โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ส.อ.ท. ย้ำหนุน "พ.ร.บ. อากาศสะอาด" แนะ 4 แนวทางออกแบบกฎหมายทำงานได้จริง

Khaosod

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ส.อ.ท. ย้ำสนับสนุน "พ.ร.บ. อากาศสะอาด" ในหลักการ แนะ 4 แนวทางออกแบบกฎหมายให้ทำงานได้จริง เน้น "ไม่ซ้ำซ้อน-ไม่เพิ่มภาระ-สร้างสมดุล"

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่าพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ถือเป็นกฎหมายสำคัญที่มีเจตนายกระดับกลไกการบริหารจัดการมลพิษทางอากาศของประเทศให้เป็นระบบและทัดเทียมมาตรฐานสากล ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาฝุ่น PM2.5 และมลพิษทางอากาศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกฎหมายฉบับนี้มุ่งคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการเข้าถึงอากาศสะอาด

พร้อมกำหนดกลไกการจัดการมลพิษที่ครอบคลุมทุกแหล่งกำเนิด ทั้งจากโรงงานอุตสาหกรรม ยานพาหนะ การก่อสร้าง การเผาในที่โล่ง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจทุกประเภท รวมถึงการนำเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มาใช้ อาทิ การจัดเก็บค่าธรรมเนียมมลพิษ การจัดตั้งกองทุน และบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน โดยร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภา

นายเกรียงไกร กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมเห็นตรงกันว่าการมีกฎหมายเพื่ออากาศสะอาดเป็นเรื่องจำเป็น และขอยืนยันอย่างชัดเจนว่าไม่ได้คัดค้าน ร่างกฎหมายฉบับนี้ โดยเห็นด้วยในหลักการของกฎหมายที่ต้องการแก้ไขปัญหามลพิษและยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศ อย่างไรก็ดีในชั้นการออกแบบรายละเอียดเชิงปฏิบัติ จำเป็นต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ ซึ่งปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการประมวลและทบทวนค่าธรรมเนียมตามกฎหมายที่มีลักษณะหรือวัตถุประสงค์ใกล้เคียงกัน เพื่อป้องกันความซ้ำซ้อน

พร้อมทั้งจัดทำและกำหนดนิยามที่ชัดเจนเป็นมาตรฐานเดียวกัน รวมถึงพิจารณาการรวมศูนย์กระบวนการจัดเก็บและบริหารค่าธรรมเนียมให้เป็นเอกภาพ

อย่างไรก็ดีภาคอุตสาหกรรมยังข้อกังวลว่ากฎหมายอาจสร้างความซ้ำซ้อนด้านอำนาจกับกฎหมายเดิม อาทิ พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 และพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 รวมถึงกฎหมายเฉพาะของหน่วยงานที่มีอำนาจกำกับดูแลมลพิษทางอากาศอยู่แล้ว ซึ่งอาจนำไปสู่ความซ้ำซ้อนด้านอำนาจหน้าที่ และเพิ่มต้นทุนให้กับภาคธุรกิจโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งเป็นผู้ประกอบการกว่า 90% ของประเทศ

นายเกรียงไกร กล่าวด้วยว่าการออกแบบกฎหมายที่เข้มแข็งและใช้งานได้จริง จำเป็นต้องตั้งอยู่บนหลักการ “ไม่ซ้ำซ้อน ไม่เพิ่มภาระเกินจำเป็น และสร้างสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อมกับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปอย่างยั่งยืนทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และความเชื่อมั่นของนักลงทุน
เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้มีประสิทธิผลสูงสุดและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจจริง ส.อ.ท.เสนอให้มีการออกแบบกฎหมายอย่างรอบด้านและชัดเจนตั้งแต่ต้น โดยเสนอแนวทางสำคัญ ได้แก่

1.จัดทำการประเมินผลกระทบของกฎหมาย (Regulatory Impact Assessment: RIA) โดยหน่วยงานกลางที่เป็นอิสระ เพื่อประเมินผลดี-ผลเสีย ต้นทุน-ผลประโยชน์อย่างเป็นระบบ ลดผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน และทำให้มาตรการลดมลพิษเกิดผลจริง

2.จัดโครงสร้างคณะกรรมการที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าร่วมตามหลัก “การมีส่วนร่วมของผู้ถูกบังคับใช้กฎหมาย” เพื่อสะท้อนข้อมูลจากภาคการผลิต บริการ การเงิน และภาคเศรษฐกิจจริง

3.ลดความซ้ำซ้อนของกฎหมายและอำนาจกำกับ โดยเฉพาะมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ พร้อมเสริมมาตรการสนับสนุนด้านการเงินและภาษีสำหรับ SMEs

4.กำหนดมาตรฐานที่สามารถปฏิบัติได้จริง และทบทวนบทลงโทษให้สมดุลกับมาตรฐานสากล

สำหรับภาคอุตสาหกรรม ผลกระทบจะเกิดขึ้นอย่างชัดเจนจากมาตรฐานการปล่อยมลพิษที่เข้มงวดขึ้น และข้อกำหนดด้านการตรวจวัดและรายงาน (MRV) ที่ละเอียดและมีความถี่มากกว่าเดิม โดยโรงงานที่ใช้เครื่องจักรเก่าหรือเทคโนโลยีแบบดั้งเดิม อาจต้องลงทุนปรับปรุงระบบบำบัดหรืออุปกรณ์ควบคุมการปล่อยมลพิษ NOx, SO₂, VOCs และฝุ่น PM2.5 ซึ่งเป็นต้นทุนสูง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โลหะหนัก พลังงาน อาหาร และก่อสร้าง ขณะที่ SMEs ต้องการการสนับสนุนเพิ่มเติมทั้งด้านเงินทุนและองค์ความรู้

อย่างไรก็ตาม กฎหมายอากาศสะอาดยังเปิดโอกาสใหม่ให้ภาคธุรกิจ ทั้งการยกระดับภาพลักษณ์องค์กรด้านความยั่งยืน การเพิ่มโอกาสเข้าถึงตลาดส่งออกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม การลดความเสี่ยงจากข้อร้องเรียนของชุมชน และการยกระดับสุขภาพแรงงาน ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลิตภาพในระยะยาว

นายเกรียงไกร กล่าวว่าโดยภาพรวม พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด เป็นกฎหมายที่นำมาทั้งแรงกดดันและโอกาส โดยความสำเร็จของกฎหมายขึ้นอยู่กับรายละเอียดเชิงปฏิบัติและการออกแบบมาตรการบนฐานข้อมูลที่รอบด้าน ซึ่งการทำ RIA ถือเป็นกุญแจสำคัญในการทำให้กฎหมายสามารถบังคับใช้ได้จริง ลดมลพิษอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อมกับการพัฒนาเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดีจากบริบทดังกล่าว ช่วงปี 2569–2570 จะเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของภาคอุตสาหกรรมไทย ท่ามกลางการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมใหม่ และมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป แม้ภาคธุรกิจต้องเผชิญต้นทุนและความท้าทายที่เพิ่มขึ้น แต่หากประเทศไทยเร่งปรับตัวและลงทุนด้านความยั่งยืนอย่างจริงจัง กติกาใหม่เหล่านี้จะไม่ใช่ภาระ แต่จะเป็นเครื่องมือเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ส.อ.ท. ย้ำหนุน "พ.ร.บ. อากาศสะอาด" แนะ 4 แนวทางออกแบบกฎหมายทำงานได้จริง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...