โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“ฟอร์ด” ถอยเกม EV ครั้งใหญ่ บันทึกด้อยค่า 1.95 หมื่นล้านดอลล์ หันเร่งเครื่องรถน้ำมัน-ไฮบริด

การเงินธนาคาร

อัพเดต 16 ธ.ค. 2568 เวลา 14.27 น. • เผยแพร่ 16 ธ.ค. 2568 เวลา 07.27 น.

"ฟอร์ด" ประกาศยุติรถไฟฟ้าหลายรุ่น บันทึกด้อยค่า 1.95 หมื่นล้านดอลล์ หันเร่งเครื่องรถน้ำมัน-ไฮบริด หลังดีมานด์ EV ชะลอแรงและนโยบายรัฐบาลทรัมป์ลดแรงหนุนรถไฟฟ้า

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 เวลา 07.59 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ฟอร์ด มอเตอร์ ประกาศบันทึกด้อยค่าสินทรัพย์มูลค่าสูงถึง 1.95 หมื่นล้านดอลลาร์ พร้อมยุติการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า (EV) หลายรุ่น นับเป็นสัญญาณชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่งของการที่อุตสาหกรรมยานยนต์โลกเริ่มถอยห่างจากรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ท่ามกลางความต้องการที่ชะลอตัว และผลกระทบจากนโยบายของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ลดแรงสนับสนุนต่อ EV อย่างมีนัยสำคัญ

ฟอร์ดระบุว่า รถกระบะไฟฟ้า F-150 Lightning จะถูกแทนที่ด้วยรถรุ่นใหม่แบบ extended-range EV ซึ่งใช้เครื่องยนต์เบนซินช่วยชาร์จแบตเตอรี่

ขณะเดียวกันบริษัทได้ยกเลิกโครงการรถกระบะไฟฟ้ารุ่นใหม่รหัส T3 รวมถึงแผนพัฒนารถตู้พาณิชย์ไฟฟ้า โดยซีอีโอ จิม ฟาร์ลีย์ ระบุว่าการตัดสินใจครั้งนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของตลาดในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ฟอร์ดต้องทบทวนกลยุทธ์อย่างจริงจัง

แม้จะยุติ EV หลายโครงการ ฟอร์ดยืนยันว่าจะหันกลับมาเน้นรถใช้น้ำมันและไฮบริดอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมเดินหน้าจ้างงานเพิ่มในระยะยาว แม้ในระยะสั้นจะมีการเลิกจ้างบางส่วนในโรงงานแบตเตอรี่รัฐเคนทักกี โดยบริษัทคาดว่าสัดส่วนรถไฮบริด รถไฟฟ้าแบบขยายระยะทาง และ EV เต็มรูปแบบ จะเพิ่มเป็น 50% ของยอดขายทั่วโลกภายในปี 2573 จากปัจจุบันที่ 17%

การบันทึกด้อยค่าดังกล่าวจะรับรู้เป็นระยะ ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีนี้ ต่อเนื่องไปถึงปี 2570 โดยกว่า 8.5 พันล้านดอลลาร์ มาจากการยกเลิกโครงการ EV, 6 พันล้านดอลลาร์ จากการยุติความร่วมมือด้านแบตเตอรี่กับบริษัท SK On ของเกาหลีใต้ และอีก 5 พันล้านดอลลาร์ เป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับโครงการต่าง ๆ

ขณะเดียวกัน ฟอร์ดยังปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรจากการดำเนินงานปี 2568 เป็นราว 7 พันล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ราคาหุ้นขยับขึ้นประมาณ 1% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการ

การเปลี่ยนท่าทีของฟอร์ดสะท้อนภาพรวมอุตสาหกรรมที่กำลังเผชิญแรงกดดัน หลังผู้ผลิตรถยนต์ทั่วโลกลงทุนมหาศาลกับ EV ในช่วงต้นทศวรรษ แต่ความต้องการกลับอ่อนแรงลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในสหรัฐ หลังสิ้นสุดมาตรการเครดิตภาษีผู้ซื้อรถไฟฟ้า 7,500 ดอลลาร์ เมื่อเดือนกันยายน ส่งผลให้ยอดขาย EV ในสหรัฐร่วงลงถึง 40% ในเดือนพฤศจิกายน

นอกจากนี้นโยบายของรัฐบาลทรัมป์ยังผ่อนคลายกฎการปล่อยมลพิษ และระงับค่าปรับด้านประสิทธิภาพเชื้อเพลิง ซึ่งเอื้อให้ผู้ผลิตกลับไปขายรถใช้น้ำมันมากขึ้น

รถ F-150 Lightning ซึ่งเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในปี 2565 เคยมียอดสั่งจองกว่า 200,000 คัน แต่ยอดขายไม่เป็นไปตามคาด โดยในปีนี้ขายได้เพียง 25,583 คัน ลดลง 10% จากปีก่อน ส่วนโครงการ T3 ที่เคยถูกวางให้เป็นหัวใจของ EV เจเนอเรชันใหม่ จะถูกแทนที่ด้วยรถกระบะใช้น้ำมันที่โรงงานรัฐเทนเนสซีในปี 2572

อย่างไรก็ตามฟอร์ดยังไม่ละทิ้ง EV ทั้งหมด โดยจะหันไปพัฒนารถไฟฟ้าราคาจับต้องได้มากขึ้น ผ่านทีมวิจัยพิเศษในแคลิฟอร์เนีย ตั้งเป้าราคาเริ่มต้นราว 30,000 ดอลลาร์ และเริ่มจำหน่ายในปี 2570 พร้อมย้ำว่า แทนที่จะทุ่มเงินอีกหลายพันล้านดอลลาร์กับ EV ขนาดใหญ่ที่ยังไม่เห็นทางทำกำไร บริษัทจะนำเงินไปลงทุนในธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

แนวโน้มนี้สอดคล้องกับผู้ผลิตรายใหญ่อื่น ๆ อย่าง GM และ Stellantis ที่ต่างลดขนาดแผน EV และหันกลับมาเน้นไฮบริด ขณะที่ผู้เล่น EV ล้วนอย่าง Tesla และ Rivian อาจได้โอกาสเพิ่มส่วนแบ่งตลาด แม้ในตลาดที่เล็กลง โดยฟอร์ดตั้งเป้าว่าธุรกิจ EV จะกลับมาทำกำไรได้ภายในปี 2572 หลังขาดทุนราว 5 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ในช่วงที่ผ่านมา

อ้างอิง :reuters.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...