โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ครม. ไฟเขียวศึกษาศักยภาพ CCS Hub หนุนเทคโนโลยีดักจับ-กักเก็บคาร์บอนระดับชาติ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

6 มกราคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ ต่อ “การขับเคลื่อนมาตรการลดก๊าซเรือนกระจก จากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการดักจับ และการกักเก็บคาร์บอน (CCS) ของประเทศ” ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ

ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ข้อ 13 ขับเคลื่อนประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 และยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาประเทศแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (LEDs) ที่บรรจุมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CCS เป็นมาตรการสำคัญของประเทศในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

คณะรัฐมนตรี ได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้

1) มอบหมายให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยประสานงานหลักในการบูรณาการและสนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องพัฒนาและปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ นโยบาย ตลอดจนมาตรการและกลไกดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดโครงการ CCS

2) กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะเจ้าของโครงการ เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการกำกับดูแลและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินโครงการศึกษาและพิสูจน์ทราบศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนในชั้นหินทางธรณีวิทยา ในบริเวณพื้นที่อ่าวไทยตอนบน

3) หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการที่จำเป็นเพื่อให้สามารถดำเนินการโครงการศึกษาและพิสูจน์ทราบศักยภาพฯ อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุดเป็นไปตามวัตถุประสงค์ภายใต้ความร่วมมือของรัฐบาลไทยและรัฐบาลญี่ปุ่น

สำหรับ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CCS ประกอบด้วย การศึกษาและประเมินศักยภาพชั้นหินทางธรณีวิทยาเพื่อกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการจัดตั้งเป็นโครงการ Eastern Thailand CCS Hub ซึ่งผลการสำรวจและประเมินศักยภาพชั้นหินทางธรณีวิทยาเพื่อกักเก็บคาร์บอนในบริเวณพื้นที่อ่าวไทยตอนบน

ภายใต้ขอบเขตความร่วมมือ จะเป็นหมุดหมายสำคัญของประเทศในการนำไปสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับดักจับและกักเก็บคาร์บอนของประเทศไทย หรือ โครงการ Eastern Thailand CCS Hub ที่มีแผนเริ่มดำเนินการภายในปี พ.ศ. 2577 ในระยะเริ่มต้นสูงสุด 10 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

นอกจากนี้ ยังช่วยส่งเสริมการพัฒนากลไกตลาดคาร์บอนเพื่อรองรับการลงทุนและการซื้อขายเครดิตในอนาคต อีกทั้งส่งผลเชิงบวกต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยในด้านต่าง ๆ อาทิ 1) การวางรากฐานการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศไทยไปสู่อุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ ซึ่งจะช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

2) จุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานยุคใหม่ ต่อยอดไปถึงการผลิต Blue Hydrogen (Low-Carbon Hydrogen) ในประเทศ รองรับนโยบายการใช้ไฮโดรเจนสะอาดตามแนวทางภายใต้ร่างแผนพลังงานแห่งชาติ

3) เกิดการจ้างแรงงานในกิจการ CCS และอุตสาหกรรมต่อเนื่องมากกว่า 11,000 อัตรา และสร้างเม็ดเงินลงทุนหลายแสนล้านบาท 4) การเตรียมพร้อมรับมือกับมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ในอนาคต เช่น อุตสาหกรรมเหล็ก อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย พลาสติกโพลิเมอร์ เคมีอินทรีย์ เป็นต้น การนำเทคโนโลยี CCS มาใช้ตามยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาประเทศแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำจะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

ที่มา : กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...