โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ผู้เชี่ยวชาญ เตือน “America First” อาจนำเศรษฐกิจโลกกลับสู่เส้นทางศตวรรษที่ 20

การเงินธนาคาร

อัพเดต 20 พ.ย. 2568 เวลา 15.34 น. • เผยแพร่ 20 พ.ย. 2568 เวลา 08.34 น.

บทวิเคราะห์บลูมเบิร์กชี้ “America First” อาจสะท้อนรอยเดิมของนโยบายกีดกันการค้าช่วงก่อนสงครามโลก ซึ่งครั้งหนึ่งเคยนำโลกสู่ความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจ

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 เวลา 16.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า แนวคิดชาตินิยมทางเศรษฐกิจก้าวร้าวกำลังเป็นกระแสในสหรัฐ เสียงเรียกร้องให้ “ทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง” (Make America Great Again) ดังมาจากทำเนียบขาว และถูกพิมพ์ลงบนหมวกสีแดงที่เห็นเกลื่อนกลาดในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

แม้โครงร่างของนโยบายนี้จะยังไม่ชัดเจนทั้งหมด แต่มีองค์ประกอบสำคัญอย่างการขึ้นภาษีนำเข้าอย่างรุนแรงเพื่อเอื้อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศ แผนการ“อาณานิคมใหม่” ที่เกินจริงซึ่งเกี่ยวข้องกับกรีนแลนด์ ปานามา และแคนาดา ข้อเสนอให้รัฐบาลเข้าถือหุ้นในบริษัทเอกชน และความพยายามที่นำโดยสหรัฐในการประกันการเข้าถึงทรัพยากรวัตถุดิบ

ทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งจึงดูเหมือนต้องอาศัยการแทรกแซงของรัฐในระดับมหาศาล ไม่เพียงแต่การทำให้กลไกตลาดกลายเป็นเรื่องการเมืองอย่างจงใจ แต่รวมถึงการที่ประธานาธิบดีลงมาชี้แนะการบริหารบริษัทเฉพาะเจาะจงด้วยตนเอง ทรัมป์ถึงกับโพสต์บนอินสตาแกรมเมื่อเดือนกรกฎาคมว่า“ผมได้คุยกับ @CocaCola เรื่องการใช้น้ำตาลอ้อยแท้จริงในโค้กที่ขายในสหรัฐแล้ว”

แม้นโยบายเหล่านี้จะสร้างความไม่สบายใจให้ผู้สังเกตการณ์จำนวนมาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียว ลองดูกรณีลัทธิกีดกันทางการค้า (protectionism) ภาษีและมาตรการกีดกันการนำเข้ารูปแบบต่าง ๆ เป็นส่วนหนึ่งของระบบทุนนิยมมาตลอดประวัติศาสตร์ เมื่อบริเตนเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 18 ก็ออกกฎหมายมากมายเพื่อกันไม่ให้สิ่งทออินเดียที่ราคาถูกและมีคุณภาพดีกว่า เข้ามาแข่งขันในตลาดของตนเอง

ในทำนองเดียวกัน เมื่อสหรัฐเริ่มเดินหน้าอุตสาหกรรมอย่างเข้มข้นในศตวรรษที่ 19 ก็ทำเช่นนั้นภายใต้กำแพงภาษีสูง และในช่วงคลื่นการปลดแอกอาณานิคมตั้งแต่ทศวรรษ 1940 จนถึง 1960 ชาติเพิ่งเป็นเอกราชในแอฟริกา ตะวันออกกลาง และบางส่วนของเอเชีย ต่างก็หันไปใช้มาตรการกีดกันการค้าเช่นกัน เพื่อแทนที่สินค้านำเข้าด้วยการผลิตภายในประเทศ

การที่รัฐเข้าไปถือหุ้นในบริษัทยักษ์ใหญ่ก็ไม่ใช่เรื่องไม่เคยเกิดขึ้น ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สถาบันการเงินขนาดใหญ่ของฝรั่งเศส โฟล์กสวาเกนของเยอรมนี รวมถึง AT&T และสายการบินอเมริกันหลายแห่ง ต่างก็อยู่ภายใต้ความเป็นเจ้าของของรัฐ หรืออย่างน้อยก็อยู่ใต้การกำกับควบคุมอย่างเข้มของรัฐบาล นับตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา

ความพยายามจะดึงห่วงโซ่สินค้า (commodity chain) ให้มาอยู่ภายในพรมแดนของชาติหรือจักรวรรดิ ก็เป็นเรื่องพบได้ทั่วไป ซึ่งคำว่า commodity chain เป็นศัพท์ที่นักเศรษฐศาสตร์ใช้เรียกกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่การผลิต การกระจาย ไปจนถึงการบริโภคของสินค้าแต่ละชนิดแบบย่อ ๆ โดยความอิจฉาของยุโรปต่อความสามารถด้านการพึ่งพาตนเองของอเมริกา เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ยุโรปเร่งยึดครองดินแดนใหม่ ๆ และหลอมรวมดินแดนเหล่านั้นเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจเชิงจักรวรรดิ

แม้นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลทรัมป์จะสะท้อนเสียงจากอดีตในหลายมิติของระบบทุนนิยม แต่มันก็เป็นจุดหักเหที่ชัดเจนจากช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ซึ่งลัทธิเสรีนิยมใหม่ (neoliberalism) ครองอำนาจ ระเบียบเศรษฐกิจแบบนี้สนับสนุนการค้าเสรี ห่วงโซ่สินค้าข้ามพรมแดน การปล่อยให้ทุนเคลื่อนย้ายไปทั่วโลกอย่างเสรี และการกันกระบวนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจออกจากการแทรกแซงของประชาธิปไตย หรือในคำของศาสตราจารย์ด้านเทววิทยา ฮาร์วีย์ ค็อกซ์ ที่เรียกมันว่า the market as god เมื่อเวลาผ่านไป ลัทธิเสรีนิยมใหม่ยังเอื้อต่อความเหลื่อมล้ำมหาศาลและการต่อต้านทางการเมืองอย่างรุนแรง จนกลายเป็นฐานให้ทรัมป์ลุกขึ้นมาท้าทายระเบียบเดิม

ชาตินิยมทางเศรษฐกิจในแบบ MAGA จึงกลายเป็น“โปรเจกต์ธง” ของกระแสต่อต้านนี้ แต่ไม่ว่าคนอเมริกันจะชอบหรือเกลียดทิศทางดังกล่าวเพียงใด พวกเขาควรย้อนมองว่า เกิดอะไรขึ้นในครั้งล่าสุดที่นโยบายลักษณะนี้กลายเป็นกระแสหลัก เราได้เห็นทั้งสงครามโลก วิกฤติเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดในศตวรรษที่ 20 และการผงาดขึ้นของระบอบเผด็จการทั่วโลก

เพื่อจะเข้าใจจุดกำเนิดของยุคนั้น เราต้องย้อนกลับไปยังปลายศตวรรษที่ 19 ที่ซึ่งโรงงานเหล็กเหมืองแร่ ทางรถไฟ และโรงงานเคมีขนาดยักษ์แพร่กระจายไปทั่วพื้นที่อุตสาหกรรมหลักของโลก โดยได้รับแรงหนุนจากการใช้ไฟฟ้า สังคมทั้งมวลเริ่มผูกชีวิตเข้ากับการผลิตแบบอุตสาหกรรมเพื่อความมั่งคั่ง เสถียรภาพทางสังคม และความแข็งแกร่งทางทหาร ทำให้ความกังวลเกี่ยวกับการเข้าถึงสินค้าโภคภัณฑ์ แรงงาน และตลาดมีมากขึ้นเรื่อย ๆ อุตสาหกรรมสิ่งทอที่จ้างแรงงานนับแสนจะมีประโยชน์อะไร หากไม่สามารถเข้าถึงฝ้ายได้อย่างมั่นคง? การลงทุนมหาศาลในโรงถลุงเหล็กจะมีคุณค่าอะไร หากเตาเผาขาดแคลนถ่านหินและสินแร่เหล็ก? อุตสาหกรรมที่ผลิตได้มากขึ้นเรื่อย ๆ จะอยู่รอดอย่างไร หากไม่มีตลาดที่แน่นอนสำหรับระบายสินค้า?

เจ้าของทุนและรัฐบุรุษในยุคนั้นมีความเห็นตรงกัน เศรษฐกิจที่กำลังอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วจำเป็นต้องมีวัตถุดิบ แรงงาน และผู้บริโภคอยู่ในมือ และการฝากความหวังไว้กับกลไกตลาดเพียงอย่างเดียวถือว่าเสี่ยงเกินไป ในปี 1897 สมาคมประชาชาตินิยมสังคมนิยมแห่งเยอรมนี ซึ่งเป็นพรรคเสรีนิยมขนาดเล็กในเวลาสั้น ๆ ระบุว่าเยอรมนีจำเป็นต้องขยายอาณาเขตเพราะการมีชีวิตอยู่ต้องอาศัยการเข้าถึงข้าวสาลี น้ำมัน ฝ้าย และทรัพยากรอื่น ๆ อย่างมั่นคง

วัลเทอร์ ราเทอเนา หัวหน้าบริษัทไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ AEG เตือนว่า “ช่วงเวลาที่ทรัพยากรธรรมชาติจะไม่ถูกแลกเปลี่ยนในตลาดอย่างเต็มใจนั้นกำลังใกล้เข้ามา สินค้าเชิงยุทธศาสตร์อย่างแหล่งสินแร่เหล็กจะมีค่ามากกว่ากองเรือรบเสียอีกในวันหนึ่ง”

