โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แม่ร้อง ลูกถูกดึงต่างหูจนเลือดออก อีกคนโดนตีจนไม้หัก แฉลงโทษไม่มีผล เหยื่อเพิ่มนับ 10 เคส

Khaosod

อัพเดต 16 พ.ย. 2568 เวลา 17.36 น. • เผยแพร่ 16 พ.ย. 2568 เวลา 17.36 น.

แม่ร้อง ลูกถูกดึงต่างหูจนเลือดออก อีกคนโดนตีจนไม้หัก แฉซ้ำลงโทษแล้วยังทำพฤติกรรมเดิมๆ เด็กเป็นเหยื่อนับ 10 เคส รวมตัวร้อง ผอ. จี้ขับพ้นโรงเรียน

วันที่ 16 ส.ค.68 ผู้ปกครองนักเรียนชั้น ป.4 โรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี คือ น.ส.เหมียว (นามสมมติ) อายุ 33 ปี แม่ของ น้องเอ (นามสมมติ) อายุ 9 ขวบ และ น.ส.เมย์ (นามสมมติ) อายุ 32 ปี แม่ของ น้องบี (นามสมมติ) อายุ 9 ขวบ ร้องเรียนสื่อมวลชนถึงพฤติกรรมความรุนแรงของครูประจำชั้น ที่ทำโทษนักเรียนจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งแม้จะมีการดำเนินการตามมาตรการของโรงเรียนแล้ว แต่เหตุการณ์ซ้ำรอยยังคงเกิดขึ้นกับเด็กคนอื่นอีก ทำให้ผู้ปกครองเรียกร้องให้มีการลงโทษขั้นเด็ดขาด

น.ส.เหมียว เล่าว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา ช่วงเช้าครูประจำชั้นโทรศัพท์มาแจ้งว่าลูกตนมีพฤติกรรมเก็บผมไม่เรียบร้อย และใส่ต่างหูทองมาโรงเรียน ซึ่งเป็นต่างหูที่ใส่หลังเจาะหูใหม่ ตนได้ชี้แจงกับครูแล้ว ครูบอกเพียงว่า น้องหูเน่า เดี๋ยวกลับไปให้แม่ล้างน้ำเกลือให้ด้วย ทำให้ตนมองว่าครูใส่ใจดูแลเด็กเป็นอย่างดี

แต่หลังเลิกเรียนในวันเดียวกัน ตนเห็นการพูดคุยในกลุ่มไลน์ของผู้ปกครอง และได้รับการแจ้งจากแม่ของเพื่อนลูกสาวว่า ลูกตนถูกกระชากต่างหู จึงสอบถามลูกสาว ลูกก็ร้องไห้และเล่าว่าถูกครูกระทำเช่นไร เมื่อถอดต่างหูดูพบว่า หูเขียวช้ำ คล้ายถูกกระชากจนต่างหูหลุดออก เลือดไหลเป็นแผล แล้วถูกจับยัดใส่กลับเข้าไปเหมือนเดิม ส่วนต่างหูอีกข้างก็กระเด็นหายไป

น.ส.เหมียว กล่าวต่อว่า หลังจากนั้นจึงได้รวมตัวของผู้ปกครองไปที่โรงเรียนเพื่อพูดคุยกับ ผอ. ซึ่งโรงเรียนได้ทำหนังสือให้ครูคนดังกล่าวหยุดการสอนชั่วคราวเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อไปปรับพฤติกรรมและเข้ารับการอบรม แต่ตนยังหวังว่าลูกจะเป็นเคสสุดท้ายที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น และพยายามปลอบลูกว่าการกระทำของครูคือ "การลงโทษ ไม่ใช่การทำร้าย"

