โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

นักวิเคราะห์เชียร์ 9 หุ้น Election Play รับนโยบายเลือกตั้ง 69

การเงินธนาคาร

อัพเดต 30 ธ.ค. 2568 เวลา 13.36 น. • เผยแพร่ 01 ม.ค. เวลา 10.00 น.

เมย์แบงก์ แนะนำ MTC, BBL, TRUE, MINT และ AP เป็น Top Picks รับอานิสงส์จากเลือกตั้ง หรือ Election Rally คาดมีโอกาสสูงได้รัฐบาลมีเสถียรภาพ บล.กรุงศรี ชู 5 หุ้น CPALL, BDMS, MTC, PTTGC และ GULF

บล. เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) วิเคราะห์แนวโน้มตลาดหุ้นไทยปี 2569 โดยเฉพาะด้านปัจจัยการเมืองประเมินว่าหลังการเลือกตั้งครั้งถัดไป มีโอกาสสูงที่จะได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ

ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการคลายแรงกดดันต่อตลาดทุนไทยที่ดำรงอยู่ต่อเนื่อง ตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2566 โดยรัฐบาลที่มีเสถียรภาพจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นนักลงทุนและสนับสนุนทิศทางตลาดให้ปรับตัวดีขึ้นในระยะถัดไป

ขณะเดียวกัน ไทยยังต้องเผชิญความแน่นอนในระยะสั้น โดยยังคงเป้าหมายดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) สิ้นปี 2569 ที่ระดับ 1,370 จุด สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อศักยภาพการฟื้นตัวของตลาดไทยในระยะถัดไป

ในมิติการค้า บล.เมย์แบงก์ คาดว่าข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศหลายฉบับ ทั้ง FTA ไทย-EFTA ที่จะมีผลบังคับใช้ต้นปี 2569, FTA ไทย-สหภาพยุโรปที่คาดว่าจะลงนามในไตรมาส 1/2569 รวมถึง CEPA ไทย-เกาหลี จะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยประเมินว่าข้อตกลงเหล่านี้อาจช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยได้ราว 1.9% ในระยะใกล้

อย่างไรก็ตาม แม้การเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS) ในปี 2568 คาดว่าจะอยู่ที่ราว 7%แต่ความเสี่ยงด้านลบของกำไรยังอยู่ในระดับจำกัด ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจด้านมูลค่า โดยซื้อขายที่ระดับ P/E เพียงประมาณ 11.5 เท่า (ไม่รวม DELTA) ทำให้ไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่มีมูลค่าถูกที่สุดในภูมิภาคอาเซียน เป็นรองเพียงประเทศเดียว ส่งผลให้ช่วงต้นปีเป็นจังหวะที่เหมาะสมสำหรับการเข้าลงทุน

ในเชิงกลยุทธ์ เมยแบงก์ แนะนำให้นักลงทุนใช้โอกาสจาก “election rally” โดยจากสถิติย้อนหลังตั้งแต่ปี 2535 พบว่า กลยุทธ์การเข้าซื้อหุ้นก่อนการเลือกตั้ง 1 เดือน และขายหลังการเลือกตั้ง 1 เดือน ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงสุดประมาณ +4% ในช่วงเวลา 2 เดือนดังกล่าว

ทั้งนี้ เมยแบงก์ ให้น้ำหนักการลงทุนในช่วงดังกล่าวกับกลุ่มธนาคาร การเงิน โทรคมนาคม ท่องเที่ยว และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งคาดว่าจะได้รับอานิสงส์โดยตรงจากบรรยากาศการลงทุนที่ดีขึ้นหลังการเลือกตั้ง

ปี 69 บล.เมย์แบงก์ ชู 3 ธีมการลงทุนหลัก

สำหรับธีมการลงทุนหลักในปี 2569 เมย์แบงก์ ชู 3 ธีมสำคัญ ได้แก่ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ และการค้า โดยมองว่าการขยายตัวของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์จะเป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์ของอาเซียน และประเทศไทยมีศักยภาพได้รับประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญ

ขณะเดียวกัน การฟื้นตัวของ FDI ยังได้รับแรงหนุนจากยอดคำขอส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่เพิ่มขึ้นกว่า 21% ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 รวมถึงนโยบาย FastPass ที่ช่วยเร่งการอนุมัติโครงการลงทุนภาคเอกชน

ในด้านกลยุทธ์การเลือกกลุ่มอุตสาหกรรม เมย์แบงก์ ยังคงให้น้ำหนักมากกว่าตลาด (Overweight) ในกลุ่มโทรคมนาคม สาธารณูปโภค อสังหาริมทรัพย์ และนิคมอุตสาหกรรม พร้อมปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มการเงิน ท่องเที่ยว และอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) ซึ่งมองว่าเป็นกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์เด่นจากการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ขณะที่ยังคงมุมมองระมัดระวังต่อกลุ่มปิโตรเคมี อิเล็กทรอนิกส์ และพาณิชย์

สำหรับหุ้นเด่น เมย์แบงก์ แนะนำ MTC, BBL, TRUE, MINT และ AP เป็น Top Picks เพื่อรับโอกาสจาก election rally

บล.กรุงศรี ชู 5 หุ้น Election Play รับนโยบายเลือกตั้ง

บทวิเคราะห์ บล.กรุงศรี ได้สรุปนโยบาย 3 พรรคการเมืองหลักที่ตลาดคาดหมายจะแข่งขันเพื่อเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จากการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. ภายหลังการแถลงนโยบายชุดแรกแล้ว สรุปได้ดังนี้