ชาติมหาอำนาจอุตสาหกรรมทั้งหมด ยกเว้นอังกฤษ ต่างพากันขึ้นกำแพงภาษี กฎหมายภาษีมคินลีย์ (McKinley Tariff) ปี 1890 ในสหรัฐ ภาษีเมแลง (Méline Tariff) ปี 1892 ในฝรั่งเศส และกฎหมายลักษณะเดียวกันในเยอรมนีและอิตาลี ล้วนมีเป้าหมายเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศจากสินค้าจากต่างประเทศที่ราคาถูกและคุณภาพดีกว่า ภายในปี 1913 อัตราภาษีเฉลี่ยสำหรับสินค้าอุตสาหกรรมนำเข้าอยู่ที่ประมาณ 20% ในฝรั่งเศส 18% ในอิตาลี 13% ในเยอรมนี และสูงถึง 44% ในสหรัฐ เหตุผลเบื้องหลังนั้นตรงไปตรงมา : ยิ่งอุตสาหกรรมในประเทศได้รับการคุ้มครองมากเท่าใด ประเทศก็ยิ่งมั่งคั่งมากขึ้นเท่านั้น

ผู้นำภาครัฐและเอกชนยังเชื่อด้วยว่าควรจัดหาวัตถุดิบจากภายในประเทศให้มากที่สุด เมื่อทรัพยากรภายในไม่เพียงพอ การขยายอาณานิคมก็ถูกมองว่าเป็นคำตอบ ไม่ใช่เพียงเพื่อเข้าถึงสินค้าโภคภัณฑ์เท่านั้น แต่เพื่อได้แรงงานและตลาดเพิ่มด้วย เจ้าหน้าที่อาณานิคมฝรั่งเศสคนหนึ่งเขียนจากดาการ์ว่า “เพื่อปลดปล่อยอุตสาหกรรมของเราออกจากแอกอันตรายของชาวต่างชาติ เรากำลังหันไปพึ่งพาอาณานิคมของเรา”

ไม่มีประเทศใดจะปิดเศรษฐกิจของตนภายในพรมแดนชาติได้สำเร็จเท่าสหรัฐ จนผู้สังเกตการณ์ยุโรปบางส่วนพากันพูดถึงอันตรายจากอเมริกาต่อความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจของยุโรป ในปลายศตวรรษที่ 19 การค้าโลกมีความสำคัญต่อสหรัฐเพียงเล็กน้อย ระหว่างปี 1890–1914 มูลค่าการส่งออกเฉลี่ยคิดเป็นเพียง 7.3% ของผลิตภัณฑ์ประชาชาติรวม และการนำเข้ามีสัดส่วน 6.6% การขยายตัวของลัทธิล่าอาณานิคมยุโรปจึงตามมาอย่างรวดเร็ว ยึดครองเกือบทั้งทวีปแอฟริกาและบางส่วนของเอเชีย

เมื่อชาตินิยมทางเศรษฐกิจรุนแรงขึ้น ก็ทำให้ความตึงเครียดทางการเมืองปะทุจนกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แรงขับเคลื่อนสำคัญอย่างหนึ่งคือ ความทะเยอทะยานของเยอรมนีที่จะควบคุมประเทศเพื่อนบ้านในยุโรปและอาณานิคมของประเทศเหล่านั้น เพื่อประกันเงื่อนไขทางเศรษฐกิจที่จำเป็นต่อการเติบโตอย่างรวดเร็วอย่างต่อเนื่อง บรรดานายทุนอุตสาหกรรมชาวเยอรมันจำนวนมากสนับสนุนการขยายจักรวรรดิในสงคราม

รวมถึงตระกูลเรอคลิง (Röchling) เจ้าของโรงถลุงเหล็กโฟล์กลิงเงิน (Völklingen) ซึ่งยักษ์ใหญ่ในฝั่งตะวันตกของเยอรมนี สมาชิกในตระกูลได้ร่างแผนอย่างละเอียดเพื่อผนวกดินแดนฝรั่งเศสและเบลเยียม เพื่อผูกแหล่งถ่านหินและสินแร่เหล็กเข้ากับฐานอุตสาหกรรมของประเทศ และกับธุรกิจของตนเอง สงครามและชาตินิยมทางเศรษฐกิจไม่ได้เป็นเพียงสองสิ่งที่เกิดคู่กัน แต่สงครามเองก็เป็นรูปแบบหนึ่งของชาตินิยมทางเศรษฐกิจเช่นกัน

หลังสงคราม โลกไม่มีมหาอำนาจใดเข้ามารับบทบาทผู้ดูแล ระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศเหมือนที่สหราชอาณาจักรเคยทำในศตวรรษก่อน ระหว่างทศวรรษ 1920 การเงินอเมริกันเข้ามาแทนลอนดอนในฐานะผู้ให้กู้รายใหญ่ของโลก ปล่อยเงินกู้มหาศาลไปยังยุโรป ลาตินอเมริกา และเอเชีย แต่ผู้นำสหรัฐกลับไม่เข้าใจว่าดุลยภาพที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้จำเป็นต้องรักษาไว้ด้วยการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่ตนปล่อยกู้ให้ด้วย การออกกฎหมายภาษี Emergency Tariff และ Fordney–McCumber Tariff กลับไปในทิศตรงกันข้าม คือ บีบการนำเข้าของสหรัฐอย่างหนัก และสร้างเงื่อนไขบางส่วนให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 1929

เมื่อเศรษฐกิจโลกทรุดตัว ชาตินิยมทางเศรษฐกิจก็กลายเป็นกรอบหลักในการกำหนดนโยบายของรัฐบาลทั่วโลก กำแพงภาษีถูกยกขึ้นในหลายประเทศ รวมถึงในสหรัฐที่กฎหมายภาษีสมูท–ฮอว์ลีย์ (Smoot-Hawley) ปี 1930 ทำให้อัตราภาษีสูงลิ่ว

แม้แต่สหราชอาณาจักรที่เคยยืนหยัดในอุดมการณ์การค้าเสรีก็เริ่มเก็บภาษีกับสินค้าอุตสาหกรรม รัฐบาลฟาสซิสต์ โดยเฉพาะในอิตาลีและต่อมาในเยอรมนีและที่อื่น ๆ ต่างก็มุ่งสู่ autarky หรือการพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจอย่างเบ็ดเสร็จ ญี่ปุ่นภายใต้ระบอบอำนาจนิยมก็เร่งสร้าง Greater East Asian Co-Prosperity Sphere ซึ่งเป็นบล็อกเศรษฐกิจที่มีเป้าหมายเพื่อตัดขาดจากการพึ่งพาตลาดโลก การรุกรานโปแลนด์และดินแดนทางตะวันออกของเยอรมนี

รวมถึงการขยายอำนาจของอิตาลีในแอฟริกา ก็ล้วนมีเป้าหมายเดียวกัน คือ การสร้างเขตจักรวรรดิที่พึ่งพาตนเองได้ และในที่สุดความเคลื่อนไหวเหล่านี้ก็นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่สองซึ่งสร้างความหายนะอย่างไม่เคยมีมาก่อน

แน่นอนว่าระบบทุนนิยมในวันนี้ต่างไปจากกลางศตวรรษที่ 20 มาก แต่เจ้าของทุนและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกก็ยังคงกังวลเรื่องการเข้าถึงวัตถุดิบและตลาด รวมถึงการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศอยู่ดี จีนจำกัดการส่งออกแร่ธาตุหายากที่สำคัญ สหรัฐจำกัดการส่งออกชิปคอมพิวเตอร์ขั้นสูงไปจีน เม็กซิโกและสหภาพยุโรปขึ้นมาตรการกีดกันรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน เหตุผลด้านยุทธศาสตร์และความพร้อมทางการทหารถูกอ้างเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ เหมือนเช่นหนึ่งศตวรรษก่อน

บทเรียนสำคัญจากทศวรรษอันเลวร้ายเหล่านั้น คือ ความจำเป็นต้องสร้างระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศแบบใหม่ ระเบียบนั้นประกอบด้วยระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่มีการจัดการ การกำกับดูแลทางการเงินที่เข้มงวด และสถาบันอย่างกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก ซึ่งท้ายที่สุดล้วนถูกออกแบบขึ้นภายใต้การนำของสหรัฐเอง เมื่อสหรัฐเดินถอยห่างออกจากระเบียบที่ตนสร้างขึ้น ด้วยการโอบรับวาระ “America First” เราควรย้อนจำให้ดีว่าชาตินิยมทางเศรษฐกิจที่รุนแรงเคยพาโลกไปจบลงที่ตรงไหนมาแล้วครั้งหนึ่ง

แม้ว่าขบวนการประชานิยมขวาจัดในปัจจุบันจะยินดีเฉลิมฉลองกันเอง แต่ประวัติศาสตร์บอกเราว่า ไม่ช้าก็เร็ว ชาตินิยมสุดโต่งเหล่านี้ย่อมหันปากกระบอกปืนเข้าหากันเอง ผลประโยชน์ของพวกเขาย่อมปะทะกัน เพราะแก่นคิดของพวกเขามองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเชิงเกมผลรวมศูนย์ (zero-sum game) ซึ่งไม่ใช่สัญญาณที่ดีต่อสันติภาพและความมั่งคั่งของโลกเลย

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...