พลิกผัน แปรเปลี่ยน สภาวะ เจ้าฟ้า ประชาธิปก ก่อนเป็น รัชกาลที่ 7
บทความพิเศษ
พลิกผัน แปรเปลี่ยน
สภาวะ เจ้าฟ้า ประชาธิปก
ก่อนเป็น รัชกาลที่ 7
มีความจำเป็นต้องย้อนไปยังแผ่นดินสยามใต้พระบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เพื่อเข้าใจความเป็นจริง ไม่ว่าในทางการเมือง ไม่ว่าในทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าในทางวัฒนธรรม
ส่วนหนึ่งย่อมต้องย้อนไปพิจารณาผ่านกระบวนการศึกษา ประมวล วิเคราะห์ และสรุปโดยพื้นฐานของ เบนจามิน เอ. บัทสัน
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ จะเป็นผู้ให้คำตอบว่าทำไมต้องเป็น “เบน”
ไม่เพียงเพราะเป็นนักประวัติศาสตร์ “ไทย” ที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่สังคมในโลกภาษาอังกฤษของตะวันตกจะพึงผลิตมาได้ ไม่เพียงเพราะ The End of the
Absolute Minarchy in Siam ของเขาจะเป็นวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกที่ได้มาจาก Australian National University
ที่มี เดวิด เค. วัยอาจ ปรมาจารย์ทางประวัติศาสตร์ไทยของอเมริกา จากโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา แห่งมหาวิทยาลัยคอร์แนล เป็นที่ปรึกษาทางวิชาการ
หากแต่ยังได้ใช้ช่วงเวลาระหว่างสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ เขาได้ใช้เวลาในการแก้ไขปรับปรุงวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเล่มนี้จนสำเร็จและตีพิมพ์ครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดเมื่อปี 2527
อัน ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ในฐานะอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ลงความเห็นด้วยความมั่นใจเป็นอย่างสูงว่า
หนังสือเล่มนี้น่าจะเป็นหนังสือที่ดีที่สุดก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเทียบกับงานอันเกี่ยวกับเหตุการณ์ “การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475″ ทั้งในภาษาไทยและภาษาเทศ”
ทำไม ชาญวิทย์ เกษตรศิริ จึงยกย่องถึงขั้นนี้
“ความเป็นนักวิชาการที่แท้จริง ความเชี่ยวชาญในภาษาไทยทั้งอ่าน เขียน พูด ทำให้เบนสามารถที่จะค้นคว้าจากเอกสารเก่าทั้งจากหอสมุดต่างๆ (ทั้งไทยและเทศเช่นกัน)
และที่สำคัญ คือการค้นลึกลงไปในเอกสารชั้นต้นของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ”
นี่คือเหตุผลที่มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ จัดตั้งคณะนักแปลชุดใหญ่และตีพิมพ์ออกมาเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2543
จะรู้เรื่องแผ่นดิน “รัชกาลที่ 7” ในห้วงก่อนเปลี่ยนแปลง 2475 ก็ต้องอ่าน
รากฐาน การดำรงอยู่
เจ้าฟ้า ประชาธิปก
เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคตในปี 1910 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นกษัตริย์รัชกาลที่ 6 แห่งราชวงศ์จักรี
ตอนขึ้นครองราชย์นั้นพระองค์ยังไม่ได้ทรงอภิเษกสมรส
บัทสันอ้างอิงจากหนังสือ A Physician at the Court of Siam ของ M. Smith โดยยืนยันข้อมูลขั้นต้นที่เขียนโดยแพทย์ชาวอังกฤษว่าด้วยเรื่องราวชีวิตของ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีและพระบรมวงศานุวงศ์ที่ใกล้ชิดว่า
ก่อนรัชกาลที่ 5 เสด็จสวรรคต พระองค์ทรงแสดงพระราชประสงค์ในการสืบราชสันตติวงศ์ผ่านสายพระโอรสของพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี
ก็เป็นที่มองกันว่าพระราชโอรสพระองค์ที่สอง คือ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ น่าจะเป็นรัชทายาทพระองค์ต่อไป แต่สถานการณ์กลับซับซ้อนเมื่อเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถทรงอภิเษกสมรสกับสตรีชาวรัสเซียและสุดท้ายก็ทรงหย่าร้างกัน
และเมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ในปี 1920 ฐานะของพระองค์จึงกลายเป็นกรณีถกเถียงทางวิชาการ
เมื่อเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถสิ้นพระชนม์ก็เสมือนว่าพระโอรสพระองค์ที่สาม คือ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ น่าจะเป็นรัชทายาทองค์ต่อไป กฎมณเฑียรบาลใหม่ว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ปี 1924 ได้ปรับปรุงระเบียบการสืบราชสันตติวงศ์ให้ผ่านสายพระโอรสสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีอย่างเป็นทางการ
