โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ใครบ้างจะได้ประโยชน์จากขุมทรัพย์น้ำมันในเวเนซุเอลา หลังสหรัฐฯ เข้าแทรกแซง

THE STANDARD

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
ใครบ้างจะได้ประโยชน์จากขุมทรัพย์น้ำมันในเวเนซุเอลา หลังสหรัฐฯ เข้าแทรกแซง

“เราได้น้ำมันมูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์ในวันเดียว และมันจะเพิ่มขึ้นอีก เราจะสร้างมันขึ้นมาใหม่ บริษัทน้ำมันรายใหญ่ทั้งหมดกำลังเข้ามา พวกเขาจะทำเงินได้มากมาย และเวเนซุเอลาจะได้รับส่วนแบ่งจากเงินก้อนนั้น เราก็จะได้รับส่วนแบ่งเช่นกัน และเราได้นำความมั่นคงมาสู่ภูมิภาคนี้”

คำประกาศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ภายหลังเข้าแทรกแซงและจับกุมผู้นำเวเนซุเอลา สะท้อนชัดถึงเจตนาในการเตรียมเดินหน้าตักตวงผลประโยชน์จากแหล่งน้ำมันสำรองของเวเนซุเอลา ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และครั้งหนึ่งเคยผลิตน้ำมันได้มากกว่า 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 และต้นทศวรรษ 2000 แต่การลงทุนและการบริหารจัดการที่ผิดพลาด รวมถึงมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ทำให้วันนี้เหลือปริมาณการผลิตราวๆ เกือบ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือน้อยกว่า 1% ของปริมาณความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม การผลิตและจัดการทรัพยากรน้ำมันของเวเนซุเอลาในตอนนี้ อาจจะไม่ง่ายเหมือนกับในอดีต และต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลในการลงทุนและซ่อมแซม เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตน้ำมันหลายแห่งย่ำแย่และถูกทิ้งร้าง นับตั้งแต่ที่รัฐบาลเวเนซุเอลาใช้อำนาจโอนกิจการน้ำมันและสินทรัพย์ของบริษัท Exxon Mobil และ ConocoPhillips ของสหรัฐฯ เข้าเป็นกิจการของรัฐในช่วงปี 2000

ซึ่งจนถึงตอนนี้ ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีบริษัทใดหรือประเทศใดบ้างที่จะได้เข้าไปมีส่วนเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากขุมทรัพย์น้ำมันเหล่านี้

ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า การเข้าไปลงทุนผลิตน้ำมันในเวเนซุเอลาช่วงนี้ ยังมีความท้าทายและความเสี่ยงอีกหลายประการ โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย โครงสร้างพื้นฐานที่ทรุดโทรม และความไม่มั่นคงทางการเมือง

มีความเสี่ยงอะไรบ้าง?

Reuters รายงานความเห็นจากนักวิเคราะห์ ซึ่งชี้ข้อเท็จจริงว่า บริษัทใดก็ตามที่ต้องการลงทุนในเวเนซุเอลาจะต้องเผชิญกับข้อกังวลที่สำคัญ ทั้งความปลอดภัย จากโครงสร้างพื้นฐานที่ทรุดโทรม ตลอดจนความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เป็นปัญหาในระยะยาว และข้อกังขาต่อปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในการลักพาตัวมาดูโร ที่ยังไม่ชัดเจนว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ที่ผ่านมา รัฐบาลเผด็จการของเวเนซุเอลาได้ทำการแปรรูปอุตสาหกรรมน้ำมันเป็นของรัฐ ทั้งในช่วงทศวรรษ 1970 และในทศวรรษ 2000 โดยใช้อำนาจสั่งให้บริษัทน้ำมันเอกชน โอนย้ายไปเป็นกิจการร่วมค้า (Joint Venture) ที่ควบคุมโดยบริษัทน้ำมัน PDVSA ของรัฐ ซึ่งบริษัทส่วนใหญ่เจรจาเพื่อถอนตัวและย้ายออกไป ในขณะที่อีกจำนวนหนึ่งไม่สามารถบรรลุข้อตกลงและต้องยื่นฟ้องอนุญาโตตุลาการเพื่อขอความเป็นธรรม

สิ่งสำคัญสำหรับสถานการณ์ในตอนนี้ ซึ่งทรัมป์ยืนยันว่าจะต้องมีการลงทุนและสร้างรายได้จากอุตสาหกรรมน้ำมันในเวเนซุเอลา คือรัฐบาลเวเนซุเอลาจะต้องปฏิรูปกฎหมายเพื่ออนุญาตให้บริษัทน้ำมันต่างชาติสามารถเข้าไปลงทุนได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมระหว่างทรัมป์ กับผู้บริหารบริษัทน้ำมันรายใหญ่อย่างน้อย 17 บริษัท ซึ่งทรัมป์ เรียกร้องเงินลงทุน 1 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อปลดปล่อยศักยภาพของอุตสาหกรรมน้ำมันเวเนซุเอลา ปรากฎว่าบรรดาบริษัทน้ำมันต่างมีท่าทีระมัดระวังและไม่มีใครยอมทุ่มงบลงทุนตามที่ขอ เนื่องจากเหตุผลสำคัญคือความ ‘ไม่ไว้ใจ’ ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ที่ไม่ทำให้เกิดกรณีการยึดกิจการ ซ้ำรอยกับในอดีต

ดาร์เรน วูดส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Exxon กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า

“ตอนนี้มันไม่คุ้มค่าแก่การลงทุนแล้ว ทรัพย์สินของเราถูกยึดที่นั่นไปแล้วสองครั้ง ดังนั้นคุณคงนึกออกว่า การกลับเข้าไปครั้งที่สามนั้น จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากสิ่งที่เราเคยเห็นในอดีต และสถานการณ์ในปัจจุบันนั้นเป็นเช่นไร”

ขณะที่ทรัมป์ โต้กลับในการให้สัมภาษณ์บนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน ว่าเขา “ไม่ชอบคำตอบของ Exxon” และ “คงจะไม่ดึง Exxon เข้ามาเกี่ยวข้องอีก”

ใครบ้างที่จะได้เข้าไปลงทุน?

ปัจจุบัน Chevron เป็นบริษัทน้ำมันอเมริกันรายใหญ่เพียงแห่งเดียวที่ยังคงดำเนินการผลิตน้ำมันอยู่ในประเทศนี้

นอกจากนี้ มีบริษัทต่างประเทศอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่งที่ยังคงดำเนินงานอยู่ในเวเนซุเอลาเช่นกัน รวมถึง Repsol ของสเปนและ Eni ของอิตาลี ซึ่งทั้งสองบริษัทมีตัวแทนเข้าร่วมการประชุมที่ทำเนียบขาว

ฟรานซิสโก โมนาลดี (Francisco Monaldi) ผู้อำนวยการโครงการพลังงานละตินอเมริกาของสถาบันเบเกอร์ มหาวิทยาลัยไรซ์ ในฮิวสตัน มองว่า Chevron จะเป็นฝ่ายได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการฟื้นตลาดน้ำมันในเวเนซุเอลา

โดย Chevron ซึ่งมีส่วนแบ่งประมาณ 1 ใน 5 ของอัตราการผลิตน้ำมันในเวเนซุเอลา คาดว่าจะสามารถเพิ่มการผลิต โดยต่อยอดจากฐานการผลิตในปัจจุบันได้ ขณะที่ Exxon ที่แม้จะไม่ถูกเลือกจากทรัมป์ เผยว่ากำลังดำเนินการส่งทีมงานด้านเทคนิคเข้าไปประเมินสถานการณ์ในเวเนซุเอลาอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

สำหรับบริษัทน้ำมันอื่นๆ ของสหรัฐฯ ก็กำลังจับตาดูหลายๆ ปัจจัยอย่างใกล้ชิด ทั้งเสถียรภาพทางการเมืองในเวเนซุเอลา และรอติดตามดูว่าสภาพแวดล้อมในการเข้าไปดำเนินงานและกรอบสัญญาจะเป็นอย่างไร

ส่วน Repsol ซึ่งปัจจุบันมีอัตราการผลิตน้ำมันในเวเนซุเอลาอยู่ที่ประมาณ 45,000 บาร์เรลต่อวัน ยืนยันว่ามองเห็นหนทางที่จะเพิ่มปริมาณการผลิตเป็น 3 เท่าได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม

สถานการณ์ปัจจุบันของอุตสาหกรรมน้ำมันเวเนซุเอลาเป็นอย่างไร?

สมมติฐานการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมน้ำมันเวเนซุเอลา ณ ตอนนี้ ยังอยู่ท่ามกลางฉากหลังอันมืดมน

โดยเศรษฐกิจของเวเนซุเอลาหดตัวอย่างมากหลังปี 2013 เมื่อปริมาณการผลิตน้ำมันลดลงอย่างฮวบฮาบ อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูง และความยากจนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

แม้ว่าปัจจุบัน ปริมาณการผลิตน้ำมันจะเริ่มทรงตัวบ้างแล้ว แต่ราคาน้ำมันโลกที่ลดลงและส่วนลดสำหรับราคาน้ำมันดิบของเวเนซุเอลา ยังคงจำกัดการเพิ่มขึ้นของรายได้ ทำให้มีช่องว่างน้อยมากในการชำระหนี้โดยไม่ต้องปรับโครงสร้างหนี้ครั้งใหญ่

