“ฟอร์ด” ถอยเกม EV ครั้งใหญ่ บันทึกด้อยค่า 1.95 หมื่นล้านดอลล์ หันเร่งเครื่องรถน้ำมัน-ไฮบริด
"ฟอร์ด" ประกาศยุติรถไฟฟ้าหลายรุ่น บันทึกด้อยค่า 1.95 หมื่นล้านดอลล์ หันเร่งเครื่องรถน้ำมัน-ไฮบริด หลังดีมานด์ EV ชะลอแรงและนโยบายรัฐบาลทรัมป์ลดแรงหนุนรถไฟฟ้า
วันที่ 16 ธันวาคม 2568 เวลา 07.59 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ฟอร์ด มอเตอร์ ประกาศบันทึกด้อยค่าสินทรัพย์มูลค่าสูงถึง 1.95 หมื่นล้านดอลลาร์ พร้อมยุติการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า (EV) หลายรุ่น นับเป็นสัญญาณชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่งของการที่อุตสาหกรรมยานยนต์โลกเริ่มถอยห่างจากรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ท่ามกลางความต้องการที่ชะลอตัว และผลกระทบจากนโยบายของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ลดแรงสนับสนุนต่อ EV อย่างมีนัยสำคัญ
ฟอร์ดระบุว่า รถกระบะไฟฟ้า F-150 Lightning จะถูกแทนที่ด้วยรถรุ่นใหม่แบบ extended-range EV ซึ่งใช้เครื่องยนต์เบนซินช่วยชาร์จแบตเตอรี่
ขณะเดียวกันบริษัทได้ยกเลิกโครงการรถกระบะไฟฟ้ารุ่นใหม่รหัส T3 รวมถึงแผนพัฒนารถตู้พาณิชย์ไฟฟ้า โดยซีอีโอ จิม ฟาร์ลีย์ ระบุว่าการตัดสินใจครั้งนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของตลาดในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ฟอร์ดต้องทบทวนกลยุทธ์อย่างจริงจัง
แม้จะยุติ EV หลายโครงการ ฟอร์ดยืนยันว่าจะหันกลับมาเน้นรถใช้น้ำมันและไฮบริดอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมเดินหน้าจ้างงานเพิ่มในระยะยาว แม้ในระยะสั้นจะมีการเลิกจ้างบางส่วนในโรงงานแบตเตอรี่รัฐเคนทักกี โดยบริษัทคาดว่าสัดส่วนรถไฮบริด รถไฟฟ้าแบบขยายระยะทาง และ EV เต็มรูปแบบ จะเพิ่มเป็น 50% ของยอดขายทั่วโลกภายในปี 2573 จากปัจจุบันที่ 17%
การบันทึกด้อยค่าดังกล่าวจะรับรู้เป็นระยะ ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีนี้ ต่อเนื่องไปถึงปี 2570 โดยกว่า 8.5 พันล้านดอลลาร์ มาจากการยกเลิกโครงการ EV, 6 พันล้านดอลลาร์ จากการยุติความร่วมมือด้านแบตเตอรี่กับบริษัท SK On ของเกาหลีใต้ และอีก 5 พันล้านดอลลาร์ เป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับโครงการต่าง ๆ
ขณะเดียวกัน ฟอร์ดยังปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรจากการดำเนินงานปี 2568 เป็นราว 7 พันล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ราคาหุ้นขยับขึ้นประมาณ 1% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการ
การเปลี่ยนท่าทีของฟอร์ดสะท้อนภาพรวมอุตสาหกรรมที่กำลังเผชิญแรงกดดัน หลังผู้ผลิตรถยนต์ทั่วโลกลงทุนมหาศาลกับ EV ในช่วงต้นทศวรรษ แต่ความต้องการกลับอ่อนแรงลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในสหรัฐ หลังสิ้นสุดมาตรการเครดิตภาษีผู้ซื้อรถไฟฟ้า 7,500 ดอลลาร์ เมื่อเดือนกันยายน ส่งผลให้ยอดขาย EV ในสหรัฐร่วงลงถึง 40% ในเดือนพฤศจิกายน
นอกจากนี้นโยบายของรัฐบาลทรัมป์ยังผ่อนคลายกฎการปล่อยมลพิษ และระงับค่าปรับด้านประสิทธิภาพเชื้อเพลิง ซึ่งเอื้อให้ผู้ผลิตกลับไปขายรถใช้น้ำมันมากขึ้น
รถ F-150 Lightning ซึ่งเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในปี 2565 เคยมียอดสั่งจองกว่า 200,000 คัน แต่ยอดขายไม่เป็นไปตามคาด โดยในปีนี้ขายได้เพียง 25,583 คัน ลดลง 10% จากปีก่อน ส่วนโครงการ T3 ที่เคยถูกวางให้เป็นหัวใจของ EV เจเนอเรชันใหม่ จะถูกแทนที่ด้วยรถกระบะใช้น้ำมันที่โรงงานรัฐเทนเนสซีในปี 2572
อย่างไรก็ตามฟอร์ดยังไม่ละทิ้ง EV ทั้งหมด โดยจะหันไปพัฒนารถไฟฟ้าราคาจับต้องได้มากขึ้น ผ่านทีมวิจัยพิเศษในแคลิฟอร์เนีย ตั้งเป้าราคาเริ่มต้นราว 30,000 ดอลลาร์ และเริ่มจำหน่ายในปี 2570 พร้อมย้ำว่า แทนที่จะทุ่มเงินอีกหลายพันล้านดอลลาร์กับ EV ขนาดใหญ่ที่ยังไม่เห็นทางทำกำไร บริษัทจะนำเงินไปลงทุนในธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า
แนวโน้มนี้สอดคล้องกับผู้ผลิตรายใหญ่อื่น ๆ อย่าง GM และ Stellantis ที่ต่างลดขนาดแผน EV และหันกลับมาเน้นไฮบริด ขณะที่ผู้เล่น EV ล้วนอย่าง Tesla และ Rivian อาจได้โอกาสเพิ่มส่วนแบ่งตลาด แม้ในตลาดที่เล็กลง โดยฟอร์ดตั้งเป้าว่าธุรกิจ EV จะกลับมาทำกำไรได้ภายในปี 2572 หลังขาดทุนราว 5 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ในช่วงที่ผ่านมา
อ้างอิง :reuters.com