ตลาดความงามไทย ปี 68 มูลค่าทะลุ 4 แสนล้านบาท ท่องเที่ยว-สังคมสูงวัย หนุนแบรนด์ไทยโกอินเตอร์
ตลาดความงามโลกโตต่อเนื่อง-ไทยติดอันดับดาวรุ่ง สมาคมคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทยคาดการณ์มูลค่า ตลาดความงามไทย แตะ 400,000 ล้านบาท จากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและการเข้าสู่สังคมสูงวัย หนุนประกอบการไทยมีโอกาสขยายสู่ตลาดโลกสูง
5 พฤศจิกายน 2568 - นางลักษณ์สุภา ประภาวัต นายกสมาคมการค้าคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย เปิดเผยถึงภาพรวมอุตสาหกรรมความงามว่า ตลาดความงามทั่วโลกยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีแรงหนุนจากการให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองและเสริมสร้างบุคลิกภาพของผู้บริโภค
ขณะที่เมกะเทรนด์ตลาดโลกมุ่งเน้นไปที่ ความยั่งยืน (Sustainability), ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-friendly), ความหลากหลายและการยอมรับ (Diversity and Inclusion), การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ และการผสมผสานระหว่างสุขภาพและความงามเข้าด้วยกัน (Holistic Wellness)
สำหรับตลาดความงามของประเทศไทย มีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และได้รับการจัดอันดับให้เป็นธุรกิจดาวรุ่งอันดับ 1 ของปี 2568 จากปัจจัยสนับสนุนหลักคือ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และ การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ สมาคมฯ คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดความงามของไทยในปี 2568 นี้จะอยู่ที่ประมาณ 400,000 ล้านบาท
4 ปัจจัยขับเคลื่อนและท้าทายอุตสาหกรรมความงามไทยปี 2568
ปีนี้มี 4 ปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมความงามที่น่าจับตามอง ได้แก่:
- การเติบโตของแบรนด์ไทย : แบรนด์เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ความงามของไทยเริ่มได้รับความนิยมในตลาดโลกมากขึ้น และมีทิศทางมุ่งสู่การสร้างแบรนด์ระดับสากล
- เมกะเทรนด์ด้านผลิตภัณฑ์ : ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการป้องกัน (Prevention) มากกว่าการซ่อมแซม (Repair) และการใช้ส่วนผสมออร์แกนิกที่ปลอดภัย
- การขยายตลาดสู่กลุ่มใหม่ : มีการขยายฐานผู้บริโภคไปยังกลุ่มใหม่ๆ เช่น ผู้ชาย (Men's Grooming) และ คนรุ่นใหม่ (Gen Z)
- ความท้าทายด้านการแข่งขัน : การแข่งขันในตลาดสูงขึ้นมาก ทั้งจากผู้ประกอบการหน้าใหม่ และการรุกตลาดอย่างเข้มข้นของผู้ประกอบการจีนที่ใช้ช่องทางออนไลน์เป็นหลัก
โอกาสทองสำหรับผู้ประกอบการไทย
คุณภาพและมาตรฐานการผลิตของผลิตภัณฑ์ความงามไทยเป็นที่ยอมรับในระดับภูมิภาค ประกอบกับเมกะเทรนด์ความงามโลกที่เน้นด้านความยั่งยืนและความเป็นธรรมชาติ ซึ่งสอดคล้องกับจุดแข็งของไทยด้านวัตถุดิบธรรมชาติและภูมิปัญญาดั้งเดิม นี่จึงเป็นโอกาสสำคัญให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายการเติบโตในเวทีโลกได้สูง
เพื่อการก้าวสู่ตลาดโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน ผู้ประกอบการควรเน้นกลยุทธ์ที่สร้างความแตกต่างและยั่งยืน โดยต้องเร่ง :
- พัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างรวดเร็ว : ด้วยการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี
- สร้างอัตลักษณ์ : สร้างเรื่องเล่าที่สะท้อนความเป็นไทยอย่างชัดเจน
- สร้างมาตรฐานสากล : เร่งสร้างมาตรฐานด้านการรับรองคุณภาพระดับสากล
- รุกตลาดดิจิทัล : ใช้ช่องทางออนไลน์เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่
- ใส่ใจสิ่งแวดล้อม : ให้ความสำคัญกับการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ภก. ดร. ปัณณวิชญ์ โชติเตชธรรมมณี ประธานกรรมการผู้จัดการ Origin Global Empire เจ้าของแบรนด์ “ดร. เจล” ซึ่งเป็นผู้นำธุรกิจผลิตเครื่องสำอางและอาหารเสริมที่เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ MAI และขยายฐานการผลิตไปยังเกาหลีและสหรัฐอเมริกา ได้เผยถึงปัจจัยสำคัญในการก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำในตลาดความงาม
บริษัทได้เติบโตจากผู้ผลิตรายเล็กจนกลายเป็นอาณาจักรขนาดใหญ่ โดยมีรายได้หลักเกือบ 100% มาจากธุรกิจสุขภาพและความงาม โรงงานผลิตมีการขยายตัวอย่างก้าวกระโดด ผลิตสินค้าให้กับแบรนด์ต่าง ๆ เกือบ 2,000 แบรนด์ และได้ขยายฐานการผลิตไปสู่ระดับโลก โดยมีโรงงานเป็นของตนเองในเกาหลี และกำลังขยายฐานธุรกิจไปสู่สหรัฐอเมริกา
ปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญ:
- กลยุทธ์ที่เฉียบคมและแตกต่าง : ความรู้ทางวิชาชีพกลายเป็นแต้มต่อสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถแก้ปัญหาจากต้นเหตุได้อย่างยั่งยืน
- ความรวดเร็ว : ความสามารถในการปรับเปลี่ยนแนวคิดเพื่อตอบโจทย์ตลาดความงามที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้บริษัทเป็น ผู้สร้างสรรค์สิ่งใหม่และสร้างเทรนด์ แทนที่จะเป็นผู้ตาม
- การลงทุนในบุคลากร : การจ้างบุคลากรที่มีประสบการณ์ช่วยให้บริษัทสามารถขยายธุรกิจ (Scale Up) ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
ดร. เจล ได้ให้ข้อคิดสำหรับผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืนในตลาดนี้ว่า การทำธุรกิจต้องมีความมุ่งมั่นอย่างแท้จริง และมีการพัฒนาตนเองแบบรายวัน นอกจากนี้ การโฟกัสที่ความมุ่งมั่น (Passion) เป็นเรื่องสำคัญยิ่งกว่าตัวเงิน เพราะเงินเป็นเพียงผลลัพธ์ปลายทาง
ด้านนางวราภรณ์ ธรรมจรีย์ กรรมการผู้จัดการ อาร์เอ็กซ์ ไบเทค (RX BITEC) ในฐานะผู้จัดงาน COSMEX ชี้ให้เห็นว่างานดังกล่าวเป็นเวทีสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมความงามในหลายมิติ
หน้าที่หลักของงาน COSMEX:
- นวัตกรรมและการสร้างเครือข่าย: เป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการได้เข้าถึงนวัตกรรมใหม่ๆ จากต่างประเทศ และสร้างเครือข่ายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ
- ส่งเสริมแบรนด์อาเซียน: สนับสนุนให้แบรนด์ในภูมิภาคอาเซียนสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมั่นใจ
- ศูนย์กลางการแลกเปลี่ยน: เป็นจุดเชื่อมโยงผู้ประกอบการในอาเซียนและนานาชาติ เป็นพื้นที่สำหรับแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และร่วมกันสร้างมาตรฐานใหม่ของ ASEAN Beauty
บทบาทสำคัญของงานนี้คือการผลักดันให้ภูมิภาคอาเซียนกลายเป็น ศูนย์กลางด้านความงาม ที่มีอัตลักษณ์และศักยภาพสูงในเวทีโลก