โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การต่างประเทศไทย จาก 2568 สู่ 2569 เปลี่ยนขั้วแต่ไม่เปลี่ยนทิศ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 05 ม.ค. เวลา 01.00 น. • เผยแพร่ 05 ม.ค. เวลา 01.00 น.

บทความพิเศษ | พาราตีรีตีส

การต่างประเทศไทย

จาก 2568 สู่ 2569

เปลี่ยนขั้วแต่ไม่เปลี่ยนทิศ

โลกหมุนผ่านปี 2568 และไปข้างหน้าปี 2569 แล้ว ไม่ว่าเราจะมองยังไง แต่สำหรับประเทศไทย การเมืองภายในกลับเต็มไปด้วยความชะงักงันเหมือนไม่ไปไหน เพียง 2 ปี ไทยเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน

หลังศาลรัฐธรรมนูญตัดสินปลด น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากนายกรัฐมนตรี กรณีคลิปเสียงสนทนาที่ฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชาจงใจปล่อยหลุดเพื่อหวังผลทางการเมือง เมื่อเดือนสิงหาคม ไม่นานไทยก็ได้นายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ของรัฐบาลชุดนี้อย่างอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย ที่มีจุดยืนแบบขวาจัด แต่เมื่อเจอสารพัดมรสุมทั้งในและนอกรุมเร้า เพียง 3 เดือน ก็ปิดฉากการเมืองไทยปีนี้ด้วยการยุบสภา

เมื่อการเมืองภายในจบลงแบบนี้ ย่อมส่งผลต่อทิศทางการต่างประเทศของไทยด้วย

จึงอยากชวนย้อนมองตั้งแต่ต้นปีจนสิ้นปี 2568 ว่า เพราะเหตุใด ถึงจำกัดความการต่างประเทศไทยปีนี้ว่า

ไทยเปลี่ยนรัฐบาล แต่ไม่เปลี่ยนตัวเองบนเวทีโลก

การต่างประเทศตั้งรับโดยจำยอม

แต่มิตรแท้ไม่มีเหลือ?

หากสรุปงานต่างประเทศของไทยในปี 2568 ทั้งของรัฐบาลแพทองธารและรัฐบาลอนุทิน จะพบจุดร่วมกันอย่างหนึ่งคือ ไทยแสดงตัวเพื่อการสร้างยอมรับในเวทีด้วยการเป็นฝ่ายยอมคนอื่น จากกรณีดังนี้

ส่งตัว 40 ชาวอุยกูร์ให้จีน กุมภาพันธ์ 2568

เป็นกรณีที่โจษจันทั้งในประชาคมโลกและสิทธิมนุษยชน แม้จะมีเสียงคัดค้านจากนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และบางประเทศทำหนังสือขอรับตัวชาวอุยกูร์เป็นทางการ แต่รัฐบาลเพื่อไทยกลับเลือกส่งตัว 40 ชาวอุยกูร์ โดยอ้างว่าไม่อยากมีปัญหากับจีน

ซึ่งชาวอุยกูร์เหล่านี้หนีจากความเลวร้ายในจีน และถูกทางการไทยกักตัวใน ตม.สวนพลูหลายปีในสภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่

จีนกดดันเซ็นเซอร์นิทรรศการศิลปะชาวทิเบต สิงหาคม 2568

หอศิลป์วัฒนธรรมกรุงเทพได้มีงานนิทรรศการ “ดาราภิวัตน์ ภูมิทัศน์เงา : สำรวจกลไกระดับโลกของความเป็นหนึ่งเดียวกันภายใต้ระบอบอำนาจนิยม” ซึ่งได้จัดแสดงงานศิลปะเชิงต่อต้านของชาวทิเบต ฮ่องกง และอุยกูร์ แต่แล้วได้มีเจ้าหน้าที่ ซึ่งคาดว่ามาจากสถานทูตจีนประจำประเทศไทย กดดันให้ยุติการจัดแสดงทั้งหมด

และยังออกแถลงโจมตีงานจัดแสดงเหล่านี้ว่าเป็นการบิดเบือน และแทรกแซงการเมือง

นับเป็นการเซ็นเซอร์ข้ามพรมแดนอย่างเปิดเผย

จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าจีนต่างหากเป็นฝ่ายแทรกแซงเกินเลยเหนืออำนาจอธิปไตยเจ้าของประเทศที่เปิดกว้างในการแสดงออกทางศิลปะ

ปมพิพาทกัมพูชาและคลิปเสียงล้มรัฐบาล นับเป็นปีที่ตึงเครียดที่สุดของไทยเมื่อเกิดพิพาทดินแดนกับกัมพูชาจนถึงขั้นงัดอาวุธยิงปะทะกันในเดือนกรกฎาคม 2568 จากความตึงเครียดที่สั่งสมมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 และมีความพยายามเจรจาระหว่างสองประเทศเพื่อคลายความตึงเครียด

