โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สถิติคนไทยถูก หลอกลงทุน แตะ 55% ของมูลค่าเสียหายรวม เบบี้บูม/Gen X เป้าหลักมิจฯ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 09 พ.ย. 2568 เวลา 14.23 น. • เผยแพร่ 09 พ.ย. 2568 เวลา 07.23 น.

คนไทยถูก หลอกลงทุน เสียหายหนักสุด แตะ 55% ของมูลค่าเสียหายรวม Baby Boom และ Gen X เสี่ยงสูง พบมิจฉาชีพใช้โซเชียลมีเดียเข้าถึงเหยื่อ

จากหัวข้อในงานสัมมนาวิชาการธนาคารแห่งประเทศไทย ประจำปี 2568 หยิบยกประเด็นที่เป็นที่สนใจของทั้งผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการทางการเงินในประเทศ ภูมิภาค และโลก คือ การเท่าทันภัยการเงิน โดยในงานวิจัยเรื่อง คนไทยกับภัยการเงิน: เสี่ยงภัย สู่ ปลอดภัย ที่เป็นผลการศึกษาของโครงการการพัฒนามาตรการรับมืออาชญากรรมออนไลน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยใช้ข้อมูลจากแบบสอบถามโครงการการศึกษาสถานการณ์การถูกหลอกลวงผ่านช่องทางออนไลน์หรือโทรศัพท์มือถือ จำนวน 6,973 ตัวอย่าง โดยอาจารย์ ธน หาพิพัฒน์ ระบุว่า

ที่มา : ธปท.

มีข้อมูลระบุว่าตัวเลขของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1 มี.ค. 65 - 31 ส.ค. 68 มีจำนวนรวม 1,025,431 เคส มูลค่าความเสียหาย 97,991,826,834 บาท แสดงให้เห็นว่า 47% ของภัยการเงินที่คนไทยพบเป็นการหลอกซื้อขายออนไลน์ แต่คิดเป็นเพียง 7% ของมูลค่าความเสียหาย ในขณะที่การ หลอกลงทุน แก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ และหลอกให้เหยื่อกลัว การหลอกหางาน และ การหลอกให้รัก คิดเป็น 55% 16% 15% และ 2% ของมูลค่าความเสียหายตามลำดับ

ซึ่งภัยการเงินในกลุ่มหลังนี้มีลักษณะร่วมกัน คือ เหยื่อโอนเงินด้วยตัวเองให้กับมิจฉาชีพ เพราะถูกหลอกด้วยกลอุบายเชิงสังคม หรือ social engineering ทำให้กลไกในการคุ้มครองผู้บริโภคไม่สามารถทำได้เต็มที่ การศึกษานี้จำแนกคุณลักษณะเหยื่อในกลุ่มตัวอย่างตามประเภทหลอกลวง

- การหลอกลงทุน คิดเป็น 18% ของเหยื่อกลุ่ม Baby Boom และ 17% ของเหยื่อ Gen X รวมถึงเป็น 17% ของเหยื่อที่มีรายได้ 2-3 หมื่นบาท / 16% ของเหยื่อที่มีรายได้ 1-2 หมื่นบาท

- แก๊งคอลเซ็นเตอร์ คิดเป็น 25% ของเหยื่อกลุ่ม Baby Boom และ 13% ของเหยื่อ Gen X ตลอดจนเป็น 10% ของเหยื่อกลุ่มที่มีรายได้น้อยกว่า 1 หมื่นบาท

- การหลอกซื้อขายออนไลน์ คิดเป็น 81% ของเหยื่อ Gen Z และ 72% ของเหยื่อ Gen Y นอกจากนี้ คิดเป็น 78% ของเหยื่อกลุ่มที่มีรายได้มากกว่า 3 หมื่นบาท

มิจฉาชีพใช้ Social Media เข้าถึงคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่มีพฤติกรรมเสี่ยง

มิจฉาชีพใช้ Facebook เข้าถึงเหยื่อ 72% ในการหลอกซื้อขายออนไลน์ 63% หลอกหางาน และ 49% ในการหลอกให้รัก ตลอดจนใช้การโทรศัพท์เข้าถึง 82% ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ นอกจากนี้ยังใช้ Line ในการหลอกลงทุน 35% โดยการศึกษาพบว่า คนไทย 13% มีพฤติกรรมเสี่ยง อาทิ การแชร์ลิงก์พนัน/ดูบอลเถื่อน การ Save password ใน device สาธารณะ การ Download โดยไม่ตรวจสอบแหล่งที่มา การผูกบัตร/ตัดเงินอัตโนมัติ ตลอดจนการซื้อสินค้าผ่านร้านค้า/ช่องทางที่ไม่เป็นทางการ ซึ่งพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้จะทำให้คนที่ถูกมิจฉาชีพติดต่อมา ตกเป็นเหยื่อสูงกว่าคนที่ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงถึง 20%

