การต่างประเทศไทย จาก 2568 สู่ 2569 เปลี่ยนขั้วแต่ไม่เปลี่ยนทิศ
บทความพิเศษ | พาราตีรีตีส
การต่างประเทศไทย
จาก 2568 สู่ 2569
เปลี่ยนขั้วแต่ไม่เปลี่ยนทิศ
โลกหมุนผ่านปี 2568 และไปข้างหน้าปี 2569 แล้ว ไม่ว่าเราจะมองยังไง แต่สำหรับประเทศไทย การเมืองภายในกลับเต็มไปด้วยความชะงักงันเหมือนไม่ไปไหน เพียง 2 ปี ไทยเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน
หลังศาลรัฐธรรมนูญตัดสินปลด น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากนายกรัฐมนตรี กรณีคลิปเสียงสนทนาที่ฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชาจงใจปล่อยหลุดเพื่อหวังผลทางการเมือง เมื่อเดือนสิงหาคม ไม่นานไทยก็ได้นายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ของรัฐบาลชุดนี้อย่างอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย ที่มีจุดยืนแบบขวาจัด แต่เมื่อเจอสารพัดมรสุมทั้งในและนอกรุมเร้า เพียง 3 เดือน ก็ปิดฉากการเมืองไทยปีนี้ด้วยการยุบสภา
เมื่อการเมืองภายในจบลงแบบนี้ ย่อมส่งผลต่อทิศทางการต่างประเทศของไทยด้วย
จึงอยากชวนย้อนมองตั้งแต่ต้นปีจนสิ้นปี 2568 ว่า เพราะเหตุใด ถึงจำกัดความการต่างประเทศไทยปีนี้ว่า
ไทยเปลี่ยนรัฐบาล แต่ไม่เปลี่ยนตัวเองบนเวทีโลก
การต่างประเทศตั้งรับโดยจำยอม
แต่มิตรแท้ไม่มีเหลือ?
หากสรุปงานต่างประเทศของไทยในปี 2568 ทั้งของรัฐบาลแพทองธารและรัฐบาลอนุทิน จะพบจุดร่วมกันอย่างหนึ่งคือ ไทยแสดงตัวเพื่อการสร้างยอมรับในเวทีด้วยการเป็นฝ่ายยอมคนอื่น จากกรณีดังนี้
ส่งตัว 40 ชาวอุยกูร์ให้จีน กุมภาพันธ์ 2568
เป็นกรณีที่โจษจันทั้งในประชาคมโลกและสิทธิมนุษยชน แม้จะมีเสียงคัดค้านจากนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และบางประเทศทำหนังสือขอรับตัวชาวอุยกูร์เป็นทางการ แต่รัฐบาลเพื่อไทยกลับเลือกส่งตัว 40 ชาวอุยกูร์ โดยอ้างว่าไม่อยากมีปัญหากับจีน
ซึ่งชาวอุยกูร์เหล่านี้หนีจากความเลวร้ายในจีน และถูกทางการไทยกักตัวใน ตม.สวนพลูหลายปีในสภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่
จีนกดดันเซ็นเซอร์นิทรรศการศิลปะชาวทิเบต สิงหาคม 2568
หอศิลป์วัฒนธรรมกรุงเทพได้มีงานนิทรรศการ “ดาราภิวัตน์ ภูมิทัศน์เงา : สำรวจกลไกระดับโลกของความเป็นหนึ่งเดียวกันภายใต้ระบอบอำนาจนิยม” ซึ่งได้จัดแสดงงานศิลปะเชิงต่อต้านของชาวทิเบต ฮ่องกง และอุยกูร์ แต่แล้วได้มีเจ้าหน้าที่ ซึ่งคาดว่ามาจากสถานทูตจีนประจำประเทศไทย กดดันให้ยุติการจัดแสดงทั้งหมด
และยังออกแถลงโจมตีงานจัดแสดงเหล่านี้ว่าเป็นการบิดเบือน และแทรกแซงการเมือง
นับเป็นการเซ็นเซอร์ข้ามพรมแดนอย่างเปิดเผย
จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าจีนต่างหากเป็นฝ่ายแทรกแซงเกินเลยเหนืออำนาจอธิปไตยเจ้าของประเทศที่เปิดกว้างในการแสดงออกทางศิลปะ
ปมพิพาทกัมพูชาและคลิปเสียงล้มรัฐบาล นับเป็นปีที่ตึงเครียดที่สุดของไทยเมื่อเกิดพิพาทดินแดนกับกัมพูชาจนถึงขั้นงัดอาวุธยิงปะทะกันในเดือนกรกฎาคม 2568 จากความตึงเครียดที่สั่งสมมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 และมีความพยายามเจรจาระหว่างสองประเทศเพื่อคลายความตึงเครียด
แต่แล้วเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ได้มีการเผยแพร่คลิปเสียงความยาว 9 นาที ระหว่างแพทองธาร ชินวัตร กับฮุน เซน อดีตนายกฯ กัมพูชา เป็นการสนทนาแบบไม่เป็นทางการและดูเป็นความสัมพันธ์ส่วนตัวเพื่อต่อรอง
ซึ่งน้ำเสียงและคำพูดของแพทองธารถูกวิจารณ์ว่าดูท่าทีเป็นฝ่ายยอมอ่อนข้อ ไม่แสดงศักดิ์ศรีปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และแสดงท่าทีนายพลของไทยว่าไม่ใช่ฝ่ายรัฐบาล
แต่ฮุน เซน ก็ถูกวิจารณ์ฐานผิดมารยาททางการทูตเอาเรื่องลับมาเปิดเผย และเจตนาเพื่อหวังผลปั่นป่วนการเมืองภายในของไทย
ต่อมามีการสันนิษฐานว่า ต้นตอทั้งหมดมาจากกรณีการปรามปรามอาชญากรรมสแกมเมอร์ ซึ่งกัมพูชาถูกเรียกว่า สแกมโบเดีย เพราะเป็นศูนย์ของอาชญากรรมข้ามชาติสแกมมิ่งที่ใหญ่ที่สุด
และฮุน เซน โดนกดดันจากรัฐบาลจีนจนต้องร้องขอให้มิตรสหายฝั่งไทยต่อรองกับจีน แต่กลับถูกปฏิเสธเพราะก็ถูกรัฐบาลจีนกดดันด้วยเช่นกัน
จึงสร้างความไม่พอใจให้กับฮุน เซน จนเกิดเหตุลุกลามกลายเป็นการสู้รบที่หนักที่สุดในรอบทศวรรษ
ภาษีทรัมป์ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศให้ไทยอยู่ในกลุ่มที่โดนภาษีนำเข้าสินค้าที่ส่งออกไปยังสหรัฐสูงถึง 36% แต่ก็สามารถลดได้หากยอมรับเงื่อนไขที่เสนอ
จนในชุดทีมไทยแลนด์ นำโดย พิชัย ชุณหวชิร อดีตรัฐมนตรีคลังของรัฐบาลเพื่อไทย สามารถเจรจายอมรับเงื่อนไขเพื่อแลกกับภาษีที่ลดลงเหลือ 19%
แต่เพราะความขัดแย้งกับกัมพูชา มาตรการภาษีถูกใช้ข่มขู่เพื่อให้หยุดยิงกัน จนกระทั่งถึงคราวรัฐบาลอนุทินที่เล่นบทคนรักชาติ ขอประกาศสู้เพื่อหยุดการคุกคามจากกัมพูชาและประกาศไม่สนเรื่องเจรจาการค้ากับสหรัฐแล้ว ทำให้ยิ่งยั่วโมโหทรัมป์เข้าไปอีก
แม้มีความพยายามจากคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีพาณิชย์ต่อรอง แต่สัญญาณล่าสุดดูน่าเป็นห่วงว่า ไทยโดนเก็บภาษีอัตราเดิมแบบเน้นๆ สูง
จริงๆ ยังมีอีกหลายประเด็นที่ทำการต่างประเทศไทยรอบนี้มีภาพจำไม่ดีเท่าไร
ไม่นับความเชื่องช้าในการรับมือความขัดแย้งกับกัมพูชาและไม่จริงจังในการแสดงบทบาทผู้นำปราบปรามสแกมเมอร์ทั้งที่อยู่ติดกับแหล่งอาชญากรรม ต้องให้ชาติที่อยู่ไกลอย่างเกาหลีใต้ อังกฤษ สหรัฐ รุกหนักถึงกัมพูชาเอง
การที่บอกว่าไทยจะดำเนินการทูตเชิงรุกเพื่อพาไทยกลับสู่เรดาร์โลกนั้น กลับโดนความท้าทายภายนอกรุกใส่กลับหนักกว่าจนถึงกับทำอะไรไม่ถูก
นอกจากนี้ ยังเป็นปีที่ไทยเผชิญการแทรกแซงจากต่างชาติอย่างหนัก โดยเฉพาะจากจีน
ทั้งการรุกของทุนจีนทั้งขาวทั้งเทา สินค้าราคาถูกจากจีนโถมใส่ไทย
และการถูกมองว่าไทยเป็นสถานที่สำหรับนัดพบสายลับต่างชาติเพื่อย้ายข้างทำงานให้กับจีน
