นักวิเคราะห์เชียร์ 9 หุ้น Election Play รับนโยบายเลือกตั้ง 69
เมย์แบงก์ แนะนำ MTC, BBL, TRUE, MINT และ AP เป็น Top Picks รับอานิสงส์จากเลือกตั้ง หรือ Election Rally คาดมีโอกาสสูงได้รัฐบาลมีเสถียรภาพ บล.กรุงศรี ชู 5 หุ้น CPALL, BDMS, MTC, PTTGC และ GULF
บล. เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) วิเคราะห์แนวโน้มตลาดหุ้นไทยปี 2569 โดยเฉพาะด้านปัจจัยการเมืองประเมินว่าหลังการเลือกตั้งครั้งถัดไป มีโอกาสสูงที่จะได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ
ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการคลายแรงกดดันต่อตลาดทุนไทยที่ดำรงอยู่ต่อเนื่อง ตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2566 โดยรัฐบาลที่มีเสถียรภาพจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นนักลงทุนและสนับสนุนทิศทางตลาดให้ปรับตัวดีขึ้นในระยะถัดไป
ขณะเดียวกัน ไทยยังต้องเผชิญความแน่นอนในระยะสั้น โดยยังคงเป้าหมายดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) สิ้นปี 2569 ที่ระดับ 1,370 จุด สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อศักยภาพการฟื้นตัวของตลาดไทยในระยะถัดไป
ในมิติการค้า บล.เมย์แบงก์ คาดว่าข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศหลายฉบับ ทั้ง FTA ไทย-EFTA ที่จะมีผลบังคับใช้ต้นปี 2569, FTA ไทย-สหภาพยุโรปที่คาดว่าจะลงนามในไตรมาส 1/2569 รวมถึง CEPA ไทย-เกาหลี จะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยประเมินว่าข้อตกลงเหล่านี้อาจช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยได้ราว 1.9% ในระยะใกล้
อย่างไรก็ตาม แม้การเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS) ในปี 2568 คาดว่าจะอยู่ที่ราว 7%แต่ความเสี่ยงด้านลบของกำไรยังอยู่ในระดับจำกัด ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจด้านมูลค่า โดยซื้อขายที่ระดับ P/E เพียงประมาณ 11.5 เท่า (ไม่รวม DELTA) ทำให้ไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่มีมูลค่าถูกที่สุดในภูมิภาคอาเซียน เป็นรองเพียงประเทศเดียว ส่งผลให้ช่วงต้นปีเป็นจังหวะที่เหมาะสมสำหรับการเข้าลงทุน
ในเชิงกลยุทธ์ เมยแบงก์ แนะนำให้นักลงทุนใช้โอกาสจาก “election rally” โดยจากสถิติย้อนหลังตั้งแต่ปี 2535 พบว่า กลยุทธ์การเข้าซื้อหุ้นก่อนการเลือกตั้ง 1 เดือน และขายหลังการเลือกตั้ง 1 เดือน ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงสุดประมาณ +4% ในช่วงเวลา 2 เดือนดังกล่าว
ทั้งนี้ เมยแบงก์ ให้น้ำหนักการลงทุนในช่วงดังกล่าวกับกลุ่มธนาคาร การเงิน โทรคมนาคม ท่องเที่ยว และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งคาดว่าจะได้รับอานิสงส์โดยตรงจากบรรยากาศการลงทุนที่ดีขึ้นหลังการเลือกตั้ง
ปี 69 บล.เมย์แบงก์ ชู 3 ธีมการลงทุนหลัก
สำหรับธีมการลงทุนหลักในปี 2569 เมย์แบงก์ ชู 3 ธีมสำคัญ ได้แก่ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ และการค้า โดยมองว่าการขยายตัวของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์จะเป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์ของอาเซียน และประเทศไทยมีศักยภาพได้รับประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญ
ขณะเดียวกัน การฟื้นตัวของ FDI ยังได้รับแรงหนุนจากยอดคำขอส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่เพิ่มขึ้นกว่า 21% ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 รวมถึงนโยบาย FastPass ที่ช่วยเร่งการอนุมัติโครงการลงทุนภาคเอกชน
ในด้านกลยุทธ์การเลือกกลุ่มอุตสาหกรรม เมย์แบงก์ ยังคงให้น้ำหนักมากกว่าตลาด (Overweight) ในกลุ่มโทรคมนาคม สาธารณูปโภค อสังหาริมทรัพย์ และนิคมอุตสาหกรรม พร้อมปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มการเงิน ท่องเที่ยว และอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) ซึ่งมองว่าเป็นกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์เด่นจากการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ขณะที่ยังคงมุมมองระมัดระวังต่อกลุ่มปิโตรเคมี อิเล็กทรอนิกส์ และพาณิชย์
สำหรับหุ้นเด่น เมย์แบงก์ แนะนำ MTC, BBL, TRUE, MINT และ AP เป็น Top Picks เพื่อรับโอกาสจาก election rally
บล.กรุงศรี ชู 5 หุ้น Election Play รับนโยบายเลือกตั้ง
บทวิเคราะห์ บล.กรุงศรี ได้สรุปนโยบาย 3 พรรคการเมืองหลักที่ตลาดคาดหมายจะแข่งขันเพื่อเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จากการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. ภายหลังการแถลงนโยบายชุดแรกแล้ว สรุปได้ดังนี้
- พรรคภูมิใจไทย (BJT) ธีมเสถียรภาพ และ การเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยนโยบายเร่งด่วน เช่น คนละครึ่ง พลัส เฟส 2 , ปิดหนี้ไวไปต่อได้ , เยียวยาภัยพิบัติ เน้นความต่อเนื่องของนโยบาย และ ประชานิยมเชิงผสม (Thailand Plus) ซึ่งตั้งเป้าอัตราการเติบโต GDP ในระดับอนุรักษ์นิยม (~3%+) นอกจากนี้ มุ่งควบคุมค่าครองชีพ ส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ และ ระบบทหารสมัครใจ โดยมีกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ พลังงานสีเขียว และ ยานยนต์ไฟฟ้า(EV)
- พรรคประชาชน (PP) ธีมปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและการกระจายรายได้ โดยนโยบายเร่งด่วน เช่น เติมเงิน 1,000 บาท กลุ่มเป้าหมาย 12 ล้านคน + หวยใบเสร็จ + เติมสภาพคล่อง และ กลุ่มธุรกิจทุนน้อย + กวาดล้างทุนเทา และ จัดการทุนสีเทาในระบบเศรษฐกิจ ตลอดจนให้ความสำคัญกับ SMEs อุปสงค์ภายในประเทศ และ ระบบรัฐดิจิทัล และ เสนอระบบสวัสดิการถ้วนหน้า(เด็กและผู้สูงอายุ) และ ผลักดันการปฏิรูปต่อต้านคอร์รัปชัน และ คุ้มครองผู้เปิดโปงข้อมูล ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น เครื่องมือแพทย์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และ โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ
- พรรคเพื่อไทย (PTP) ธีมเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ และ ยุทธศาสตร์ภูมิเศรษฐศาสตร์ โดยนโยบายเร่งด่วน คือ แก้หนี้เสียเรื้อรัง (หนี้ดีมีรางวัล) - พักหนี้เกษตรกร - ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% โดยตั้งเป้าอัตราการเติบโตเชิงรุกสูงสุดในกลุ่ม (~5% GDP) ซึ่งใช้กลไกศูนย์กลางการค้า–การเงิน และ การลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ตลอดจนเน้นประกันราคาสินค้าเกษตร และ การยกระดับระบบสาธารณสุข โดยให้น้ำหนักสูงกับ AI เซมิคอนดักเตอร์ และ Medical Hub
บล.กรุงศรี ประเมินบวกต่อนโยบายระยะสั้นทั้ง 3 พรรคหลักที่มีจุดร่วมกันในส่วนการกำหนดนโยบายเร่งด่วนเน้นเศรษฐกิจเป็นหลัก ซึ่งน่าจะส่งผลบวกต่อหุ้นอิงเศรษฐกิจภายใน เช่น ค้าปลีก CPALL เช่าซื้อ MTC รวมถึงโอกาสเกิด Election Rally ที่ต่อเนื่องไปถึงหลังเลือกตั้ง
กลยุทธ์แนะนำเน้น 5 หุ้น Best Picks ธีม Election Play (หุ้นอิงภายใน + Deep Value เป้าหมาย Fund Flows) : CPALL, BDMS, MTC, PTTGC, GULF
นโยบายระยะกลางทุกพรรคเน้นไปที่การสร้าง New S Curve ใหม่ คล้ายกัน 3 จุด
- Healthcare & Medical (การแพทย์และสุขภาพ) ทั้ง 3 พรรคเน้นเรื่องนี้ (BJT : ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ / PP : เครื่องมือแพทย์และสวัสดิการ / PTP : Medical Hub และ ยกระดับ 30 บาท) หุ้นที่ได้ประโยชน์ เช่น กลุ่มโรงพยาบาล (BDMS , BH) , ผู้ผลิต/นำเข้าเครื่องมือแพทย์ , ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ
- Future Mobility & Green Energy (ยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานสะอาด) : เป็นเมกะเทรนด์ที่ทุกพรรคสนับสนุน (BJT : EV / PP : Smart Grids / PTP : AI & Semiconductors ซึ่งเป็นฐานของ EV) หุ้นที่ได้ประโยชน์ เช่น นิคมอุตสาหกรรม AMATA , WHA ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ DELTA , KCE โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน GULF , GUNKUL
- Digital & Tech Adoption : ทุกพรรคต้องการนำเทคโนโลยีมาใช้(PP : รัฐดิจิทัล / PTP : AI / BJT : EV Ecosystem) หุ้นที่ได้ประโยชน์ เช่น กลุ่มที่ปรึกษาด้านไอที BBIK , BE8 , วางระบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล WHA , AMATA , GULF , BGRIM , STECON , INSET โทรคมนาคม ADVANC , TRUE
อย่างไรก็ตามบล.กรุงศรี ระบุว่า จุดแตกต่างของทั้ง 3 พรรคยังอยู่ที่แนวทางขับเคลื่อนนโยบายที่อาจจะมีภาพน้ำหนักที่ให้ด้านต่างๆ ไม่เท่ากัน ซึ่งประเมินอาจเป็นจุดกำหนดระดับผลบวกที่ตลาดตอบรับระยะถัดไป