โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ผู้ว่าแบงก์ชาติชี้ไทยเข้าสู่ยุค“โตต่ำ” เศรษฐกิจอาจโงหัวไม่ขึ้นหากไม่เร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

Thairath Money

อัพเดต 19 ธ.ค. 2568 เวลา 00.00 น. • เผยแพร่ 19 ธ.ค. 2568 เวลา 00.00 น.
ภาพไฮไลต์

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Driving Thailand Toward Sustainable Wealth : เปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยเพื่อความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน” ในงานสัมมนา “Thailand Next Move 2026 : Wealth Creation” ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความมั่งคั่งยั่งยืน จัดโดยวารสารการเงินธนาคาร ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ จากการขยายตัวที่อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ซึ่งกำลังกลายเป็น New Normal โดยในปี 2569 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพียง 1.5% ขณะที่ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งเคยขยายตัวได้สูงสุดราว 4.4% ปัจจุบันลดลงเหลือเพียงประมาณ 2.7%

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่า ในระยะข้างหน้าเศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวได้เพียงระดับ 2% กว่า ๆ ต่อเนื่อง หากไม่มีความจริงจังในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งจากสังคมสูงวัยที่ทำให้กำลังแรงงานและกำลังซื้อลดลง การขาดการลงทุนใหม่มาเป็นเวลานาน ผลิตภาพต่ำ การพึ่งพาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีเดิม รวมถึงปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมือง ความเหลื่อมล้ำสูง และหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งล้วนส่งผลให้การบริโภคและการลงทุนชะลอตัว

ผู้ว่าการ ธปท. ย้ำว่า การใช้นโยบายการเงินหรือการลดดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างหรือยกระดับผลิตภาพของเศรษฐกิจได้ ธปท.ในยุคปัจจุบันจึงต้องปรับบทบาท จากการดูแลเสถียรภาพเพียงด้านเดียว มาเป็นการดูแลเสถียรภาพการเงิน เงินเฟ้อ ซึ่งขณะนี้อยู่ในอัตราที่ต่ำ แต่ยังไม่มีสัญญาณเงินฝืด ระบบสถาบันการเงิน และระบบการชำระเงินควบคู่กัน พร้อมทำหน้าที่เป็นผู้นำในการสร้างความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยย้ำว่า ธปท.จะไม่เข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรง

ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายแล้ว 5 ครั้งในรอบ 1 ปี รวม 1.25% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปี แม้ผลต่อการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศจะน้อยมาก ไม่ถึง 0.2% แต่ช่วยเพิ่มสภาพคล่องและบรรเทาภาระหนี้ในระยะสั้นได้ อย่างไรก็ตาม หากต้องการให้เกิดการลงทุนใหม่และการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เอสเอ็มอีจำเป็นต้องเข้าถึงสินเชื่อ ขณะที่ปัจจุบันสินเชื่อเอสเอ็มอีติดลบต่อเนื่องถึง 13 ไตรมาส

“นอกจาก ธปท.แล้ว ธนาคารพาณิชย์ต้องปรับบทบาทเช่นกัน กำไรสูงไม่ว่าอะไร แต่ควรยอมรับความเสี่ยงมากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อเพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจ และควรเร่งส่งผ่านการลดดอกเบี้ยนโยบายไปยังดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อให้ทั้งผู้กู้รายใหม่และผู้กู้เดิมที่เป็นดอกเบี้ยลอยตัวได้รับประโยชน์ ผมก็อยากกระซิบท่านซีอีโอแบงก์ ให้ส่งผ่านไปยังดอกเบี้ยเงินกู้ให้ลดลงตามหน่อย เพื่อให้คนกู้ใหม่ได้ประโยชน์ และช่วยให้คนกู้เก่าที่เป็นดอกเบี้ยลอยตัวได้ประโยชน์ด้วย”

สำหรับมาตรการสนับสนุนเอสเอ็มอี ในสัปดาห์หน้า ธปท.จะร่วมกับกระทรวงการคลังและธนาคารพาณิชย์ ออกมาตรการค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอี เพื่อลดความเสี่ยงให้ผู้ประกอบการราว 15–30% และตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ 100,000 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพแข่งขันสูง เช่น อาหารและเกษตรแปรรูป ยานยนต์ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อกระตุ้นการลงทุนใหม่ในระบบเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน ธปท.ให้ความสำคัญกับการลดแรงกดดันการแข็งค่าของเงินบาท โดยเฉพาะจากธุรกรรมซื้อขายทองคำ ซึ่งมีผลต่อค่าเงินบาทในบางช่วงเวลา โดยที่ผ่านมา ธปท.เข้าไปดูแลเพื่อลดความผันผวนของค่าเงินบาทอย่างต่อเนื่อง พร้อมสั่งการให้ธนาคารพาณิชย์เข้มงวดการตรวจสอบธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับทองคำ และอยู่ระหว่างหารือกับผู้ค้าทองคำรายใหญ่เพื่อเพิ่มความโปร่งใสของข้อมูล

นอกจากนี้ ธปท.ได้เสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลธุรกรรมทองคำโดยเฉพาะ เพื่อปิดช่องว่างในการกำกับดูแล รวมถึงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อติดตามที่มาของคริปโทเคอร์เรนซีที่เชื่อมโยงกับธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ ลดแรงจูงใจในการไหลเข้าของเงินทุน และช่วยรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทในระยะต่อไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ผู้ว่าแบงก์ชาติชี้ไทยเข้าสู่ยุค“โตต่ำ” เศรษฐกิจอาจโงหัวไม่ขึ้นหากไม่เร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...