คนไทย 73% โดนมิจฉาชีพเข้าถึง โดยมีสัดส่วนเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 30% หลอกซื้อขายออนไลน์ 21% และหลอกลงทุน 16% โดยเกือบครึ่งของกลุ่มที่โดนติดต่อมาจะตกเป็นเหยื่อ กล่าวคือ สัดส่วนของคนที่โดนมิจฉาชีพเข้าถึงแล้วตกเป็นเหยื่อจะคิดเป็น 79% สำหรับหลอกซื้อของออนไลน์ 42% ของหลอกหางาน 33% ของหลอกลงทุน และ 24% ของการหลอกให้รัก

ทั้งนี้ การศึกษาพบด้วยว่าเมื่อมิจฉาชีพเข้าถึงตัวแล้ว ผู้ชายมีโอกาสตกเป็นเหยื่อน้อยกว่าผู้หญิง 31% และคนที่ติดตามข่าวสารมีโอกาสตกเป็นเหยื่อน้อยลง 43% อย่างไรก็ดี คนที่มีความเชื่อมั่นว่าตนเองตระหนักรู้ว่ามีมิจฉาชีพใกล้ตัวกลับประมาทและมีโอกาสตกเป็นเหยื่อมากขึ้น 14% ดังนั้น การตัดไฟตั้งแต่ต้นลมโดยปิดการเข้าถึงจึงเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด

ภัยการเงินสร้างความเสียหายทั้งต่อ เศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นในระบบดิจิทัล และสังคม

ในปี 2567 ภัยการเงินสร้างความเสียหายในเชิงเศรษฐกิจจำนวนมาก ไทยเสียหาย 0.14% ของ GDP ฮ่องกง 0.29% ของ GDP, สิงคโปร์ 0.15% และมาเลเซีย 0.08% ของ GDP ซึ่งแม้ว่ามูลค่าความเสียหายในเชิงเศรษฐกิจและจำนวนเคสต่อประชากรของไทยจะใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า เรามีมูลค่าความเสียหายต่อเคสเพียง 1,874 ดอลลาร์สหรัฐฯ น้อยกว่า ฮ่องกง (26,372), สิงคโปร์ (15,985) และมาเลเซีย (10,001) ซึ่งสะท้อนว่าเหยื่อในประเทศไทยมีลักษณะรายย่อยและมีโอกาสที่ผู้มีรายได้น้อยจะตกเป็นเหยื่อ

ในมิติด้านความเชื่อมั่นต่อระบบดิจิทัลนั้น พบว่าคนไทยที่ตกเป็นเหยื่อมีความเชื่อมั่นลดลง โดย 23% ไม่เชื่อมั่นในระบบออนไลน์ 36% กังวล/ซื้อของออนไลน์น้อยลง และ 11% เลิกใช้แอปพลิเคชันการเงิน

นอกจากนี้ ในมิติด้านสังคมแล้ว 14% ของเหยื่อโทษตัวเอง 3% หวาดกลัวในการใช้ชีวิต และ 1% จำเป็นต้องพบจิตแพทย์อย่างต่อเนื่องหลังได้รับความเสียหายอีกด้วย

ทำอย่างไรให้เหยื่อแต่ละกลุ่มไม่ตกเป็นเหยื่อและเท่าทันวิธีรับมือหลังตกเป็นเหยื่อ ?

น่าสังเกตว่าตัวเลขความเสียหายอาจสูงกว่าที่ประเมินไว้มาก เนื่องจากผู้เสียหายที่เข้าแจ้งความมีสัดส่วนเพียงประมาณ 10% โดยสิ่งที่เหยื่อดำเนินการหลังรู้ตัว อาทิ 42% ของเหยื่อยังติดต่อมิจฉาชีพ และ 28% เลือกที่จะไม่ทำอะไรหลังตกเป็นเหยื่อ

โดยปัจจัยที่ทำให้เหยื่อตัดสินใจแจ้งความ คือ มูลค่าความเสียหาย การรับทราบช่องทางร้องเรียน ตลอดจนการมีพฤติกรรมป้องกันตัว อย่างไรก็ดี พบว่าเหยื่อที่มีการติดตามข่าวสารจะมีโอกาสแจ้งความน้อยกว่า สะท้อนถึงการที่เหยื่ออาจจะไม่คาดหวังว่าเมื่อแจ้งความแล้วจะได้รับเงินคืน แม้ว่าการแจ้งความจะมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการป้องกันความเสียหายจากการนำบัญชีม้ากลับมาใช้ซ้ำ

