โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

โฆษกรัฐบาล ยัน ผู้นำสหรัฐฯ-มาเลเซียเข้าใจ สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำชัดเจรจาภาษียังเดินหน้าต่อไป

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 16 พ.ย. 2568 เวลา 09.16 น.

โฆษกรัฐบาล ยัน ผู้นำสหรัฐฯ-มาเลเซียเข้าใจ สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำชัดเจรจาภาษียังเดินหน้าต่อไป แยกเรื่องชายแดน จี้กัมพูชาขอโทษคนไทย พร้อมเผยพรุ่งนี้จะแถลง 6 แผนแก้ปัญหาชายแดนและรับมือกับภาษีสหรัฐฯ

วันที่ 16 พ.ย. 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย(ภท.) นายสิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังมีกระแสข่าวผู้นำสหรัฐฯ สั่งชะลอการเจรจาภาษีกับไทย ว่า สหรัฐฯ มาเลเซีย ในฐานะผู้สังเกตการณ์ และสักขีพยานในการลงนามปฏิญญานำไปสู่สันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชา ยังมีความไม่สบายใจ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ จึงมีหนังสือถึงไทยเพื่อขอให้ระงับการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ เอาไว้ก่อนจนกว่าสถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาจะดีขึ้น ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้หารือกับผู้นำสหรัฐฯ แล้ว โดยฝ่ายไทยให้เหตุผลว่า ผู้ที่ทำผิดไม่ใช่ไทย แต่เป็นกัมพูชา ที่มีพฤติกรรมละเมิดปฏิญญา, วางทุ่นระเบิดใหม่ ถือเป็นการกระทำที่ผิดเงื่อนไขในการสร้างสันติภาพ เรื่องนี้ฝ่ายไทยยอมไม่ได้ แต่ยืนยันว่าจะขอเดินตามแนวทางสันติวิธี ซึ่งจะเดินหน้าต่อไปได้ก็ต่อเมื่อฝ่ายกัมพูชาแสดงความจริงใจ เช่น หาคนออกมายอมรับผิด ขอโทษญาติผู้ได้รับบาดเจ็บ และคนไทยอย่างจริงใจ รวมถึงมีมาตรการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้อีก อีกทั้งยังต้องให้ความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เมื่อผู้นำสหรัฐฯ ได้ฟังเหตุผลจากนายกรัฐมนตรีแล้วก็เข้าใจ

ขณะเดียวกัน ผู้นำของมาเลเซีย ได้พูดคุยกับผู้นำสหรัฐฯแล้ว ก็ยืนยันถึงความเข้าใจนี้ด้วยเช่นกัน โดยยืนยันว่าในส่วนของภาษีจะมีการเดินหน้าเจรจากันต่อไป แยกออกจากเรื่องการจัดการปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

นายสิริพงษ์กล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทุกคนต้องการเดินหน้า เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ และอธิปไตยของไทย รวมถึงผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นหลัก หากแต่เวลาที่เกิดสถานการณ์ขึ้น ต่างกรรมต่างวาระ ซึ่งนายกรัฐมนตรีพยายามแก้ไขปัญหาให้ดีที่สุด แต่บางเหตุการณ์เกิดขึ้นทันทีทันใด และจนถึงตอนนี้ ก็ได้เห็นภาพของผู้นำในการเดินหน้าแก้ปัญหาของฝั่งไทย

ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ในลักษณะท้าทายสหรัฐฯ นั้นจะเกิดผลเสียหรือไม่ นายสิริพงษ์ กล่าวว่าความเห็นของผู้นำสหรัฐฯ และมาเลเซียก็ชัดเจนแล้วว่าเรื่องดังกล่าวไม่ใช่สาระสำคัญ ซึ่งที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีมักจะตอบคำถามตามคำถามของนักข่าว วันนั้นถูกถามว่าหากมีการใช้ภาษีสหรัฐมากดดัน จะทำอย่างไร ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงไปว่า ต้องแยกกันระหว่างเรื่องภาษีกับเรื่องชายแดน เมื่อถามอีกว่าหากสหรัฐไม่ซื้อของจากไทย นายกฯ ได้ชี้แจงไปแล้วตามเหตุผลว่าก็ต้องหาตลาดใหม่ ซึ่งก็ตรงกับที่กระทรวงพาณิชย์ออกมายืนยันว่า การค้าขายกับสหรัฐมีความจำเป็น และในขณะเดียวกันก็ต้องมีการหาทางเลือกอื่นเพิ่มเติมด้วย เพื่อขยายตลาดส่งออก

เมื่อถามว่ามีกรอบระยะเวลาที่กัมพูชาขอโทษคนไทยหรือไม่ นายสิริพงษ์กล่าวว่า “ไม่มีกำหนดครับ” ทุกเรื่อง ดำเนินการไปจนกว่ากัมพูชาจะปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของไทย รวมถึงเงื่อนไขของไทยก็ไม่ได้มีกำหนดเวลาเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ในวันพรุ่งนี้ (17 พ.ย.) เวลา 14:00 น. กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และอีกหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะนำเสนอแผนในการดำเนินการ เรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา ราว 6 แผนงาน ซึ่งจะมีรายละเอียดที่แตกต่างจากการดำเนินการไปแล้วในหลายเรื่อง รวมถึงการดำเนินการเกี่ยวกับภาษีสหรัฐฯ ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

เมื่อถามว่าไทยจะมีการตอบโต้ข่าวปลอมจากกัมพูชาอย่างไร นายสิริพงษ์ ย้ำว่าไทยมีหน้าที่ในการนำเสนอข้อเท็จจริง หากกัมพูชานำเสนอข่าวที่เป็นเท็จ ไทยก็มีหน้าที่สร้างความกระจ่างให้เกิดขึ้น ไม่รู้ว่ากัมพูชาจะปล่อยข่าวปลอมอะไรออกมาอีก และไม่รู้ว่าจะป้องกันข่าวปลอมเหล่านี้ได้อย่างไร แต่สิ่งที่ทำได้คือต้องโต้ตอบให้เร็วที่สุด โดยกระทรวงการต่างประเทศกำลังเดินหน้าทำความเข้าใจกับนานาประเทศ ซึ่งประเทศสมาชิกอาเซียนก็รับทราบเรื่องราวเหล่านี้แล้ว แม้แต่คณะผู้สังเกตการณ์ก็ออกมายืนยันชัดเจนว่าเป็นทุ่นระเบิดใหม่ เช่นเดียวกับสำนักข่าวมาเลเซีย ที่ให้ข้อมูลผิดพลาดก็ออกมาขอโทษแล้ว ถือว่าไทยทำงานได้อย่างรวดเร็ว และหวังว่าจากนี้สื่ออื่นๆ ก็จะนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง และครบถ้วน

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...