แต่กฎหมายยังได้ระบุว่าจะใช้กฎมณเฑียรบาลนี้ก็ต่อเมื่อพระเจ้าแผ่นดินไม่ทรงใช้ราชสิทธิ์ระบุนามผู้ที่ทรงประสงค์จะให้เป็นพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ต่อไป
และเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถก็หมดคุณสมบัติที่จะสืบสันตติวงศ์เพราะทรงอภิเษกสมรสกับชาวต่างชาติระหว่างนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระอัครชายาหลายพระองค์
แต่เมื่อไม่มีพระโอรสธิดา เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ จึงอยู่ในฐานะรัชทายาทพระองค์ต่อไป
ภาวะ พลิก แปรเปลี่ยน
ภายใน ราชสำนัก
ในปีท้ายๆ แห่งรัชกาล ได้มีเหตุการณ์หลายอย่างในราชสำนักที่มีผลต่อการสืบราชสมบัติ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ สิ้นพระชนม์ต้นปี 1925 พระโอรสพระองค์ที่สี่ คือ เจ้าฟ้าจุฑาธุช สิ้นพระชนม์ไปแล้วตั้งแต่ปี 1923
เมื่อเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธมาสิ้นพระชนม์ลงเช่นนี้ก็เหลือแต่พระโอรสองค์ที่ห้า คือเจ้าฟ้าประชาธิปก
แต่เจ้าฟ้าจุฑาธุชก็มีพระโอรสซึ่งในขณะนั้นอยู่ในฐานะจะเป็นรัชทายาทได้ (พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ โอรสของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถหมดสิทธิ์ในราชบัลลังก์ เพราะพระมารดาเป็นชาวต่างชาติ)
แต่พระโอรสองค์นี้ก็ยังทรงพระเยาว์และพระมารดาไม่ได้เป็นเจ้าราชนิกุล จึงเป็นที่คาดกันว่าถ้าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่มีพระโอรส
เจ้าฟ้าประชาธิปกพระอนุชาของพระองค์จะเป็นผู้สืบราชสมบัติต่อไป
แต่เมื่อเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธสิ้นพระชนม์ไม่นานก็มีประกาศพระราชสำนักว่า พระอัครชายาพระองค์หนึ่งของรัชกาลที่ 6 ทรงพระครรภ์ การสืบราชสันตติวงศ์จึงกลายเป็นเรื่องให้สงสัยกันต่อไป
เมื่อพระประสูติกาลใกล้เข้ามารัชกาลที่ 6 ทรงพระประชวรหนัก พระราชธิดาประสูติเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน
ไม่มีสิทธิ์ขึ้นครองราชย์
และอีก 2 วันต่อมา รัชกาลที่ 6 ก็เสด็จสวรรคต และได้มีพระราชหัตถเลขาระบุให้เจ้าฟ้าประชาธิปกเป็นรัชทายาทสืบราชบัลลังก์ต่อจากพระองค์
จากนิพนธ์ของ พระองค์เจ้าธานีนิวัต เรื่อง “พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว” ภายหลังตีพิมพ์ผ่าน “ชุมนุมนิพนธ์” เมื่อปี ค.ศ.1964 อันเป็นพระราชหัตถเลขาเขียนก่อนพระราชธิดาประสูติ และทรงระบุด้วยว่า
ให้เจ้าฟ้าประชาธิปกเป็น “ประธานคณะผู้สำเร็จราชการ” หากพระอัครชายาประสูติพระโอรส
เจ้าฟ้าประชาธิปกขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินสยามด้วยเงื่อนไขที่ไม่อำนวยนานาประการ
ในฐานะที่เป็น 1 ในพระราชโอรสหลายๆ พระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นพระโอรสองค์สุดท้องในสายสมเด็จพระนางเจ้าเสาว ภาผ่องศรี
จึงไม่น่าเป็นไปได้ที่พระองค์จะได้ขึ้นเป็นกษัตริย์
จนเมื่อเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธสิ้นพระชนม์ในปี 1925 พระองค์จึงอยู่ในฐานะน่าได้เป็นรัชทายาท
จากนั้น การรอคอยพระประสูติกาลของพระอัครชายาในรัชกาลที่ 6 ทำให้ปัญหารัชทายาทเป็นเรื่องให้คาดคะเนกันไปต่างๆ นานา จนเมื่อพระธิดาประสูติและรัชกาลที่ 6 เสด็จสวรรคต 2 วันหลังจากนั้น
เจ้าฟ้าประชาธิปกจึงกลายมาเป็นรัชทายาทอย่างสมบูรณ์
รากฐาน ความคิด
ก่อนขึ้น ครองราชย์
นอกจากไม่ทรงหวังจะได้เป็นกษัตริย์แล้ว เห็นได้ชัดว่า เจ้าฟ้าประชาธิปกไม่ทรงประสงค์จะเป็นด้วย
เมื่อทรงทราบพระบรมราชวินิจฉัยในรัชกาลที่ 6
ให้พระองค์เป็นกษัตริย์พระองค์ต่อไป พระองค์ทรงปฏิเสธอ้างว่าพระองค์ยังทรงพระเยาว์
และขาดประสบการณ์
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พลิกผัน แปรเปลี่ยน สภาวะ เจ้าฟ้า ประชาธิปก ก่อนเป็น รัชกาลที่ 7
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly