนอ และแจ้งให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทราบต่อไป
นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ปัจจุบันกฎระเบียบ และแนวปฏิบัติในเรือนจำบางประการ ยังไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมและหลักสิทธิมนุษยชน ส่งผลให้ผู้ต้องขังที่มีความหลากหลายทางเพศ อาจเผชิญการเลือกปฏิบัติ ทั้งในเรื่องการแต่งกาย การปฏิบัติระหว่างการควบคุมตัว และระหว่างการพิจารณาคดี
กระทรวงยุติธรรม โดยกรมราชทัณฑ์ ได้กำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานต่อผู้ต้องขังที่มีความหลากหลายทางเพศ เพื่อให้ครอบคลุม ตั้งแต่การรับตัว การจัดกลุ่ม การควบคุมดูแล การส่งเสริมสุขภาพ และการคุ้มครองจากการละเมิดทางเพศ รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้แก่เจ้าหน้าที่เรือนจำ
ขณะเดียวกัน กรมราชทัณฑ์อยู่ระหว่างการปรับปรุงระเบียบว่าด้วยเครื่องแต่งกายของผู้ต้องขัง ให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับเพศสภาพ โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความปลอดภัย และสิทธิของผู้ต้องขังเป็นสำคัญ รวมทั้งยึดหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์สำหรับผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี
นอกจากนี้ ยังมีการเสนอให้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาแนวทางปฏิบัติให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ และสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล
สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เห็นว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และควรเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อรับทราบรายงานผลการพิจารณานี้ รวมทั้งใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาระบบการดูแลผู้ต้องขังให้มีความเท่าเทียมและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น “รัฐบาลให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิ ศักดิ์ศรี และความเสมอภาคของผู้ต้องขังทุกคน ไม่ว่าจะมีความหลากหลายทางเพศในลักษณะใด และจะเดินหน้าปรับปรุงกฎ ระเบียบ และแนวปฏิบัติ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน และมาตรฐานสากลอย่างต่อเนื่อง” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว
รับทราบส่งออก 10 เดือนแรกปี’68 เกือบ 5.7 แสนล้าน
นางสาวอัยรินทร์ กล่าววว่า ที่ประชุม ครม. มีมติรับทราบรายงานสถานการณ์การส่งออกของไทย ประจำเดือนตุลาคม และ 10 เดือนแรกของปี 2568 ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ ดังนี้
1. สรุปสถานการณ์การส่งออกของไทย ประจำเดือนตุลาคม และ 10 เดือนแรกของปี 2568
การส่งออกของไทยในเดือนตุลาคม 2568 มีมูลค่า 28,835.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (910,316 ล้านบาท) ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 ที่ร้อยละ 5.7 หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ร้อยละ 15.7 การส่งออกไปยังตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ จีน และสหภาพยุโรปรวมถึงตลาดรอง เช่น เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และลาตินอเมริกา ที่ยังคงขยายตัวได้ดี แม้ว่าจะมีแรงกดดันจากการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯ แรงสนับสนุนหลักมาจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังมีอยู่ต่อเนื่อง รวมถึงสินค้ากลุ่มยานยนต์ และภาคการผลิตโลกที่อยู่ในภาวะขยายตัว จากผลผลิตและคำสั่งซื้อใหม่ อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้าเกษตรของไทยยังคงอยู่ในภาวะหดตัว ทั้งนี้ การส่งออก 10 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัวที่ร้อยละ 13.0 หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ร้อยละ 13.8
มูลค่าการค้ารวม มูลค่าการค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ เดือนตุลาคม 2568 มีมูลค่าการค้ารวม 61,108.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 11.0 เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน โดยการส่งออกมีมูลค่า 28,835.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 5.7 การนำเข้า มีมูลค่า 32,272.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐขยายตัวร้อยละ 16.3 ดุลการค้า ขาดดุล 3,436.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภาพรวม 10 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าการค้ารวม มีมูลค่า 569,830.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 12.7 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การส่งออก มีมูลค่า 282,982.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 13.0 การนำเข้า มีมูลค่า 286,848.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 12.4 ดุลการค้า ขาดดุล 3,866.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าการค้าในรูปเงินบาท เดือนตุลาคม 2568 มีมูลค่าการค้ารวม 1,942,351 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 6.4 เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน โดยการส่งออก มีมูลค่า 910,316 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 1.3 การนำเข้า มีมูลค่า 1,032,034 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 11.4 ดุลการค้า ขาดดุล 121,718 ล้านบาท
ภาพรวม 10 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าการค้ารวม มีมูลค่า 18,856,226 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 4.9 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การส่งออก มีมูลค่า 9,307,535 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 5.1 การนำเข้า มีมูลค่า 9,548,691 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 4.6 ดุลการค้า ขาดดุล 241,155 ล้านบาท
การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร หดตัวร้อยละ 5.1 (YoY) หดตัวต่อเนื่อง 3 เดือน โดยสินค้าเกษตร หดตัวร้อยละ 14.6 หดตัวต่อเนื่อง 3 เดือน ในขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัวร้อยละ 6.2 ขยายตัวต่อเนื่อง 2 เดือน โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ขยายตัวร้อยละ 168.9 (ขยายตัวในตลาดอินเดีย มาเลเซีย เมียนมา เกาหลีได้ และศรีลังกา) ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ ขยายตัวร้อยละ 8.0 (ขยายตัวในตลาดจีน เมียนมา ลาว ญี่ปุ่นและเวียดนาม) ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ขยายตัวร้อยละ 15.0 (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ เนเธอร์แลนด์ ออสเตรเลีย แคนาดา และญี่ปุ่น) และกุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง ขยายตัวร้อยละ 24.3 (ขยายตัวในตลาดจีน สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้)
ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ยางพารา หดตัวร้อยละ 12.5 (หดตัวในตลาดญี่ปุ่น มาเลเซีย สหรัฐฯ เกาหลีได้ และสเปน แต่ขยายตัวในตลาดจีน เวียดนาม โรมาเนีย ฟิลิปปินส์ และสหราชอาณาจักร) ข้าว หดตัวร้อยละ 38.6 (หดตัวในตลาดสหรัฐฯ แอฟริกาใต้ อิรัก จีน และมาเลเซีย
แต่ขยายตัวในตลาดโกตดิวัวร์ แทนซาเนีย แคนาดา แองโกลา และฮ่องกง) อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป หดตัวร้อยละ 4.8 (หดตัวในตลาดสหรัฐฯ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อียิปต์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แต่ขยายตัวในตลาดลิเบีย แคนาดา ซาอุดีอาระเบีย อิสราเอล และชิลี) ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง หดตัวร้อยละ 35.8 (หดตัวในตลาดจีนสหรัฐฯ มาเลเซีย เวียดนาม และฮ่องกง แต่ขยายตัวในตลาดอินโดนีเซีย ญี่ปุ่น อินเดีย สหราชอาณาจักร และแคนาดา) ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง หดตัวร้อยละ 19.2 (หดตัวในตลาดจีน ญี่ปุ่น มาเลเซีย ไต้หวัน และสหรัฐฯ แต่ขยายตัวในตลาดเกาหลีได้ อินเดีย เวียดนาม แอฟริกาใต้ และแคนาดา) และเครื่องดื่ม หดตัวร้อยละ 9.8 (หดตัวในตลาดจีน กัมพูชา อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ และกานา แต่ขยายตัวในตลาดเวียดนาม เมียนมา ลาว ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย) ทั้งนี้ 10 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัวร้อยละ 0.03
การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม มูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมภาพรวม ขยายตัวร้อยละ 8.8 (YoY) ขยายตัวต่อเนื่อง 19 เดือน โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 67.8 (ขยายตัวใน ตลาดสหรัฐฯ จีน เนเธอร์แลนด์ สิงคโปร์ และมาเลเซีย) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัว ร้อยละ 16.3 (ขยายตัวในตลาดออสเตรเลีย เม็กซิโก ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ) เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบขยายตัวร้อยละ 21.5 (ขยายตัวในตลาดสิงคโปร์ เม็กซิโก ไอร์แลนด์ จีนและเมียนมา) อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) ขยายตัวร้อยละ 25.8 (ขยายตัวในตลาดอินเดีย ฮ่องกง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหราชอาณาจักร) เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ขยายตัวร้อยละ 17.1 (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย) และแผงสวิตช์และแผงควบคุมไฟฟ้า ขยายตัวร้อยละ 49.2 (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ สิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย และญี่ปุ่น) ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ เคมีภัณฑ์ หดตัวร้อยละ 5.0 (หดตัวในตลาดอินเดีย จีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเมียนมา แต่ขยายตัวในตลาดญี่ปุ่น สหรัฐฯ เวียดนาม เนเธอร์แลนด์ และลาว) เม็ดพลาสติก หดตัวร้อยละ 6.6 (หดตัวในตลาดจีน อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย แต่ขยายตัวในตลาดเวียดนาม ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน ลาว และฮ่องกง) เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว หดตัวร้อยละ 10.6 (หดตัวในตลาดญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย จีน และมาเลเซีย แต่ขยายตัวในตลาดเวียดนาม ลาว อินโดนีเซีย ฮ่องกง และสหรัฐฯ) และเครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์ และส่วนประกอบ หดตัวร้อยละ 13.7 (หดตัวในตลาดสหรัฐฯ เยอรมนี เวียดนาม เม็กซิโก และเนเธอร์แลนด์ แต่ขยายตัวในตลาดญี่ปุ่น อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฮ่องกง) ทั้งนี้ 10 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัวร้อยละ 17.5
ตลาดส่งออกสำคัญ การส่งออกไปตลาดสำคัญขอขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง หลังมีการเร่งนำเข้าไปค่อนข้างมากในช่วงก่อนหน้า ภาพรวมการส่งออกไปยังกลุ่มตลาดต่าง ๆ สรุปได้ ดังนี้
(1) ตลาดหลัก ขยายตัวร้อยละ 10.2 โดยขยายตัวต่อเนื่องในตลาดสหรัฐฯ ร้อยละ 32.9 จีน ร้อยละ 9.3 ญี่ปุ่น ร้อยละ 1.9 สหภาพยุโรป (27) ร้อยละ 9.9 และอาเซียน (5) ร้อยละ 5.4 ตามลำดับ ขณะที่ตลาด CLMV หดตัวร้อยละ 15.6
(2) ตลาดรอง ขยายตัวร้อยละ 7.2 โดยขยายตัวในตลาดเอเชียใต้ ร้อยละ 24.7 ตะวันออกกลาง ร้อยละ 9.4 ลาตินอเมริกา ร้อยละ 18.4 ขณะที่หดตัวในตลาดทวีปออสเตรเลีย ร้อยละ 0.2 ทวีปแอฟริกา ร้อยละ 3.0 รัสเซียและกลุ่ม CIS ร้อยละ 5.0 และสหราชอาณาจักร ร้อยละ 10.3 (3) ตลาดอื่น ๆ หดตัวร้อยละ 70.5
2. แนวโน้มการส่งออกระยะต่อไป แนวโน้มการส่งออกช่วงที่เหลือของปี 2568 คาดว่าจะยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่อง แม้จะเติบโตในอัตราที่ชะลอลง โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีความต้องการในระดับสูง รวมถึงสินค้าเกษตรแปรรูปและอาหารที่ยังคงมีความต้องการในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นในช่วงปลายปี และปริมาณสินค้าเกษตรของไทยที่อาจลดลงจากปัญหาอุทกภัย กระทรวงพาณิชย์ต้องติดตามต่อไป ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์มีนโยบายและแผนงานเพื่อขยายการส่งออกของไทย อาทิ การรักษาตลาดเดิม บุกตลาดศักยภาพใหม่ เร่งเจรจาความตกลงเพื่อเปิดประตูการค้า ในขณะที่ต้องเร่งเจรจาข้อตกลง Reciprocal Tariff พร้อมยกระดับหุ้นส่วนเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ และหาข้อสรุปให้มีความชัดเจนโดยเร็วเพื่อให้ผู้ส่งออกใช้ประโยชน์จากความตกลงให้ได้มากที่สุด รวมไปถึงการจัดตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อประเมินผลกระทบจากมาตรการภาษีเพื่อให้ผู้ส่งออกได้รับทราบข้อมูลที่จำเป็นในการบริหารจัดการต่อไป
ไฟเขียว ขสมก.กู้ 9,111 ล้าน จ่ายค่าเชื้อเพลิง-เหมาซ่อม
นางสาวอัยรินทร์ กล่าววว่า ที่ประชุม ครม. มีมติอนุมัติให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงิน (กรณีรายได้ไม่พอสำหรับรายจ่าย) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รวมจำนวน 9,111.50 ล้านบาท และให้กระทรวงการคลัง (กค.) เป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ กำหนดวิธีการกู้เงิน เงื่อนไขและรายละเอียดต่าง ๆ ในการกู้เงิน ทั้งนี้ กรณีโครงการเช่ารถโดยสารพลังงานสะอาด (EV) ไม่เป็นไปตามแผนจะขอกู้เงินค่าเชื้อเพลิงและค่าเหมาซ่อม ตามที่เกิดขึ้นจริงที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ
นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ปัจจุบันองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ประสบปัญหาการขาดสภาพคล่องทางการเงิน เนื่องจากไม่ได้รับเงินชดเชยจากผลประกอบการที่ขาดทุน ตามจำนวนที่เกิดขึ้นจริง ประกอบกับการปรับปรุงแผนระยะเวลาการรับรถโดยสารปรับอากาศพลังงานสะอาด (EV) จำนวน 1,520 คัน ทำให้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ขสมก. มีความจำเป็นต้องกู้เงินจำนวน 47,430.50 ล้านบาท (บรรจุเข้าแผนการบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ 2569 ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแล้วเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568) เพื่อนำมาชำระหนี้เงินกู้เดิมที่ครบกำหนดชำระ จำนวน 38,319 ล้านบาท และเสริมสภาพคล่องทางการเงิน จำนวน 9,111.50 ล้านบาท โดยจะนำมาใช้เป็นเงินสดหมุนเวียนในการดำเนินงานของ ขสมก. ในปีงบประมาณพ.ศ. 2569 เช่น นำไปชำระค่าเชื้อเพลิง ค่าเหมาซ่อม และเสริมสภาพคล่องทางการเงิน (เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติในครั้งนี้) โดยให้ กค. เป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ กำหนดวิธีการกู้เงิน เงื่อนไข และรายละเอียดต่าง ๆในการกู้เงิน ทั้งนี้ กรณีโครงการเช่ารถโดยสารพลังงานสะอาด (EV) ไม่เป็นไปตามแผนจะขอกู้เงินค่าเชื้อเพลิง และค่าเหมาซ่อมตามเกิดจริง ซึ่งการกู้เงิน ขสมก. ในครั้งนี้ จะทำให้ ขสมก. ประหยัดค่าดอกเบี้ยจ่ายลงได้ปีละ 169.93 ล้านบาท หรือร้อยละ 58.92 ต่อปี
ทั้งนี้ กค. สำนักงบประมาณ และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณาแล้วเห็นชอบ โดยมีความเห็นเพิ่มเติม เช่น ขอให้ คค. และ ขสมก. เร่งรัดโครงการเช่ารถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานสะอาด (EV) ให้เป็นไปตามแผนการดำเนินการและให้ ขสมก. ดำเนินการกู้เงินได้ เมื่อแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2569 ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี และได้บรรจุวงเงินกู้ของ ขสมก. ที่เสนอในครั้งนี้ไว้ด้วยแล้ว ส่วนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เห็นว่า เรื่องที่ คค. เสนอในครั้งนี้ เป็นการดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด มิได้เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงาน หรือ โครงการ หรือ มีผลผูกพันเป็นการผูกพันคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กรณีจึงเป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป สามารถพิจารณาอนุมัติตามข้อเสนอของ คค. ได้
เห็นชอบองค์การโคนมฯกู้ 400 ล้าน รองรับขาดทุนสะสม
นางสาวอัยรินทร์ กล่าววว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบการกู้ยืมเงินเบิกเกินบัญชีเพื่อสำรองเผื่อสภาพคล่องทางการเงิน (การกู้ยืมเงินเบิกเกินบัญชีฯ) ขององค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) โดยให้กระทรวงการคลัง (กค.) ค้ำประกัน จำนวน 400 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอ และให้รับความเห็นของหน่วยงานไปพิจารณาดำเนินการด้วย
นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) ขอเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบการกู้ยืมเงินเบิกเกินบัญชี เพื่อสำรองเผื่อสภาพคล่องทางการเงิน (การกู้ยืมเงินเบิกเกินบัญชีฯ) ขององค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) โดยให้กระทรวงการคลัง(กค.) ค้ำประกัน จำนวน 400 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี เนื่องจากสถานการณ์ช่วงปี 2568 ที่ผ่านมายอดการจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ประกอบกับต้นทุนด้านการผลิต มีการปรับตัวสูงขึ้น อ.ส.ค. จึงจำเป็นต้องรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกร ผู้เลี้ยงโคนมเพิ่มเติมเฉลี่ยวันละ 55 ตัน/วัน (จากเดิมวันละ 367 ตัน) เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุผลดังกล่าว อ.ส.ค. จึงมีผลประกอบการที่ขาดทุนมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง (เดือนตุลาคม 2567 – กันยายน 2568 มีการดำเนินงานที่ขาดทุนสะสม เป็นจำนวน 403 ล้านบาท)
ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ ได้บรรจุแผนการกู้ยืมเงินเบิกเกินบัญชีฯ วงเงิน 400 ล้านบาท ดังกล่าวไว้ในแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 แล้ว ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติ (30 กันยายน 2568) อนุมัติแผนการบริหารหนี้สาธารณะดังกล่าวด้วยแล้ว
ทั้งนี้ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ [สบน. (กค.)] และสำนักงบประมาณ (สงป.) พิจารณาแล้วเห็นชอบ/เห็นชอบในหลักการ โดยให้ กค. เป็นผู้พิจารณาวิธีการกู้เงินเงื่อนไข และรายละเอียดต่าง ๆ ของการกู้เงินและการค้ำประกันเงินกู้ได้ตามความเหมาะสมและจำเป็น ส่วนสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เห็นสมควรให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบตามที่ กษ. เสนอได้ภายหลังจากที่ กษ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหานมกล่องค้างสต๊อก เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม และผู้ประกอบกิจการในอุตสาหกรรมโคนมที่ชัดเจนแล้ว ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องนี้เป็นการดำเนินการตามขั้นตอน ที่กฎหมายกำหนด มิได้เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือ มีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กรณีจึงเป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปสามารถพิจารณาอนุมัติตามข้อเสนอของ กษ. ได้ โดยมีความเห็นเพิ่มเติมว่าควรมอบหมายให้ กษ. และ อ.ส.ค: รับความเห็นของ สบน. (กค.) สงป. สศช. ข้างต้นไปดำเนินการด้วย โดยอาจร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ หรือภาคเอกชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการตลาด (Marketing) และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาแนวทางการลดต้นทุนการผลิตน้ำนมภายในประเทศอย่างเป็นระบบ
“เรื่องนี้เป็นการดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง อ.ส.ค. พ.ศ. 2514 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 26 (2) ที่บัญญัติให้ อ.ส.ค. จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อน จึงจะสามารถกู้ยืมเงิน หรือ ค้ำประกันบุคคลภายนอกครั้งหนึ่งเกิน 20 ล้านบาทได้ จึงเข้าลักษณะเป็นเรื่องที่เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ตามมาตรา 4 (1) แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 ประกอบกับวงเงินกู้ดังกล่าวได้บรรจุอยู่ในแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2569 ด้วยแล้ว” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว
รับทราบกรมศุลฯแจงผลงานปิดรูรั่วไหลภาษีในเขตฟรีโซน
นอกจากนี้ที่ประชุม ครม.ยังมีมติรับทราบผลการพิจารณา หรือ ผลการดำเนินการของกรมศุลกากร ตามข้อเสนอของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เรื่อง มาตรการเพื่อป้องกันมิให้ภาษีที่ควรจะได้รับรั่วไหลจากการประกอบกิจการในเขตปลอดอากร ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ และแจ้งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติทราบต่อไป รวมทั้ง ให้กระทรวงการคลังเร่งรัดการดำเนินการให้ครบถ้วน ตามข้อเสนอของ ป.ป.ช. เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามการทุจริตเกี่ยวกับภาษีศุลกากรมีประสิทธิภาพและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการนำเงินภาษีเข้ารัฐ โดยมีสาระสำคัญของเรื่องดังนี้ ภายหลังจากที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้เสนอมาตรการฯ ต่อคณะรัฐมนตรี (21 ต.ค. 2568) กค. โดยกรมศุลกากรได้จัดการประชุมหารือร่วมกับ คค. ดศ. พณ. ยธ. และ ตร. เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 เพื่อพิจารณาแนวทางการดำเนินการตามมาตรการฯ ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. พร้อมทั้งได้สรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวในแต่ละประเด็นเรียบร้อยแล้ว สรุปได้ ดังนี้
กรมศุลทำตามข้อเสนอ ปปชดาวน์โหลด
ตั้ง ‘พีรธร วิมลโลหการ’ คุมบริหารทรัพย์สิน ปปง.
และในวันนี้ที่ประชุม ครม.ได้มีมติเห็นชอบ/อนุมัติ การแต่งตั้งข้าราชการและผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐ โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้ง นางณัฎฐิมา โฆษิตเจริญกุล ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคพืช (นักวิชาการโรคพืชเชี่ยวชาญ) สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านอารักขาพืช (นักวิชาการเกษตรทรงคุณวุฒิ) กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
2. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงศึกษาธิการ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เสนอแต่งตั้ง นางสาวพัชรกันย์ เมธาอัครเกียรติ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนัก (ผู้อำนวยการสูง) สำนักการคลังและสินทรัพย์ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผน (นักวิชาการศึกษาทรงคุณวุฒิ) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
3. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (สำนักนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงบประมาณ เสนอแต่งตั้ง นางสาวรุ่งทิพย์ ลิมปาภินันท์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบประมาณเชี่ยวชาญ) ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบประมาณทรงคุณวุฒิ) สำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
4. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) เสนอแต่งตั้ง นายพีรธร วิมลโลหการ ข้าราชการพลเรือนสามัญตำแหน่ง ผู้อำนวยการกอง (ผู้อำนวยการสูง) กองบริหารจัดการทรัพย์สิน ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านกฎหมายและพัฒนามาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (นิติกรทรงคุณวุฒิ) สำนักงาน ปปง. ตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 13 มกราคม 2568 เพิ่มเติม