  • พรรคภูมิใจไทย (BJT) ธีมเสถียรภาพ และ การเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยนโยบายเร่งด่วน เช่น คนละครึ่ง พลัส เฟส 2 , ปิดหนี้ไวไปต่อได้ , เยียวยาภัยพิบัติ เน้นความต่อเนื่องของนโยบาย และ ประชานิยมเชิงผสม (Thailand Plus) ซึ่งตั้งเป้าอัตราการเติบโต GDP ในระดับอนุรักษ์นิยม (~3%+) นอกจากนี้ มุ่งควบคุมค่าครองชีพ ส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ และ ระบบทหารสมัครใจ โดยมีกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ พลังงานสีเขียว และ ยานยนต์ไฟฟ้า(EV)
  • พรรคประชาชน (PP) ธีมปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและการกระจายรายได้ โดยนโยบายเร่งด่วน เช่น เติมเงิน 1,000 บาท กลุ่มเป้าหมาย 12 ล้านคน + หวยใบเสร็จ + เติมสภาพคล่อง และ กลุ่มธุรกิจทุนน้อย + กวาดล้างทุนเทา และ จัดการทุนสีเทาในระบบเศรษฐกิจ ตลอดจนให้ความสำคัญกับ SMEs อุปสงค์ภายในประเทศ และ ระบบรัฐดิจิทัล และ เสนอระบบสวัสดิการถ้วนหน้า(เด็กและผู้สูงอายุ) และ ผลักดันการปฏิรูปต่อต้านคอร์รัปชัน และ คุ้มครองผู้เปิดโปงข้อมูล ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น เครื่องมือแพทย์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และ โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ
  • พรรคเพื่อไทย (PTP) ธีมเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ และ ยุทธศาสตร์ภูมิเศรษฐศาสตร์ โดยนโยบายเร่งด่วน คือ แก้หนี้เสียเรื้อรัง (หนี้ดีมีรางวัล) - พักหนี้เกษตรกร - ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% โดยตั้งเป้าอัตราการเติบโตเชิงรุกสูงสุดในกลุ่ม (~5% GDP) ซึ่งใช้กลไกศูนย์กลางการค้า–การเงิน และ การลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ตลอดจนเน้นประกันราคาสินค้าเกษตร และ การยกระดับระบบสาธารณสุข โดยให้น้ำหนักสูงกับ AI เซมิคอนดักเตอร์ และ Medical Hub

บล.กรุงศรี ประเมินบวกต่อนโยบายระยะสั้นทั้ง 3 พรรคหลักที่มีจุดร่วมกันในส่วนการกำหนดนโยบายเร่งด่วนเน้นเศรษฐกิจเป็นหลัก ซึ่งน่าจะส่งผลบวกต่อหุ้นอิงเศรษฐกิจภายใน เช่น ค้าปลีก CPALL เช่าซื้อ MTC รวมถึงโอกาสเกิด Election Rally ที่ต่อเนื่องไปถึงหลังเลือกตั้ง

กลยุทธ์แนะนำเน้น 5 หุ้น Best Picks ธีม Election Play (หุ้นอิงภายใน + Deep Value เป้าหมาย Fund Flows) : CPALL, BDMS, MTC, PTTGC, GULF

นโยบายระยะกลางทุกพรรคเน้นไปที่การสร้าง New S Curve ใหม่ คล้ายกัน 3 จุด

  • Healthcare & Medical (การแพทย์และสุขภาพ) ทั้ง 3 พรรคเน้นเรื่องนี้ (BJT : ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ / PP : เครื่องมือแพทย์และสวัสดิการ / PTP : Medical Hub และ ยกระดับ 30 บาท) หุ้นที่ได้ประโยชน์ เช่น กลุ่มโรงพยาบาล (BDMS , BH) , ผู้ผลิต/นำเข้าเครื่องมือแพทย์ , ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ
  • Future Mobility & Green Energy (ยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานสะอาด) : เป็นเมกะเทรนด์ที่ทุกพรรคสนับสนุน (BJT : EV / PP : Smart Grids / PTP : AI & Semiconductors ซึ่งเป็นฐานของ EV) หุ้นที่ได้ประโยชน์ เช่น นิคมอุตสาหกรรม AMATA , WHA ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ DELTA , KCE โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน GULF , GUNKUL
  • Digital & Tech Adoption : ทุกพรรคต้องการนำเทคโนโลยีมาใช้(PP : รัฐดิจิทัล / PTP : AI / BJT : EV Ecosystem) หุ้นที่ได้ประโยชน์ เช่น กลุ่มที่ปรึกษาด้านไอที BBIK , BE8 , วางระบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล WHA , AMATA , GULF , BGRIM , STECON , INSET โทรคมนาคม ADVANC , TRUE

อย่างไรก็ตามบล.กรุงศรี ระบุว่า จุดแตกต่างของทั้ง 3 พรรคยังอยู่ที่แนวทางขับเคลื่อนนโยบายที่อาจจะมีภาพน้ำหนักที่ให้ด้านต่างๆ ไม่เท่ากัน ซึ่งประเมินอาจเป็นจุดกำหนดระดับผลบวกที่ตลาดตอบรับระยะถัดไป

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ ตลาดหุ้นทั้งไทยและต่างประเทศ ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...