SMOเดินหน้าอัพผลิต รุกส่งออกดันมาร์จิ้นพุ่ง
#SMO #ทันหุ้น – SMO เข้าเทรดใน SET วันนี้ ด้าน CEO “กิตติพงษ์ พวงมาลา” ชี้ เป็นก้าวสำคัญเสริมศักยภาพการเติบโตต่อเนื่อง-ฐานะเงินการแข็งแกร่ง หลังนำเงินระดมทุนขยายธุรกิจ -เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้านโบรกเกอร์ คาดกำไรสุทธิปีนี้ 697 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 168.4% ส่วนอีกปี 2569-70 โตเฉลี่ย 19% ให้ราคาเป้าหมายตามปัจจัยพื้นฐาน 8.80 บาท
บริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด (มหาชน) หรือ SMO เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เป็นวันแรกในวันนี้ (10 พ.ย.) ในกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร หลังเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 231.6 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 5.40 บาท มูลค่าระดมทุน 1,250.64 ล้านบาท และมีมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 4,968 ล้านบาท
@หนุนเติบโต
นายกิตติพงษ์ พวงมาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด (มหาชน) หรือ SMO กล่าวว่า การเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาธุรกิจและเสริมศักยภาพในการเติบโตให้กับบริษัท ด้วยความแข็งแกร่งของปัจจัยพื้นฐานธุรกิจที่มีประสบการณ์ยาวนานในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน เป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันปาล์มดิบชั้นนำของประเทศ มีส่วนสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศ
รวมถึงธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพ ก็มีส่วนช่วยในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน หลังจากการระดมทุนในครั้งนี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางการเงิน ขยายธุรกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน บริษัทพร้อมมุ่งสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ดูแลชุมชน และผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องด้วยธรรมาภิบาลที่ดี และสร้างสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน
สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ จะนำใช้เพื่อขยายการลงทุนในธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ โดยมุ่งเน้นการขยายโรงงานผลิตไปยังพื้นที่อื่นเพิ่มเติมจากที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นธุรกิจที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันภายในอุตสาหกรรม รวมทั้งลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างธุรกิจโดยรวม เพื่อลงทุนในโครงการปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อม (ESG) การชำระเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน และเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจต่อไปอย่างมีเสถียรภาพ
@P/Eเพียง 7.60 บาท
สำหรับราคาเสนอขายหุ้น IPO ที่ 5.40 บาท คิดเป็นอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E Ratio) ที่ 7.60 เท่า โดยคำนวณจากกำไรสุทธิ 4 ไตรมาสล่าสุด (ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2567 ถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2568) หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ (Fully Diluted) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 0.71 บาท โดยมีบริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้นสามัญ
ทั้งนี้ SMO เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) และผลพลอยได้ และผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยการบริหารทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด เริ่มจากคัดสรรวัตถุดิบ การจัดการผลิตที่มีมาตรฐาน ให้ได้ผลผลิตสูง และนำผลพลอยได้จากการผลิตมาสร้างเป็นพลังงาน ปัจจุบันดำเนินงานผ่านโรงงาน 4 แห่ง ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ชุมพร และสระบุรี มีกำลังสกัดรวม 240 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง และกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 14.38 เมกะวัตต์ ภายใต้สัญญารับซื้อไฟฟ้า (PPA) 12.7 เมกะวัตต์ มีช่องทางขายทั้งในและต่างประเทศ นับเป็นหนึ่งในผู้ผลิต CPO รายสำคัญของประเทศ
สำหรับผู้ถือหุ้นใหญ่หลัง IPO คือ 1. กลุ่มครอบครัวพวงมาลา ถือหุ้น 20.46% 2.ครอบครัวพิริเยศยางกูล ถือหุ้น 20.16% และ 3. กลุ่มครอบครัวลัม ถือหุ้น 17.75% ทั้งนี้บริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิหลังหักสำรองต่างๆ โดยพิจารณาจากงบการเงินรวม
@คาดปีนี้กำไรโต 168%
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ระบุว่า คาดกำไรสุทธิปี 2568-2570 ที่ 697 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 168.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) 840 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.6% YoY และ 990 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.8% YoY ตามลำดับ แรงหนุนหลักมาจากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นเต็มปีหลัง เข้าซื้อกิจการ AL ในปี 2567 ซึ่งจะสะท้อนชัดในปี 2568 มีแผนเพิ่มกำลังผลิตโรงงานสาขาพนมอีก 75 ต้นผลปาล์มสดต่อชั่วโมง ทำให้ปี 2569 กำลังการผลิตรวมเพิ่มอีกราว 22% และ สัดส่วนการส่งออกที่สูงขึ้นตามดีมานด์น้ำมันปาล์มโลก ขณะที่อุปทานจากผู้ผลิตรายใหญ่เข้าสู่ตลาดลดลง ส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยและอัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้น เนื่องจากมาร์จิ้นส่งอกสูงกว่าตลาดในประเทศ อีกทั้งกระแสเงินสดสม่ำเสมอจากธุรกิจโรงไฟฟ้ายังช่วยหนุนการจ่ายปันผลและรองรับการลงทุน โดยให้มูลค่าตามปัจจัยพื้นฐาน 8.80 บาท