แต่แล้วเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ได้มีการเผยแพร่คลิปเสียงความยาว 9 นาที ระหว่างแพทองธาร ชินวัตร กับฮุน เซน อดีตนายกฯ กัมพูชา เป็นการสนทนาแบบไม่เป็นทางการและดูเป็นความสัมพันธ์ส่วนตัวเพื่อต่อรอง

ซึ่งน้ำเสียงและคำพูดของแพทองธารถูกวิจารณ์ว่าดูท่าทีเป็นฝ่ายยอมอ่อนข้อ ไม่แสดงศักดิ์ศรีปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และแสดงท่าทีนายพลของไทยว่าไม่ใช่ฝ่ายรัฐบาล

แต่ฮุน เซน ก็ถูกวิจารณ์ฐานผิดมารยาททางการทูตเอาเรื่องลับมาเปิดเผย และเจตนาเพื่อหวังผลปั่นป่วนการเมืองภายในของไทย

ต่อมามีการสันนิษฐานว่า ต้นตอทั้งหมดมาจากกรณีการปรามปรามอาชญากรรมสแกมเมอร์ ซึ่งกัมพูชาถูกเรียกว่า สแกมโบเดีย เพราะเป็นศูนย์ของอาชญากรรมข้ามชาติสแกมมิ่งที่ใหญ่ที่สุด

และฮุน เซน โดนกดดันจากรัฐบาลจีนจนต้องร้องขอให้มิตรสหายฝั่งไทยต่อรองกับจีน แต่กลับถูกปฏิเสธเพราะก็ถูกรัฐบาลจีนกดดันด้วยเช่นกัน

จึงสร้างความไม่พอใจให้กับฮุน เซน จนเกิดเหตุลุกลามกลายเป็นการสู้รบที่หนักที่สุดในรอบทศวรรษ

ภาษีทรัมป์ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศให้ไทยอยู่ในกลุ่มที่โดนภาษีนำเข้าสินค้าที่ส่งออกไปยังสหรัฐสูงถึง 36% แต่ก็สามารถลดได้หากยอมรับเงื่อนไขที่เสนอ

จนในชุดทีมไทยแลนด์ นำโดย พิชัย ชุณหวชิร อดีตรัฐมนตรีคลังของรัฐบาลเพื่อไทย สามารถเจรจายอมรับเงื่อนไขเพื่อแลกกับภาษีที่ลดลงเหลือ 19%

แต่เพราะความขัดแย้งกับกัมพูชา มาตรการภาษีถูกใช้ข่มขู่เพื่อให้หยุดยิงกัน จนกระทั่งถึงคราวรัฐบาลอนุทินที่เล่นบทคนรักชาติ ขอประกาศสู้เพื่อหยุดการคุกคามจากกัมพูชาและประกาศไม่สนเรื่องเจรจาการค้ากับสหรัฐแล้ว ทำให้ยิ่งยั่วโมโหทรัมป์เข้าไปอีก

แม้มีความพยายามจากคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีพาณิชย์ต่อรอง แต่สัญญาณล่าสุดดูน่าเป็นห่วงว่า ไทยโดนเก็บภาษีอัตราเดิมแบบเน้นๆ สูง

จริงๆ ยังมีอีกหลายประเด็นที่ทำการต่างประเทศไทยรอบนี้มีภาพจำไม่ดีเท่าไร

ไม่นับความเชื่องช้าในการรับมือความขัดแย้งกับกัมพูชาและไม่จริงจังในการแสดงบทบาทผู้นำปราบปรามสแกมเมอร์ทั้งที่อยู่ติดกับแหล่งอาชญากรรม ต้องให้ชาติที่อยู่ไกลอย่างเกาหลีใต้ อังกฤษ สหรัฐ รุกหนักถึงกัมพูชาเอง

การที่บอกว่าไทยจะดำเนินการทูตเชิงรุกเพื่อพาไทยกลับสู่เรดาร์โลกนั้น กลับโดนความท้าทายภายนอกรุกใส่กลับหนักกว่าจนถึงกับทำอะไรไม่ถูก

นอกจากนี้ ยังเป็นปีที่ไทยเผชิญการแทรกแซงจากต่างชาติอย่างหนัก โดยเฉพาะจากจีน

ทั้งการรุกของทุนจีนทั้งขาวทั้งเทา สินค้าราคาถูกจากจีนโถมใส่ไทย

และการถูกมองว่าไทยเป็นสถานที่สำหรับนัดพบสายลับต่างชาติเพื่อย้ายข้างทำงานให้กับจีน

หรือให้หน่วยงานข่าวกรองจีนมาใช้ไทยทำกิจกรรมแสดงจุดยืนต่อต้านญี่ปุ่นจากกรณีไต้หวัน ซึ่งไทยก็มีความสัมพันธ์อันดีกับญี่ปุ่นมานานหลายทศวรรษ แต่การที่ปล่อยให้หน่วยข่าวกรองจีนใช้ไทยเพื่อเคลื่อนไหวต่อต้านโดยที่ทางการไทยไม่ได้ทำอะไร สิ่งเหล่านี้สะท้อนได้ว่าไทยมีปฏิสัมพันธ์กับชาติอื่นเป็นยังไงและกับจีนเป็นยังไง

อีกหมุดหมายสำคัญที่ย้ำจุดยืนไทยต่อจีนที่แสดงให้โลกเห็นคือ การเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการของประมุขรัฐและนายกรัฐมนตรีของไทย ที่อาจส่งผลหลายอย่างตามมา

แม้จีนจะปฏิบัติต่อไทยภายใต้คำพูดแผ่นเสียงตกร่องว่า “บ้านพี่เมืองน้อง” “มหามิตรร่วมชะตากรรมเดียวกัน” แต่กลับดำเนินการทูตแบบตีสองหน้ากับไทยทั้งที่ไทยมองว่าจีนคือหุ้นส่วน

ที่ชัดที่สุดคือ การสู้รบกับกัมพูชาในช่วงกรกฎาคมและธันวาคม แม้จีนจะปฏิเสธว่าไทยไม่ได้ส่งอาวุธสงครามให้กัมพูชานับตั้งแต่การสู้รบ แต่กลับมีข่าวว่ามีเครื่องบินลำเลียงทางทหารจากจีน ขนอาวุธหลายลังไปยังเมืองสีหนุวิลล์ของกัมพูชา และการค้นพบอาวุธสัญชาติจีน ทั้งจรวดต่อต้านรถถัง GAM-102 และจรวดต้านยานเกราะ PF-89

โดยเฉพาะประเด็นสู้รบตามชายแดนกับกัมพูชาที่ก่อกระแสรักชาติกับคนไทยอย่างรุนแรง พอเห็นท่าทีจีนที่ยังคงสนับสนุนกัมพูชาเช่นนี้อยู่ ก็เกิดความรู้สึกต่อต้านจีนก่อตัวมากขึ้น สวนทางกับรัฐบาลที่ยังยิ้มสยบยอมปักกิ่ง

จนอยากกระตุกสติว่า แม้ไทยจะเล็กกว่าจีน แต่ไทยมีศักดิ์ศรีเสมอเท่ากัน

สิ่งที่เกิดขึ้นกับไทยในปี 2568 นำไปสู่คำถามที่ว่า หลักวิธีทางการต่างประเทศของไทยในปี 2568 จากเพื่อไทยสู่ภูมิใจไทย ทำไมไทยกลับดูเหลือเพื่อนน้อยลงและปฏิบัติกับไทยอย่างไม่นุ่มนวลขึ้น แล้วเราจะกลับมาเข้มแข็งให้ประชาคมโลกยอมรับเราอย่างไร

อาจารย์จิตตภัทร พูนขำ นักวิชาการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เสนอว่า ไทยควรวางยุทธศาสตร์การต่างประเทศแบบ Multi-Alignment หรือการยึดโยงเข้าข้างหลายกลุ่ม โดยไปกระชับสัมพันธ์กับประเทศอื่น กลุ่มประเทศอื่นให้หลากหลาย ไม่เลือกข้างแค่สหรัฐหรือจีนเป็นสัดส่วนใหญ่ แต่เข้าข้างไทยเองและมนุษยชาติ

โดยไทยควรดำเนินผ่านกลไกภูมิภาคอย่างอาเซียน เพื่อสร้างอำนาจที่สมดุล

และไทยจะสามารถดำรงอยู่ร่วมกับชาติอื่นภายใต้ภาวะโลกหลายขั้วได้อย่างราบรื่น

สําหรับปี 2569 ไทยยังคงอยู่ในภาวะไม่แน่นอนต่อไป

แต่เรายังคงเจอภัยคุกคามอีกหลายอย่าง ไม่ว่าอาชญากรรมไซเบอร์ ภัยธรรมชาติสุดขั้ว

กระนั้นก็หวังว่า ไทยยังมีหนทางพัฒนาร่วมกับประชาคมโลก เป็นสะพานเชื่อมทุกชาติพาให้รอดพ้นจากหายนะที่มนุษยชาติก่อขึ้นได้

แม้โลกยังคงมีสงครามทั้งในตอนนี้และอนาคต แต่ไทยก็ต้องกล้าหาญและยึดหลักสากลที่ถูกต้อง

บนผลประโยชน์ของชาติ ไม่ใช่ผลประโยชน์ของรัฐหรือระบอบที่ไม่เห็นหัวประชาชน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การต่างประเทศไทย จาก 2568 สู่ 2569 เปลี่ยนขั้วแต่ไม่เปลี่ยนทิศ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...