ขณะที่การปิดล้อมและยึดเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรของสหรัฐฯ เมื่อเร็วๆ นี้ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง

ทรัมป์กล่าวว่า บริษัทน้ำมันของสหรัฐฯ พร้อมที่จะรับมือกับภารกิจที่ยากลำบากในการเข้าไปลงทุนในเวเนซุเอลาเพื่อฟื้นฟูการผลิต แต่รายละเอียดและกรอบเวลายังไม่มีความชัดเจน

อนาคตจะเป็นอย่างไร?

คาดว่ากลุ่ม OPEC และพันธมิตรจะรักษานโยบายการผลิตน้ำมัน ณ ปัจจุบันต่อไปในอนาคตอันใกล้ หลังจากที่เพิ่มปริมาณการผลิตตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับอุปทานน้ำมันล้นตลาดโลก ก่อนที่จะมีการตกลงระงับการเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันในเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ และมีนาคม

โมนาลดี มองว่าการฟื้นการส่งออกน้ำมันดิบเวเนซุเอลา ไปยังอ่าวเม็กซิโก (หรือปัจจุบันคืออ่าวอเมริกา) อีกครั้ง อาจมีความสำคัญอย่างมากต่อสหรัฐฯ ในระยะยาว เนื่องจากเส้นทางการส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลา จะเปลี่ยนจากที่มุ่งไปยังตลาดมืดในจีนเป็นหลัก เป็นการส่งออกไปยังสหรัฐฯ เป็นหลัก

เขาชี้ว่า “สหรัฐอเมริกามีโรงกลั่นขนาดใหญ่ในบริเวณชายฝั่งของอ่าว ซึ่งได้รับการปรับให้เหมาะสมสำหรับการแปรรูปน้ำมันหนัก และนั่นคือประเภทของน้ำมันที่เวเนซุเอลาผลิต”

ทั้งนี้ เวเนซุเอลาเคยส่งออกน้ำมันไปยังสหรัฐฯ ถึงวันละครึ่งล้านบาร์เรลก่อนที่สหรัฐฯ จะเริ่มใช้มาตรการคว่ำบาตรในปี 2019 และตอนนี้ส่งออกแค่เพียงประมาณ 140,000 บาร์เรลเนื่องจากใบอนุญาตของ Chevron ดังนั้นจึงคาดการณ์ได้ว่าในอนาคต น้ำมันอย่างน้อยครึ่งล้านบาร์เรล และอาจเกือบทั้งหมดของการส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลา อาจส่งไปยังสหรัฐฯ

“เวเนซุเอลามีน้ำมันมหาศาล อยู่ในระดับที่เหนือกว่าประเทศอื่นๆ อาจมีเพียงแคนาดาเท่านั้นที่ใกล้เคียง นี่คือแหล่งสำรองน้ำมันขนาดใหญ่ มีขนาดใหญ่เท่าหรือใกล้เคียงกับแหล่งสำรองในตะวันออกกลาง ในอ่าวเปอร์เซีย ความแตกต่างคือ น้ำมันในอ่าวเปอร์เซียเป็นน้ำมันเบา มีผลผลิตต่อบ่อสูงกว่า และต้นทุนต่ำกว่าเวเนซุเอลามาก แต่เวเนซุเอลามีต้นทุนที่แข่งขันได้ เมื่อเทียบกับสหรัฐฯ หรือแคนาดา ดังนั้น หากเวเนซุเอลาสามารถลดความเสี่ยงที่อยู่เหนือพื้นดิน ความเสี่ยงทางการเมืองสำหรับการลงทุน การลงทุนนั้นย่อมมีกำไร และแหล่งสำรองเหล่านี้ก็อาจได้รับการพัฒนา”

โมนาลดีชี้ว่า เวเนซุเอลาต้องการเงินลงทุนประมาณ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และอาจต้องใช้เวลาประมาณ 8-10 ปี เพื่อให้กลับไปสู่ระดับการผลิตน้ำมันสูงสุดเฉกเช่นในอดีต ซึ่งต้องอาศัยเงื่อนไขหลายอย่างที่สอดคล้องกัน ทั้ง ความมั่นคงทางการเมือง กรอบสถาบันที่น่าเชื่อถือ ความสัมพันธ์ที่ดี และความสัมพันธ์ที่มั่นคงระหว่างเวเนซุเอลาและสหรัฐฯ

ภาพ : Jesus Vargas/picture alliance via Getty Images

อ้างอิง :

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...