ขณะที่ น.ส.เมย์ กล่าวว่า ลูกชายถูกทำโทษเมื่อวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจาก หารเลขหลักสิบล้านไม่ได้ พอลูกกลับจากโรงเรียนก็ไม่ได้เล่าเรื่องถูกตีให้ฟัง แต่ตนสังเกตเห็นว่าลูกถอดเสื้อแต่เอาผ้าขนหนูคลุมตัวไว้ตลอด พอคาดคั้นลูกจึงร้องไห้และบอกว่าถูกครูตี เพราะหารยาวไม่ได้ ครูให้หารหลักสิบล้านแล้วมาหารหลักพัน ลูกบอกว่า ถูกครูตีเกือบ 20 ครั้ง ตีจนไม้หัก และไม่กล้าร้องไห้เพราะอายเพื่อน ทำให้ตนถึงกับน้ำตาร่วง สงสารลูกมาก

วันต่อมาตนโทรไปสอบถามครู ซึ่งครูแจ้งว่า เพิ่งจะเห็นรูปและไม่คิดว่าตีเด็กแรงขนาดนี้ พร้อมกล่าวขอโทษ พร้อมกับสาบานว่าจะไม่ทำอีก จากนั้นวันที่ 2 ส.ค.ผู้ปกครองจึงรวมตัวกันไปที่โรงเรียน ก่อนจะมีหนังมาตรการลงโทษครูคนดังกล่าว

แม้จะมีมาตรการออกมาแล้ว แต่ก็ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ เพราะเมื่อเร็วๆ นี้ได้เกิดเหตุการณ์รุนแรงซ้ำๆ กับเด็กคนอื่นอีกเป็น 10 เคส จนมีนักเรียนบางคนต้องย้ายไปเรียนที่อื่น

น.ส.เมย์ กล่าวอีกว่า เหตุการณ์ผ่านมาเป็นเดือน ลูกตนยังมีอาการผวาและอยากจะลาออก ตนต้องให้ครูพละช่วยให้ลูกเล่นกีฬาเพื่อผ่อนคลาย ขณะที่ครูคนดังกล่าวยังเป็นครูประจำชั้นอยู่ แต่ตนได้ลงบันทึกประจำวันไว้แล้วเพื่อดำเนินคดีหากเกิดเหตุการณ์ซ้ำ โดยครูพยายามจะเอากระเช้ามาขอโทษ แต่ตนปฏิเสธการขอโทษ และตั้งข้อสังเกตว่าครูอาจจะป่วยอยู่

ส่วน น.ส.เหมียว เสริมว่า ตนได้พูดคุยให้แนวทางการปรับตัวกับครูคนนี้ไปเยอะมาก แต่ล่าสุดครูยังมีพฤติกรรมแบบเดิม ทำให้ไม่รู้จะให้โอกาสอย่างไรแล้ว เพราะเคสนี้ไม่ใช่เคสแรก และผู้อำนวยการเองก็ยอมรับ ผู้ปกครองจึงอยากให้ครูคนดังกล่าวลาออก หรือเปลี่ยนสายงานไปเป็นครูวิชาการโดยไม่ต้องสอนเด็ก เพราะเกรงว่าครูจะใช้อารมณ์กับเด็กคนอื่นอีก ซึ่งควรให้ครูไปรักษาตัวให้ดีขึ้นก่อนแล้วค่อยกลับมาสอน

โดยในวันจันทร์ (17 พ.ย.) นี้กลุ่มผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบเตรียมรวมตัวกันที่โรงเรียนอีกครั้ง เพื่อเข้าพบผู้อำนวยการโรงเรียนโดยตรง เพื่อเรียกร้องให้ดำเนินการ ขั้นเด็ดขาด กับครูคนดังกล่าว ไม่ใช่แค่การพักสอนหรือปรับพฤติกรรม แต่ต้องการให้พิจารณาการเปลี่ยนสายงาน หรือให้ครูคนดังกล่าวลาออก เพื่อยุติปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนอย่างถาวร

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แม่ร้อง ลูกถูกดึงต่างหูจนเลือดออก อีกคนโดนตีจนไม้หัก แฉลงโทษไม่มีผล เหยื่อเพิ่มนับ 10 เคส

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...