เยือน “น่าน” ชวนดู “สบขุ่นโมเดล” โครงการอนุรักษ์ป่า พลิกผืนดินแห้งแล้งสู่พื้นที่สีเขียวอย่างยั่งยืนด้วย “กาแฟ”
เยือน “น่าน” ชวนดู สบขุ่นโมเดล โครงการอนุรักษ์ป่า พลิกผืนดินแห้งแล้งสู่พื้นที่สีเขียวอย่างยั่งยืนด้วย “กาแฟ”
เข้าช่วงปลายปีก็ถึงเวลาเติมอากาศบริสุทธิ์ พร้อมชมธรรมชาติอันเขียวชอุ่มเพื่อฮีลใจก่อนลุยต่อในปี 2026
“น่าน” จังหวัดเก่าแก่ทางภาคเหนือของไทย ถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาวไทยและเทศ เพราะเป็นเมืองประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ทั้งยังเป็นเมืองที่หลายคนตกหลุมรักบรรยากาศเย็น ๆ อันสวยงาม มองไปทางไหนก็เห็นภูเขา ต้นไม้ ใบหญ้า อันเขียวขจี บนท้องฟ้ามีก้อนเมฆสีขาวแซมเป็นทางยาว
ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติดังกล่าว นอกจากเกิดจากประชาชนในพื้นที่และภาครัฐร่วมกันดูแลรักษาให้คงอยู่อย่างยั่งยืนแล้ว ภาคเอกชนก็ยังมีบทบาทในการสร้างพื้นที่สีเขียว เช่น โครงการ “สบขุ่นโมเดล” สนับสนุนโดย บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (ซีพี)ที่ร่วมมือกับผู้คนในชุมชนบ้านสบขุ่น อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ศึกษา เรียนรู้ และพัฒนาไปด้วยกัน เพื่อให้ธรรมชาติของเมืองน่านยังคงงดงามจากรุ่นสู่รุ่น
จุดเริ่มต้น “สบขุ่นโมเดล” โครงการอนุรักษ์ป่าบ้านสบขุ่น
ปัญหาเอกสารสิทธิ์ ภูเขาหัวโล้น และหมอกควันไฟป่า ล้วนเชื่อมโยงกัน เพราะเมื่อเกษตรกรไม่มีที่ดินทำกินก็ต้องทำไร่เลื่อนลอย ต้องเผาป่าไปเรื่อยๆ เกิดเป็นภูเขาหัวโล้น ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศตามมา ซึ่งน่านเมื่อ 10 กว่าปีก่อนต้องเผชิญปัญหาเหล่านี้ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตแทบทุกด้านของผู้คนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เหตุนี้ ศุภชัย เจียรวนนท์ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ให้ความสำคัญกับมิติความยั่งยืน (Sustainability) มาโดยตลอด จึงลงพื้นที่จริง ศึกษาโมเดลในหลาย ๆ องค์กร ว่าในพื้นที่จังหวัดน่านทำอะไรไปแล้วบ้าง และซีพีสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้อย่างไรบ้าง เพื่อสร้างทางเลือกให้กับเกษตรกร ที่จำนวนไม่น้อยไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดินทำกิน
“ราวปี 2558 ซีพีได้เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟป่า PM2.5 และภูเขาหัวโล้นในพื้นที่จังหวัดน่านและเขตภาคเหนือ ตอนนั้นคุณศุภชัยมาที่น่าน เพื่อดูว่าซีพีจะทำอะไรเพื่อช่วยเหลือหรือส่งเสริมเกษตรกรได้บ้าง จากนั้นซีพีก็ได้ร่วมกับหลาย ๆ องค์กรที่สนับสนุนเมืองน่านในด้านต่าง ๆ อยู่แล้ว อย่าง ‘มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ’ และ ‘มูลนิธิรักษ์ป่าน่าน’ เพื่อให้ทุกคนในพื้นที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” บัญชา โชติกำจรผู้อำนวยการสำนักงานด้านความยั่งยืนและพัฒนาชุมชน จ. น่าน เครือเจริญโภคภัณฑ์ บอกเล่า
จุดนั้นเองถือเป็นต้นกำเนิด สำนักงานด้านความยั่งยืนและพัฒนาชุมชน จ. น่าน เครือเจริญโภคภัณฑ์ซึ่งเป็นสำนักงานด้านความยั่งยืนและพัฒนาชุมชนแห่งแรกของซีพีในไทย ก่อนที่ต่อมาจะเป็นกลุ่มหลักที่ร่วมกับชาวบ้านในการก่อตั้ง “สบขุ่นโมเดล”ในปี 2559
อรรถวิทย์ ยุทธยศผู้จัดการทั่วไป ด้านความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ เล่าถึงเรื่องนี้ว่า หลังจากซีพีลงพื้นที่ศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดในปี 2558 พบว่า “บ้านสบขุ่น” เป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาภูเขาหัวโล้นจำนวนมาก ทั้งการทำการเกษตรยังใช้ยาและสารฆ่าแมลงอยู่ไม่น้อย
เมื่อเห็นปัญหาแล้วก็เริ่มจากการหาชาวบ้านที่อยากเปลี่ยนอาชีพทำกิน เกิดเป็นกลุ่ม “คนหัวไวหัวใจสู้” ซึ่งต่อมาได้ไปศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับ “กาแฟ” ในหมู่บ้านใกล้เรือนเคียงจังหวัดเดียวกัน นั่นคือ “บ้านสันเจริญ”ซึ่งปลูกกาแฟอยู่แล้ว
ด้วยความสามารถด้านการเกษตรของคนในชุมชน และการเติมเต็มข้อมูลด้านการเกษตรที่ถูกต้อง ทำให้ชาวบ้านที่ลงทุนลงแรงกับไร่กาแฟในพื้นที่สบขุ่นดำเนินไปได้สวย จากนั้นก็มีการต่อยอดโครงการ คือมีโรงงานให้ชาวบ้านมาขายผลผลิตของตนเอง รวมไปถึงเปิด “ร้านกาแฟ” ให้ชาวสบขุ่นได้โชว์ฝีมือทั้งเมล็ดที่ตั้งใจปลูก และทักษะการชงกาแฟ เป็นการสร้างเสริมทักษะผู้ประกอบการได้อีกทางหนึ่ง
บุก “สบขุ่นโมเดล” โครงการอนุรักษ์ธรรมชาติในชุมชนสบขุ่น ลุยทุกขั้นตอนตั้งแต่เก็บเมล็ดกาแฟยันทำขาย
“สบขุ่นโมเดล” เป็นโครงการที่ส่งเสริมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำก็ว่าได้ เพราะเริ่มตั้งแต่การปลูกไปจนถึงการเปิดร้านกาแฟ ซึ่งในทริป “Nan Green Trails: เดินทางสีเขียว ในดินแดนแห่งขุนเขา” ระหว่างวันที่ 12-14 ธันวาคม ที่ผ่านมา ชาวบ้านและทีมงานจากสำนักงานด้านความยั่งยืนและพัฒนาชุมชน จ. น่าน เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้พาทุกคนไปเก็บเมล็ดกาแฟ สายพันธุ์อะราบิกา
ทริกในการเก็บเมล็ดกาแฟที่ขึ้นเป็นต้นพุ่มไม่ใหญ่ไม่เล็กบนขั้นบันไดของภูเขาลูกใหญ่ คือต้องเก็บเมล็ดที่มีสีแดงจัดด้วยการบิดเบา ๆ จากต้น เมื่อเก็บแล้วก็ใส่ตะกร้าไม้สานคู่ใจที่คาดไว้กับร่างกาย
ระหว่างเก็บเมล็ดกาแฟนั้น ชาวบ้านสบขุ่นที่เข้าร่วมโครงการก็เล่าข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีชาวบ้านสบขุ่นจำนวนมากหันมาปลูกกาแฟ จากเดิมที่นิยมปลูกข้าวโพดที่ได้ผลผลิตและรายได้เร็ว ทว่าก็แลกมาด้วยภูเขาที่ไร้ซึ่งความชอุ่ม แต่ต้นกาแฟอยู่ได้ถึงประมาณ 20-30 ปี ถือเป็นการลงแรงที่ต้องเริ่มต้นใหม่แต่ก็คุ้มค่า
หลังจากเก็บเมล็ดกาแฟกันจนพอใจ ก็มากันที่ “ร้านกาแฟสบขุ่น น่าน”ให้เราได้สัมผัสบรรยากาศร้านกาแฟที่อยู่ท่ามกลางทิวเขา ต้นไม้ และใบหญ้า และละเลียดรสชาติเครื่องดื่มที่ได้จากเมล็ดพันธุ์ของชาวบ้านที่ปลูกเอง
ความพิเศษของทริปนี้ คือเด็ก ๆ จากโครงการ “บาริสต้าน้อย” ซึ่งเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนบ้านสบขุ่น มาโชว์การดริปกาแฟให้ทุกคนได้ดู โดยโครงการบาริสต้าน้อยถือเป็นการต่อยอดจาก “สบขุ่นโมเดล” อีกทอดหนึ่ง ซึ่งน้อง ๆ มีความสามารถตั้งแต่การเลือกเมล็ดกาแฟไปจนถึงการทำกาแฟให้รสชาติออกมายอดเยี่ยม ซึ่งหลักสูตรบาริสต้าน้อยได้ดำเนินการมาถึง 2 รุ่นแล้ว
จบจากการชิมกาแฟที่ร้านก็เดินทางขึ้นไปสูงกว่าเดิมเพื่อเยือนโรงแปรรูปเมล็ดกาแฟ อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของ “สบขุ่นโมเดล” ซึ่งเมล็ดกาแฟที่เราเก็บกันตั้งแต่เช้าได้ย้ายมาอยู่ที่นี่ พร้อมกับใช้วิธีการลอยจมคัดเลือกเกรดเมล็ดกาแฟที่ดี หากเมล็ดไหนดีจะจมลงก้นภาชนะ เมล็ดไหนไม่ได้ก็จะลอยน้ำ
นี่คือการคัดแยกเบื้องต้น ซึ่งเมล็ดกาแฟที่ชาวบ้านปลูกก็จะต้องทำการลอย-จม เพื่อคัดเกรดแบบนี้ เพื่อทางโรงงานจะกำหนดราคาที่จะได้ในรอบนั้น ๆ เช่นกัน หลังจากทำการคัดเลือกเรียบร้อยก็จะเข้าสู่การสีให้เปลือกสีแดงออกมาจากตัวกะลา ส่วนที่เป็นเศษจะเอาไปทำเป็นปุ๋ย ซึ่งนี่คือขั้นตอนคร่าว ๆ ของการเป็นเมล็ดพันธุ์กาแฟแสนอร่อยที่ทำด้วยใจจากชาวบ้านสบขุ่น จังหวัดน่าน
“สบขุ่นโมเดล” จึงเป็นความร่วมมือร่วมใจระหว่างประชาชนในพื้นที่กับภาคเอกชน ที่นอกจากช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของทุกคนแล้ว ยังเป็นการอนุรักษ์และส่งเสริมให้ธรรมชาติอยู่กับเราอย่างยั่งยืนได้อีกด้วย
อ่านเพิ่มเติม :
- เส้นทาง “กาแฟ” จากพืช ถึงเครื่องดื่มทางศาสนา แล้วเป็นธุรกิจฮิตทั่วโลกได้อย่างไร
- “กาแฟ” กับ “อาหารเช้า” ความลงตัวที่เกิดขึ้นมาเพราะต้องการ “ความบริสุทธิ์”
- “กาแฟใส่น้ำตาล” ไม่ได้เกิดเพื่อลดความขม แต่เพราะราคาน้ำตาลโลกตกต่ำ
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 15 ธันวาคม 2568
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เยือน “น่าน” ชวนดู “สบขุ่นโมเดล” โครงการอนุรักษ์ป่า พลิกผืนดินแห้งแล้งสู่พื้นที่สีเขียวอย่างยั่งยืนด้วย “กาแฟ”
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com