การที่คุณลักษณะของเหยื่อมีความหลากหลายตามการหลอกลวงแต่ละประเทศ ทำให้เครื่องมือในการรณรงค์ให้คนไทยเท่าทัน และทราบวิธีรับมือหลังตกเป็นเหยื่อจึงต้องออกแบบให้ตอบโจทย์และเข้าถึงคนแต่ละกลุ่มด้วย โดยผลการศึกษาของ อภิรดี วงศ์กิจรุ่งเรือง และ พริ้มเพรา กิจพาณิชย์ 2568 สะท้อนว่ามนุษย์เงินเดือนเปิดกว้างกับคนทั่วไป อยากมีอิสรภาพทางการเงิน และชอปปิงแก้เครียด จึงมีโอกาสตกเป็นเหยื่อหลอกลงทุน หลอกให้รัก และหลอกซื้อของออนไลน์ สำหรับกลุ่มผู้สูงวัย เชื่อใจคนง่าย มั่นใจในตนเอง แต่รู้สึกเหงาและรู้สึกมีคุณค่าน้อยลง จึงตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกให้รัก และหลอกซื้อของ ขณะที่กลุ่มผู้มีรายได้น้อย พึ่งพารัฐ และต้องดูแลคนในครอบครัวเป็นจำนวนมากจึงตกหลุมสู่ธุรกิจสีเทาได้ง่าย ทั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกหางาน และหลอกซื้อของออนไลน์ เป็นต้น

ระบบนิเวศการเงินดิจิทัลจะต้องเสริมแกร่งอย่างไร เพื่อรับมือห่วงโซ่การผลิตของมิจฉาชีพ ?

ผลการศึกษาของ สุพจน์ เธียรวุฒิ 2568 สะท้อนถึงการทำงานในรูปแบบห่วงโซ่การผลิตของมิจฉาชีพ โดยมีตัวกลางคอยให้บริการเครื่องมือ ข้อมูล และบริการทางการเงิน ไม่ต่างจากธุรกิจถูกต้องตามกฎหมายทั่ว ๆ ไป ซึ่งความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและเทคโนโลยีเหล่านี้ ทำให้ ธุรกิจของมิจฉาชีพเติบโตโดยดำเนินการข้ามชาติและอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายและเทคโนโลยีของแต่ละประเทศในการดำเนินการ

การศึกษาชิ้นนี้จึงประยุกต์ข้อเสนอจาก Global Anti Scam Alliance (GASA) ภายใต้บริบทไทย คือ

- เสริมพลังผู้บริโภค ด้วยการกระตุ้นแต่ละกลุ่มให้ตื่นตัวแต่ไม่ประมาท รับทราบช่องทางการร้องเรียน และเพิ่มพฤติกรรมการป้องกันตัว

- สร้างโลกอินเทอร์เน็ตให้ปลอดภัย โดยปิดเนื้อหาเสี่ยงในโลกโซเชียลมีเดีย และสร้างเกราะป้องกันโดยผู้ให้บริการโทรคมนาคมและบริการอินเทอร์เน็ต

- ผสานความร่วมมือ ยกระดับศักยภาพการใช้งานข้อมูลร่วมกันทั้งระหว่างองค์กร (รัฐและเอกชน) ระหว่างอุตสาหกรรม (การเงินและโทรคมนาคม) ระหว่างประเทศ (ในระดับภูมิภาค) และระหว่างเทคโนโลยีการให้บริการ (Blockchain และ เงินตรา)

โดยสรุปแล้ว คนไทยกับภัยการเงินเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เราทุกคนล้วนมีโอกาสโดนมิจฉาชีพเข้าถึงตัว และต่างตกเป็นเหยื่อได้ภายใต้พฤติกรรมเสี่ยงและสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เราเผชิญได้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งแม้ว่าตัวเลขความเสียหายต่อกรณีในไทยจะไม่สูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค แต่การที่ยังมีความเสียหายที่ยังตกสำรวจอยู่อีกมากทำให้การประเมินผลกระทบอาจจะยังต่ำกว่าความเป็นจริง โดยยังไม่นับรวมถึงผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อการใช้ระบบดิจิทัลและความเสียหายทางสังคมที่อาจสร้างบาดแผลให้กับผู้ใช้บริการจนทำให้เป็นอุปสรรคต่อการส่งเสริมนวัตกรรมในอนาคตได้ การเสริมพลังผู้บริโภค ควบคู่ไปกับการสร้างโลกอินเทอร์เน็ตให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย โดยอาศัยการผสานความร่วมมือระหว่างองค์กร อุตสาหกรรม ประเทศ และผู้ชำนาญการในเทคโนโลยีจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด และจะทำให้คนไทยปรับตัวจาก “เสี่ยงภัย” สู่ “ปลอดภัย” ได้ในที่สุด (เพิ่มเติม…)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...