หรือให้หน่วยงานข่าวกรองจีนมาใช้ไทยทำกิจกรรมแสดงจุดยืนต่อต้านญี่ปุ่นจากกรณีไต้หวัน ซึ่งไทยก็มีความสัมพันธ์อันดีกับญี่ปุ่นมานานหลายทศวรรษ แต่การที่ปล่อยให้หน่วยข่าวกรองจีนใช้ไทยเพื่อเคลื่อนไหวต่อต้านโดยที่ทางการไทยไม่ได้ทำอะไร สิ่งเหล่านี้สะท้อนได้ว่าไทยมีปฏิสัมพันธ์กับชาติอื่นเป็นยังไงและกับจีนเป็นยังไง
อีกหมุดหมายสำคัญที่ย้ำจุดยืนไทยต่อจีนที่แสดงให้โลกเห็นคือ การเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการของประมุขรัฐและนายกรัฐมนตรีของไทย ที่อาจส่งผลหลายอย่างตามมา
แม้จีนจะปฏิบัติต่อไทยภายใต้คำพูดแผ่นเสียงตกร่องว่า “บ้านพี่เมืองน้อง” “มหามิตรร่วมชะตากรรมเดียวกัน” แต่กลับดำเนินการทูตแบบตีสองหน้ากับไทยทั้งที่ไทยมองว่าจีนคือหุ้นส่วน
ที่ชัดที่สุดคือ การสู้รบกับกัมพูชาในช่วงกรกฎาคมและธันวาคม แม้จีนจะปฏิเสธว่าไทยไม่ได้ส่งอาวุธสงครามให้กัมพูชานับตั้งแต่การสู้รบ แต่กลับมีข่าวว่ามีเครื่องบินลำเลียงทางทหารจากจีน ขนอาวุธหลายลังไปยังเมืองสีหนุวิลล์ของกัมพูชา และการค้นพบอาวุธสัญชาติจีน ทั้งจรวดต่อต้านรถถัง GAM-102 และจรวดต้านยานเกราะ PF-89
โดยเฉพาะประเด็นสู้รบตามชายแดนกับกัมพูชาที่ก่อกระแสรักชาติกับคนไทยอย่างรุนแรง พอเห็นท่าทีจีนที่ยังคงสนับสนุนกัมพูชาเช่นนี้อยู่ ก็เกิดความรู้สึกต่อต้านจีนก่อตัวมากขึ้น สวนทางกับรัฐบาลที่ยังยิ้มสยบยอมปักกิ่ง
จนอยากกระตุกสติว่า แม้ไทยจะเล็กกว่าจีน แต่ไทยมีศักดิ์ศรีเสมอเท่ากัน
สิ่งที่เกิดขึ้นกับไทยในปี 2568 นำไปสู่คำถามที่ว่า หลักวิธีทางการต่างประเทศของไทยในปี 2568 จากเพื่อไทยสู่ภูมิใจไทย ทำไมไทยกลับดูเหลือเพื่อนน้อยลงและปฏิบัติกับไทยอย่างไม่นุ่มนวลขึ้น แล้วเราจะกลับมาเข้มแข็งให้ประชาคมโลกยอมรับเราอย่างไร
อาจารย์จิตตภัทร พูนขำ นักวิชาการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เสนอว่า ไทยควรวางยุทธศาสตร์การต่างประเทศแบบ Multi-Alignment หรือการยึดโยงเข้าข้างหลายกลุ่ม โดยไปกระชับสัมพันธ์กับประเทศอื่น กลุ่มประเทศอื่นให้หลากหลาย ไม่เลือกข้างแค่สหรัฐหรือจีนเป็นสัดส่วนใหญ่ แต่เข้าข้างไทยเองและมนุษยชาติ
โดยไทยควรดำเนินผ่านกลไกภูมิภาคอย่างอาเซียน เพื่อสร้างอำนาจที่สมดุล
และไทยจะสามารถดำรงอยู่ร่วมกับชาติอื่นภายใต้ภาวะโลกหลายขั้วได้อย่างราบรื่น
สําหรับปี 2569 ไทยยังคงอยู่ในภาวะไม่แน่นอนต่อไป
แต่เรายังคงเจอภัยคุกคามอีกหลายอย่าง ไม่ว่าอาชญากรรมไซเบอร์ ภัยธรรมชาติสุดขั้ว
กระนั้นก็หวังว่า ไทยยังมีหนทางพัฒนาร่วมกับประชาคมโลก เป็นสะพานเชื่อมทุกชาติพาให้รอดพ้นจากหายนะที่มนุษยชาติก่อขึ้นได้
แม้โลกยังคงมีสงครามทั้งในตอนนี้และอนาคต แต่ไทยก็ต้องกล้าหาญและยึดหลักสากลที่ถูกต้อง
บนผลประโยชน์ของชาติ ไม่ใช่ผลประโยชน์ของรัฐหรือระบอบที่ไม่เห็นหัวประชาชน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การต่างประเทศไทย จาก 2568 สู่ 2569 เปลี่ยนขั้วแต่ไม่เปลี่ยนทิศ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly