โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เกิดใหม่ในร่างพระชายาร้ายร้าย

นิยาย Dek-D

อัพเดต 06 พ.ค. 2567 เวลา 07.02 น. • เผยแพร่ 06 พ.ค. 2567 เวลา 07.02 น. • จิวหลิน
แพทย์สาวทะลุมิติมาอยู่ในร่างของพระชายาผู้ร้ายกาจ นางจะใช้ชีวิตอย่างไรให้อยู่รอดจนกว่าจะได้กลับมิติตัวเอง ท่านจะหย่ากับข้าเช่นนั้นหรือ!! ให้ไวเลยข้ารอมานานแล้ว!!

ข้อมูลเบื้องต้น

เกิดใหม่ในร่างพระชายาร้ายๆ

ด้วยความเหนื่อยล้าหลังการผ่าตัดเสร็จสิ้น ลู่เหยียนซินนอนหลับไปตื่นหนึ่ง เมื่อตื่นขึ้นกลับพบว่าตนมาอยู่ในยุคโบราณ เสื้อผ้าหน้าผมเหมือนหญิงสาวในซีรีส์จีนย้อนยุคไม่มีผิดอย่างไงอย่างงั้น

นี่มันอะไรกันเนี่ยยย!!

ใครกันที่ทำแบบนี้ ส่งนางมาทำอะไรที่นี่กัน!!!

…..

สตรีผู้ร้ายกาจที่ไม่มีอะไรดีเลยนอกจากความงามที่ล่มเมืองนี้กำลังจ้องมองสวามีผู้ที่ไม่เคยรักใคร่นางเลยสักนิด

“ท่านอ๋อง ข้าจะหย่ากับท่าน!!”

“สมรสพระราชทานเจ้าคิดจะหย่าก็หย่าง่ายๆ เช่นนั้นรึ!”

"แล้วท่านจะเอายังไง! ทำเป็นรังเกียจที่ข้าเข้าใกล้”

“ให้หย่าก็ไม่หย่า!!”

“งั้นท่านคอยดูเถอะ ข้าจะตามรังควาน เอ้ย! ตอแย ไม่ใช่อีกล่ะ… ข้าจะตามคลอเคลียท่านไม่ให้ห่างเลย

ดูสิว่าท่านยังจะลีลาที่จะหย่ากับข้าอยู่อีกหรือไม่!"

- - - - - - - - - - - - - - - - - -

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของไรต์

เป็นนิยายสั้น 25-30 ตอน

ฝากกดหัวใจ❤️ เก็บเพิ่มเข้าชั้นเพื่อติดตามและเข้ามาอ่านเพื่อเป็นกำลังใจให้กับไรต์ด้วยนะคะรี๊ดที่น่ารักทุกท่าน❤️❤️❤

ตอนที่ 1 ทะลุมิติ

ตำหนักซินหยาง จวนอ๋องฉิน

"พระชายาเพคะ พระชายา"

เสียงเรียกจากสตรีนางหนึ่งลอยเข้ามาในโสตประสาทการรับฟัง ใกล้เสียจนรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อน เปลือกตาบางค่อยๆ แย้มกระพริบขึ้น

นางหายใจเข้าเฮือกใหญ่ ร่างเพรียวบางพยายามยันตัวลุกขึ้น โดยมีสาวใช้คนสนิทประคองตัวนางช่วยอีกแรง

ลู่เหยียนซินหันมองรอบๆห้อง นางเริ่มรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติกำลังเกิดขึ้นกับนาง ดวงตาเล็กเรียวทอดมองมายังหญิงสาวตรงหน้า ใบหน้าไร้เดียงสาที่ยังมีหยาดน้ำตานองเต็มดวงตากำลังนั่งมองนางด้วยความดีใจอย่างที่สุด

"เมื่อครู่ เจ้าเรียกข้าว่าพระชายาเหรอ"

"เพคะ พระชายา ท่านคงไม่ใช่ว่าได้รับการกระทบกระเทือนจนจำอะไรไม่ได้หรอกนะเพคะ" สาวใช้คนสนิทพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ดวงตาแดงก่ำคล้ายผ่านการร้องไห้มานานนับหลายวันและมีทีท่าจะร้องไห้ขึ้นมาอีกครั้ง

ลู่เหยียนซินพยายามปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆ ก่อนที่นางจะตื่นขึ้นมานั้น ในช่วงเวลาหนึ่งที่คล้ายกับอยู่ในห้วงแห่งความฝัน ลู่เหยียนซินเห็นตัวเองอยู่ในห้องผ่าตัด นางกำลังผ่าตัดช่วยชีวิตหญิงท้องแก่ที่ประสบอุบัติเหตุอย่างร้ายแรงส่งผลต่อเด็กในครรภ์โดยตรง การผ่าตัดใช้เวลาหนึ่งวันเต็มๆทุกวินาทีนั้นมีค่าหากพลาดแม้แต่นิดเดียวเท่ากับพรากชีวิตผู้เป็นแม่และเด็กน้อยไปตลอดกาล ในที่สุดผลของความพยายามและแรงกดดันที่มีก็สิ้นสุดลง การผ่าตัดเป็นไปได้ด้วยดี นางกลับไปยังห้องพักแพทย์ด้วยความเหนื่อยล้าแล้วโน้มตัวลงพักได้เพียงครู่เดียว เมื่อตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนเองมาอยู่ที่นี่เสียแล้ว และมาอยู่ในร่างของลู่เหยียนซินคนที่มีชื่อแซ่เดียวกันกับนางอีก

ขณะที่นางนั่งคิดเงียบๆ คนเดียว ความทรงจำบางอย่างในที่ที่ไม่ได้เป็นของนางค่อยๆ ไหลทะลักเข้ามาอย่างช้าๆ

ลู่เหยียนซิน บุตรสาวคนเดียวที่เกิดจากฮูหยินเอกของอัครมหาเสนาบดีลู่ขุนนางฝ่ายบุ๊นของราชสำนัก มีจิตพิศมัยรักใคร่อ๋องฉินตั้งแต่ยังเยาว์วัย เหตุเพราะเขาเคยช่วยนางออกจากป่าทึบทำให้นางประทับใจและหลงรักอ๋องฉินตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เมื่อนางเติบโตขึ้นจนถึงวัยปิ่นปักก็ได้บังคับให้บิดาขอพระราชทานสมรสให้นางแต่งเป็นพระชายาเอกของอ๋องฉินเยว่เหวินหมิง

ลู่เหยียนซินแต่งงานเข้ามาในจวนแห่งนี้จนเวลาล่วงเลยมาครึ่งปีแล้วอ๋องฉินก็ไม่เคยแตะต้องตัวนางเลยสักครั้ง เหตุเพราะบุรุษผู้นี้มีใจรักใคร่ต่อหยางซูฉิน บุตรสาวคนเล็กของตระกูลแม่ทัพหยาง และความตั้งใจเดิมของเขาคือแต่งหยางซูฉินมาเป็นชายาเอกแต่กลับได้ลู่เหยียนซินมาแทน

ตั้งแต่นางแต่งเข้ามาในจวนก็เอาแต่ทะเลาะตบตีบ่าวไพร่ไม่เว้นวัน ทำให้อ๋องฉินเกลียดชังนางมากขึ้นกว่าเดิม ลู่เหยียนซินคิดว่าเป็นเพราะหยางซูฉินยังอยู่อ๋องฉินเลยไม่รักนาง ถึงกลับวางแผนส่งคนไปลอบทำร้ายหยางซูฉินระหว่างที่นางเดินทางมาที่จวนอ๋องแห่งนี้

หยางซูฉินถูกอ๋องฉินช่วยไว้ได้ทันเวลาและส่งคนสืบสาวราวเรื่องพบว่าลู่เหยียนซินเป็นคนบงการจึงสั่งโบยนาง50ไม้ และกักขังที่ตำหนักซินหยางไม่ให้นางย่างกรายออกมาอีกเลย

ขณะนั้นลู่เหยียนซินตระหนักแล้วว่าอ๋องฉินนั้นเกลียดชังนางมากเพียงใด นางยิ้มอย่างขมขื่นกับโชคชะตาที่นางเลือกพร้อมกับหลับตาลง ข้าจะตายแล้วสินะ… นางปิดตาลงพร้อมกับความเสียใจอย่างสุดแสนจะบรรยายออกมา

ลู่เหยียนซินค่อยๆ หลับตาลง หูของนางได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้ทั้งตะโกนขอความช่วยเหลือ พลันสติของนางก็ค่อยๆดับวูบไปทีละนิด อาจจะเพราะเหตุการณ์นี้หรือไม่ที่ทำให้นางได้เข้ามาอยู่ในร่างของเจ้าของร่างเดิมผู้นี้

'เฮ้อ…ข้ามมิติมาทั้งทีทำไมไม่ให้เข้าไปอยู่ในร่างของคนธรรมดากันเล่า เหตุใดต้องมาอยู่ในร่างของพระชายาผู้ที่สร้างปัญหาใหญ่โตไว้ให้นางตามแก้ไขกัน!!'

- - - - -

ลู่เหยียนซินนอนพักอยู่บนเตียงงามหลังใหญ่ในตำหนักซินหยาง สักพักก็ได้ยินว่าหยางซูฉินมาขอเข้าพบ นางเดินเข้ามาในห้องด้วยท่วงท่าสง่างามพร้อมสาวใช้ประจำตัวที่ถือถาดกาน้ำชามาด้วย

"พระชายาหม่อมฉันมาเยี่ยมเพคะ"

"เยี่ยมข้า? ไม่จำเป็นหรอก"

"ทรงตรัสอะไรเช่นนั้น อีกไม่นานท่านอ๋องก็จะไปสู่ขอข้าเป็นชายารองแล้ว ข้าเลยต้องมาทำความคุ้นเคยกับท่านเอาไว้" นางพูดพลางยิ้มเยาะ ใบหน้าของหยางซูฉินหวานละมุนมาก เครื่องหน้าของนางงดงามสมส่วนไปหมด

"อีกอย่างเรื่องที่ท่านส่งคนไปลอบทำร้ายข้า ข้าจะถือว่าเรื่องนี้เป็นความดีความชอบของท่านแทน ข้าจะยกโทษให้ท่านแล้วกัน"

"อะไรนะ?"

"ฟังไม่เข้าใจงั้นเหรอ ข้าต้องมาเจ็บตัวเพราะเจ้า ท่านอ๋องเลยดูแลข้าไม่ห่าง อีกทั้งยังให้พักที่จวนแห่งนี้ได้ ข้านั้นดีใจสุดๆไปเลยละ"

"ข้านึกอุตส่าห์หาทางเข้าใกล้ท่านอ๋องทุกวิถีทาง แต่จนสุดท้ายก็เป็นเจ้าที่เปิดทางทำให้ข้าใกล้ชิดท่านอ๋องซะเอง ไม่ให้ขอบคุณเจ้า ข้าคงจะแล้งน้ำใจเกินไป" นางเหยียดยิ้มปนเย้ยหยันมาให้ลู่เหยียนซิน หยางซูฉินคิดว่าลู่เหยียนซินคงจะระเบิดอารมณ์ออกมาเป็นแน่แต่นางคิดผิด ลู่เหยียนซินเพียงมองนางด้วยแววตานิ่งเฉยพร้อมกับเอ่ยปากว่า

"เป็นเช่นนั้นเหรอ ถ้าได้ตามที่เจ้าปรารถนาแล้ว เจ้าก็ออกไปจากตำหนักข้าได้แล้ว ข้าต้องการพักผ่อน"

"เหอะ!…ลู่เหยียนซินข้าขอแนะนำให้เจ้ารีบหย่ากับท่านอ๋องจะดีกว่า เจ้าไม่เห็นแววตาของท่านอ๋องที่เกลียดชังเจ้ามากหรือไรกัน"

"หากอยากให้ข้าหย่าเจ้าก็ไปรบเร้าท่านอ๋องเองอย่ามารบกวนข้า ออกไปได้แล้ว!" ลู่เหยียนซินออกปากไล่เพราะนึกรำคานนางเต็มทน

"เจ้า! เจ้าคิดว่าตัวเจ้าเองมีดีพอที่จะเป็นพระชายาเอกของท่านอ๋องเช่นนั้นรึ หากไม่ใช่ว่าเจ้าเป็นบุตรสาวสายตรงของอัครเสนาบดีลู่เจ้าจะได้อยู่ตำแหน่งนี้ง่ายๆหรือไงกัน!"

"แล้วเจ้าคิดว่าตัวเจ้าเองเหมาะสมกับตำแหน่งนี้งั้นหรือ?"

"ข้าเป็นคนรักของท่านอ๋อง อีกทั้งยังเป็นบุตรสาวของแม่ทัพหยางและหลานสาวของพระสนมหยางกุ้ยเฟย สถานะข้าไม่เหมาะตรงไหนกัน ยังไงสักวันท่านอ๋องต้องยกให้ข้าเป็นชายาเอกแต่เพียงผู้เดียวอยู่แล้ว"

"งั้นเจ้าก็ไปบอกท่านอ๋องเองซะสิ"

"ข้าไม่จำเป็นต้องรบเร้าท่านอ๋อง เจ้าคอยดูเถอะว่าข้าจะใช้วิธีใดทำให้ท่านอ๋องเขี่ยเจ้าออกจากตำแหน่งพระชายาเอกอย่างไวที่สุด!"

หยางซูฉินหยิบถ้วยชาในมือสาวใช้ของนางแล้วยกขึ้นพลางยิ้มเจ้าเล่ห์ ลู่เหยียนซินมองการกระทำของอีกฝ่ายด้วยสีหน้านิ่งนางเริ่มรำคานหยางซูฉินผู้นี้ขึ้นมาทีละนิดแล้ว

เพล้ง ! !

เสียงกระเบื้องเคลือบตกลงกระทบกับพื้นแตกกระจายทั่วพื้นห้อง น้ำหวานสีแดงสดสาดกระเซ็นโดนปลายกระโปรงของนาง

ไม่พอเท่านั้นนางยังยกมือขึ้นตบไปที่ใบหน้าตัวเองแรงๆ ลู่เหยียนซินมองด้วยความตกใจ ต้องลงทุนทำร้ายตนเองขนาดนั้นเลยหรือ?

"พระชายา หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจ โปรดระงับโทสะด้วยเพคะ"

หยางซูฉินทรุดนั่งลงกับพื้น นางมองมาที่ลู่เหยียนซินด้วยแววตาที่ชิงชัง ปากนางเหยียดยิ้มออกมาพลางบีบน้ำตาให้ไหลอาบใบหน้า

เสียงร้องไห้คร่ำครวญของนางสร้างความรำคาญให้แก่ลู่เหยียนซินผู้เป็นเจ้าของห้องนี้เป็นอย่างมาก นางจ้องมองการกระทำของหยางซูฉินด้วยสายตาแข็งกร้าว จนหยางซูฉินรู้สึกขนลุกขนชันทั่วทั้งร่างกาย

หากเป็นแต่ก่อนลู่เหยียนซินคงจะอาระวาดหนักไปแล้ว แต่วันนี้นางกลับนิ่งเงียบนั่งมองหยางซูฉินแสดงละครด้วยสีหน้านิ่งเฉย ลู่เหยียนซินกรอกตามองไปที่หยางซูฉินผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสาวงามกิริยามารยาทเรียบร้อยอ่อนหวาน นางเผยตัวตนที่เลวทรามให้ลู่เหยียนซินเห็นหลายครั้งหลายคราแต่กลับไม่มีผู้ใดมองเห็น

ปัง!

ประตูห้องนอนของนางถูกถีบออกด้วยฝีเท้าของบุรุษชุดคลุมสีเขียวหยก ใบหน้าหล่อเหลาอันไร้ที่ติ สายตาแข็งกร้าวดุจเหยี่ยวมองมาที่ลู่เหยียนซินก่อนสลับมองไปที่หยางซูฉิน

เมื่อเห็นสภาพนางที่นั่งจมปุกอยู่ที่พื้นห้อง แลเห็นเสี้ยวใบหน้านางนั้นมีรอยแดงจากฝ่ามือปรากฎขึ้น ความโกรธเกรี้ยวฉายชัดในแววตาอ๋องฉิน เขาย่างกรายเข้ามาหาลู่เหยียนซิน ออกแรงดึงแขนนางให้ลุกขึ้นจากเตียงและยกมือขึ้นตบเข้าไปที่ใบหน้าของนางฉาดหนึ่งจนนางล้มลง

ตบนางแรงมากจนกระทั่งใบหน้าสะบัดไปด้านข้างเลยทีเดียว เขาย่อตัวลงใช้สองนิ้วออกแรงบีบที่คอของนาง คล้ายมีเจตนาจะบีบให้กระดูกแหลกคามืออย่างไรอย่างนั้น

ดวงตาเกรี้ยวกราดเหมือนพายุอันบ้าคลั่งกัดฟันกรอดแล้วพูดขึ้นว่า

"เจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วสินะ"

มุมปากของลู่เหยียนซินมีเลือดไหลออกมาแล้ว นางรู้สึกเจ็บมากแต่ก็ยังฝืนยิ้มขึ้นอย่างยากลำบากพร้อมจ้องหน้าเขา….

"ข้าเคยบอกเจ้าแล้วว่าอย่าได้แตะต้องหยางซูฉินอีก ไม่อย่างนั้นข้าจะหักมือเจ้าทิ้งซะ"

"ท่านอ๋องโปรดอย่าทำร้ายพระชายาเลยเพคะ เป็นหม่อมฉันที่ไม่ดีเอง พระชายาไม่ชอบที่ข้าเข้ามาที่จวนท่าน แต่ข้า ข้าแค่ทนคิดถึงท่านอ๋องไม่ได้ ฮือฮือ"

ลู่เหยียนซินใช้ปิ่นปักผมของนางปักเข้าที่ต้นขาของอ๋องฉิน นางหลุดพ้นจากพันธนาการชั่วคราว

"ท่านอ๋อง!! เจ็บมากหรือไม่เพคะ" หยางซูฉินรีบลุดเข้ามาดูแผลของอ๋องฉินทันที

ลู่เหยียนซินกระเถิบตัวถอยห่างจากคนทั้งคู่ นางถุยเลือดลงบนพื้นห้องพลางเหลือบมองไปยังพวกเขาด้วยแววตารังเกียจ

ลี่ถิงที่เพิ่งกลับจากโรงครัวก็ตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รีบกุลีกุจอไปประคองลู่เหยียนซินขึ้นทันที

อ๋องฉินมองเห็นแววตาว่างเปล่าที่คละคลุ้งไปด้วยความกรุ่นโกรธ ไม่มีแววตาของความรักหลงเหลืออยู่เลย เขานึกแปลกใจเพราะปกติลู่เหยียนซินจะพยายามเข้าหาเขาตลอดพร้อมทั้งแสดงแววตาอันหวานซึ้งว่ารักใคร่เขามากขนาดไหน แต่ครั้งนี้ต่างออกไป

"ข้าไม่ได้ทำ!"

"หากไม่ใช่เจ้าแล้วจักเป็นผู้ใด!"

"ข้าเจ็บหนักถึงเพียงนี้ จะเอาแรงที่ไหนไปตบตีคนรักของท่านกัน"

นางเอ่ยปากบอกพลางเหยียดยิ้มที่แฝงไปด้วยความเยือกเย็นและแววตาที่แข็งกร้าว

"เป็นนางที่เข้ามาแล้วหาเรื่องข้าเอง"

"หม่อมฉันเห็นกลับตาว่าพระชายาตบคุณหนูจนล้มลงเพคะ"

"หุบปาก! บ่าวรับใช้เช่นเจ้ากล้าโป้ปดต่อหน้าท่านอ๋องงั้นเหรอ!" ลู่เหยียนซินตะคอกใส่สาวใช้ของหยางซูฉินเสียงดัง ส่งผลให้หญิงสาวทั้งสองสะดุ้งตกใจไปไม่น้อย

"ผิวหน้าของเจ้าคงบางไม่เหมือนความใจกล้าที่เจ้ามี ท่านอ๋องผู้ปราดเปรื่องหากท่านจะสืบสาวราวเรื่องจริงๆ ท่านย่อมรู้ว่าใครพูดจริงพูดเท็จ!"

อ๋องฉินคิดตามคำพูดของลู่เหยียนซินแล้วหันมองไปยังหยางซูฉิน เขามองเห็นความผิดปกติบางอย่าง อาจจะเป็นเพราะความเกลียดชังที่มีต่อลู่เหยียนซินจึงทำให้เขาเลอะเลือนมองเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ไม่ถี่ถ้วน

"ท่านอ๋องหม่อมฉันเจ็บเพคะ"

"ข้าเป็นชายาของท่านอยู่ในจวนของท่าน หากสืบสวนแล้วว่าข้าผิดจริงท่านสามารถลงโทษข้าได้ทุกเมื่อ" นางกล่าวด้วยเสียงเหนื่อยหน่ายเต็มทน

"แต่ตอนนี้พวกท่านรบกวนเวลาพักผ่อนของข้าแล้ว เชิญพวกท่านออกไปซะข้าไม่อยากเห็นหน้าพวกท่าน หากพวกท่านอยู่นานมันพาลทำให้ข้าอารมณ์เสียแล้วทำเรื่องผิดๆขึ้นมาจริงๆ" นางพูดด้วยความเร็วน้ำเสียงนิ่ง สายตาที่จับจ้องมายังหยางซูฉินนั้นแข็งกร้าวแลดูเยือกเย็นจนนางรู้สึกขนลุกขนชัน

อ๋องฉินมองลู่เหยียนซินเงียบๆ เขามองเห็นความกระด้างของวาจาและสายตาที่นางแสดงออกมา ความรักใคร่ที่นางเคยมีให้เขาเหมือนจะจางหายไปจนหมดสิ้น สร้างความประหลาดใจให้กับอ๋องฉินเป็นอย่างมาก

"ท่านอ๋อง เราไปกันเถอะเพคะ"

"เจ้าอย่าได้สร้างเรื่องอีก ครั้งนี้ข้าจะกักบริเวณเจ้าแต่หากเจ้ายังไม่สำนึกคิดก่อเรื่องอีก ครั้งหน้าข้าจะไม่ให้เจ้าเห็นเดือนเห็นตะวันอีกเลย"

พูดจบก็ประคองหยางซูฉินออกไปจากตำหนักทันที

"ท่านควรดูแลคนของท่านให้ดี อย่าให้นางมารบกวนข้าก็พอ!"

อ๋องฉินหันมองนางขวับด้วยใบหน้าบึ้งตึงเขาเห็นนางส่งยิ้มที่มุมปากพลางโบกมือให้ แวบนึงยังนึกสงสัยว่านางคือลู่เหยียนซินชายาที่เขาแต่งเข้ามาหรือไม่ นางไม่หลงเหลือแววตาของผู้หญิงที่คลั่งรักชายหนุ่มเลยสักนิด มีเพียงความว่างเปล่า

ใช่เขาสัมผัสได้ว่าแววตาของนางนั้นว่างเปล่ามาก อีกด้านหยางซูฉินหันมองนางด้วยสายตาเกลียดชัง สักวันเถอะข้าจะขึ้นเป็นพระชายาเอก และจะเขี่ยเจ้าออกจากจวนให้จงได้!!

ทั้งคู่รีบเดินออกไปจากบริเวณตำหนักซินหยางทันที หลังจากนั้นความเงียบสงบก็เข้ามาแทนที่ทำให้นางรู้สึกหายใจหายคอสะดวกขึ้น

"ไปได้สักที ลี่ถิงเจ้าเก็บกวาดห้องให้ข้าที เตรียมน้ำให้ข้าด้วย ข้าอยากแช่น้ำสักครู่ เหนื่อยเหลือเกิน"

"เพคะพระชายา"

ลู่เหยียนซินค่อยๆถอดอาภรณ์ออกทีละชิ้น แม่เจ้าโว้ย! ทำไมมันหลายชั้นขนาดนี้กันล่ะเนี่ย!! นางปลดชุดออกด้วยความยากลำบากแล้วค่อยๆก้าวลงไปในน้ำ เมื่อผิวกายสัมผัสกับความอุ่นของน้ำก็รู้สึกได้ถึงความเจ็บแสบบนแผ่นหลังที่หลงเหลืออยู่

"พระชายาเมื่อครู่ท่านไม่ควรทำร้ายท่านอ๋องเลยนะเพคะ"

"พวกนั้นหาเรื่องข้าก่อนนี่นา"

"หม่อมฉันก็เพียงแต่กลัวว่าท่านอ๋องจะลงโทษพระชายาอีก ตั้งแต่ท่านแต่งเข้ามาในจวนแห่งนี้ก็ไม่เคยเห็นท่านกล้าต่อปากต่อคำกับท่านอ๋องเลยสักครั้ง แต่วันนี้พระชายากลับกล้าต่อปากต่อคำทั้งยังทำร้ายท่านอ๋องด้วย คิดว่าพวกเราคงไม่พ้นที่จะต้องอดอาหารกันอีกแน่นอนเลยเพคะ"

"อดอาหารงั้นหรือ!"

"ใช่แล้วเพคะ ครั้งก่อนที่ท่านสั่งคนไปทำร้ายคุณหนูหยางผู้นั้น ท่านอ๋องโกรธมากสั่งโบยท่าน50ไม้ และสั่งห้ามไม่ให้ส่งอาหารมาที่ตำหนักสามวันเลยนะเพคะ"

"สามวันเลยเหรอ"

ลู่เหยียนซินได้ยินดังนั้นเหงื่อตกทันที สั่งกักบริเวณนางยังพอทนได้แต่จะให้นางอดอาหารนั้นไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด! นางต้องทำอะไรสักอย่าง

"พระชายา ถ้าทรงอาบน้ำเสร็จแล้วหม่อมฉันจะทายาที่หลังและเปลี่ยนผ้าปิดแผลให้นะเพคะ"

"อืม"

ให้อดอาหารตั้งสามวัน นี่มันเท่ากับฆ่ากันชัดๆ เรื่องกินสำหรับข้าเรื่องใหญ่เลยนะ ไม่ได้ข้าต้องทำอะไรสักอย่าง!!

- - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ตอนที่ 2 มิติปริศนา

ตำหนักฉางหมิง

"ท่านอ๋องอย่าทรงลงโทษพระชายาเลยนะเพคะ เป็นหม่อมฉันที่ไม่ระวังเอง หากลงโทษนางอีกเกรงว่าร่างกายของพระชายาจะรับไม่ไหว"

"อืม วันนี้เจ้ากลับจวนไปก่อนเถอะ"

"แต่ว่าท่านอ๋อง…"

"เจ้าเองก็หายดีแล้ว อยู่ที่นี่นานจะมีแต่คำติฉินนินทา วันนี้ข้าเองก็ต้องเข้าวัง เจ้ากลับไปก่อนไว้ข้าจะหารือเรื่องของเรากับฝ่าบาทอีกครั้ง"

"ก็ได้เพคะ ถ้าอย่างนั้นหม่อมฉันทูลลาเพคะ"

หลังหยางซูฉินจากไป อ๋องฉินก็นั่งลงพลางครุ่นคิดทบทวนดูอีกครั้ง เหตุการณ์เมื่อครู่ดูจากหลักฐานแล้วลู่เหยียนซินไม่ได้เป็นคนก่อเรื่องขึ้นก่อนแน่นอน แล้วหยางซูฉินจะใส่ความนางทำไมกัน?

หากแต่ก่อนมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นไม่พ้นที่นางจะโวยวายและเป็นฝ่ายตบตีหยางซูฉินก่อนเป็นแน่ แต่หนนี้ต่างไปนางนิ่งเงียบแววตาไร้ซึ่งอารมณ์ เหมือนกำลังดูอะไรสนุกๆ อยู่ก็ไม่ปาน

"ท่านอ๋อง ให้เรียกท่านหมอหรือไม่พะย่ะค่ะ"

"ไม่จำเป็น"

อ๋องฉินที่เดิมนั่งอยู่บนเก้าอี้ ก็ผุดลุกขึ้นทันทีคราบเลือดเริ่มแห้งลงบ้างแล้ว เขาไม่สนใจบาดแผลนี้เลยสักนิดก่อนจะหันมองไปยังองครักษ์คนสนิท

"ชิงอี"

"ท่านอ๋องเชิญรับสั่งพะย่ะค่ะ"

"สั่งให้คนไปจับตาดูพระชายาหากนางเคลื่อนไหวสิ่งใดรีบมารายงานข้า"

"พะย่ะค่ะ"

……….

ทางด้านตำหนักซินหยาง หลังลู่เหยียนซินอาบน้ำเสร็จเรียบร้อย ลี่ถิงก็ลงมือทายาที่แผลด้านหลังของนางทันที

"บาดแผลของท่านยังไม่ดีขึ้นเลยนะเพคะพระชายา"

"ช่างเถอะ อดทนกินยาสักสี่ห้าวันก็คงทุเลาลงบ้างแล้ว ตาอ๋องบ้าผู้นี้ใยลู่เหยียนซินถึงได้หน้ามืดตามัวหลงรักลงไปได้นะ"

"พระชายาพูดว่าอะไรนะเพคะ"

"ไม่มีอะไรหรอก"

นางหลับตาลงพลางนึกย้อนไปถึงความทรงจำในอดีตของเจ้าของร่างนี้ เนื่องจากเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวที่เกิดจากฮูหยินเอกและเคยเป็นบุตรสาวคนเดียวของตระกูลนางจึงถูกตามใจมาตั้งแต่ยังเล็กๆ หลังจากแม่ของนางตายจากไปตั้งแต่นางยังเล็ก บิดาของนางก็รับอนุเข้ามาในจวนเพิ่มอีกคนเพื่อคอยดูแลเลี้ยงดูนางแทน ไม่นานอนุคนนั้นก็ตั้งครรภ์คลอดบุตรสาวอีกคนให้ตระกูลลู่ อนุคนนี้กลายมาเป็นแม่เลี้ยงของนางคอยยุยงส่งเสริมให้ลู่เหยียนซินทำในสิ่งผิดๆ มาโดยตลอด ด้วยหวังว่าทุกคนจะเกลียดนางและหันมารักลูกสาวของตนแทน

แม่เลี้ยงของนางนั้นร้ายกาจมาก ต่อหน้าเสนาบดีลู่นั้นนางแสดงออกว่ารักลู่เหยียนซินมาก แต่ลับหลังบิดาของนางกลับทำร้ายลู่เหยียนซินมาตลอด นานวันเข้าก็ส่งผลให้นางกลายเป็นคนร้ายกาจทำลายทุกอย่างทำร้ายทุกคนได้หากคนผู้นั้นคิดไม่ดีกับนาง

ความร้ายที่ไม่ได้อยากร้ายมาตั้งแต่ต้น แต่นางทำเพื่อปกป้องตนเองเท่านั้น ความร้ายกาจของนางฉาวโฉ่ไปทั่วเมืองหลวงแห่งนี้ เริ่มแรกอ๋องฉินก็ไม่ได้สนใจเรื่องราวของนางแต่อย่างใด แต่เมื่อถูกบังคับสมรสกับนางจึงทำให้อ๋องฉินเกลียดชังนางเป็นอย่างมาก ตัวนางตอนนี้ก็เข้าใจเขาอยู่บ้าง ใครจะอยากได้ผู้หญิงแบบนี้มาเป็นคู่ครองกัน!

ลี่ถิงทายาเสร็จก็สวมเสื้อให้นางเรียบร้อย ลู่เหยียนซินให้นางไปพักผ่อน ส่วนนางก็จะของีบสักหน่อย ขณะที่พลิกกายหันไปทางประตูนางก็เหลือบมองไปเห็นสร้อยเส้นหนึ่งที่ต้องแสงแวววับอยู่ตรงโต๊ะข้างเตียงของนาง

สร้อยเส้นนี้ดูคุ้นต้นตาอย่างมาก นางพยายามลุกขึ้นแล้วก้มลงหยิบสร้อยขึ้นมาดู ตัวสร้อยนั้นขาดไปแล้วแต่ตัวแหวนยังสภาพสมบูรณ์อยู่ นางมองดูด้วยความตื่นตกใจมันเป็นสร้อยของนาง สร้อยที่แม่ของนางมอบให้ก่อนที่ท่านจะสิ้นใจไปแล้วมันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน!

ลู่เหยียนซินดีใจมาก แม้จะข้ามภพมาแล้วไม่รู้จักใครเลย แต่อย่างน้อยมีสร้อยเส้นนี้อยู่ก็ทำให้นางรู้สึกอุ่นใจขึ้นกว่าเดิมเป็นอย่างมาก

นางถอดเอาแหวนมาสวมใส่ที่นิ้วชี้ และเก็บสร้อยเอาไว้ใต้หมอนรอเวลาซ่อมแซมมัน นางลูบแหวนเบาๆ ตรงหัวแหวนเป็นปุ่มกดได้นางรู้ว่าไม่มีกลไกใดๆ เพราะครั้งตอนที่นางอยู่ยุคปัจจุบันนางกดเล่นไปหลายครัังก็ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ครั้งนี้เมื่อนางกดปุ่มลงไปทันใดนั้นก็พลันเกิดแสงสีทองขึ้นเมื่อแสงนั้นจางหายก็มองเห็นประตูบานหนึ่งปรากฎขึ้นมาตรงหน้า นางตัดสินใจเปิดมันออกมาแล้วก้าวเข้าไปทันที

ที่แห่งนี้ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นอายธรรมชาติบรรยากาศที่นี่ช่างบริสุทธิ์ยิ่งนัก ภายในคำนวนดูคร่าวๆ น่าจะมีพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ ถูกปกคลุมไปด้วยพืชพรรณธัญญาหารที่ใกล้สุกงอมเต็มที่

ไม่ไกลกันนักมีลำธารใสสะอาดสายหนึ่งที่มองลงไปก็เห็นฝูงปลาอวบอ้วนแหวกว่ายกันไปมา ถัดไปอีกจะเป็นสวนผลไม้และสวนสมุนไพรที่เรียงรายเกิดขึ้นดั่งมีคนมาปลูกเอาไว้

นอกจากนั้นยังมีเป็ดไก่ที่เดินขวักไขว่กันไปมา นางมองเห็นเรือนไม้หลังหนึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก เมื่อเดินเข้าไปสำรวจภายในนั้นก็พบว่ามีชั้นวางของที่บรรจุอัดแน่นไปด้วยสมุนไพรหายาก ตำรับยาทั้งแผนโบราณและแผนปัจจุบันบรรจุในกล่องไว้เต็มไปหมด อีกทั้งยังมีเมล็ดพันธุ์พืชเกือบทุกชนิดที่ต่อให้นางถูกปล่อยให้อดอยากที่ตำหนักแห่งนี้ นางก็ไม่มีวันอดตาย เพราะในมิติแห่งนี้เหมือนจะมีปัจจัยทุกสิ่งอย่างที่ทำให้ชีวิตของนางอยู่ได้แบบสบายๆ กันเลยทีเดียว

‘แม่เจ้าโว้ย! มันช่างอเมซิ่งมาก!’

นางนั่งลงพักผ่อนตรงทุ่งหญ้าใต้ต้นไม้ใหญ่ หลับตาลงพร้อมสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไป ช่างสบายอะไรเช่นนี้นะ นางตั้งใจจะพักสักงีบแต่ก็เผลอหลับยาวไปอย่างไม่รู้ตัว

เพียงแต่นางนอนหลับไม่ถึงสองก้านธูปร่างของนางก็จะถูกถีบออกมาทันที อะไรกันเนี่ย? ไม่ใช่ว่าอาศัยอยู่ในนั้นได้เลยหรอ เฮ้อ..ช่างน่าเสียดายอะไรเช่นนี้

- - - - -

เจ็ดวันผ่านไป จวนอ๋องฉินเงียบสงบขึ้นมากกว่าแต่ก่อน เงียบมากจนบ่าวไพร่และตัวอ๋องฉินเองรู้สึกนึกสงสัยว่า พระชายาผู้ร้ายกาจผู้นั้นป่วยหนักมากหรืออย่างไรเจ็ดวันมานี้นางถึงได้เงียบไม่เข้ามารบกวนที่ตำหนักใหญ่เหมือนเช่นเคย

อีกด้านที่ตำหนักซินหยาง ลู่หยวนซินเข้าไปในมิติอีกครั้ง นางตั้งชื่อให้มันว่ามิติวิเศษเพราะมีทุกสิ่งที่นางต้องการ หากขาดสิ่งใดเพียงแค่ร้องขอของสิ่งนั้นก็ปรากฎตรงหน้าทันที ครั้งนี้นางเข้าไปหยิบกล่องยาออกมาจากตู้ยาพร้อมตำรายาเล่มนึง นางไม่ลืมหยิบเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด แตงกวา เมล็ดพืชผักและผลไม้ชนิดอื่นๆ ออกมาด้วย

พื้นที่ฝั่งที่ตำหนักของนางตั้งอยู่นั้นมีพื้นที่ว่างหลังตำหนักกว้างขวางพอสมควร นางใช้พื้นที่ไปเพียง 5 หมู่ (1 หมู่ เท่ากับ 666 ตารางเมตร) ในการปลูกพืชผักผลไม้ ด้านหลังจวนติดกับภูเขาและแม่น้ำเหมาะกับการปลูกพันธุ์พืช หากท่านอ๋องบ้านั่นจะจองจำไม่ให้นางออกไปที่ใด อีกทั้งยังจะสั่งงดอาหารนางอีก ถ้าอย่างงั้นนางก็ต้องสร้างอาหารของนางเองเสียแล้ว คิดแล้วก็มีความสุขจริงๆ

"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าจะไม่เกรงกลัวคำขู่ของท่านอีกต่อไปแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า"

"พระชายา" ลี่ถิงมองพระชายาด้วยสายตาหม่นหมองที่สุด นี่พระชายาของนางถึงกับใกล้เสียสติเพราะโดนท่านอ๋องลงโทษหลายต่อหลายครั้งจริงๆ นะหรือ

ลู่เหยียนซินกวักมือเรียกลี่ถิงมาช่วยกันขุดพรวนดินไว้ลงแปลงผัก ลี่ถิงเคยช่วยงานที่จวนมาตั้งแต่เล็กเลยคล่องมือ ถึงครึ่งวันการถางหน้าดินก็เสร็จสิ้น

นางลงมือปลูกด้วยตนเอง เจ็ดวันมานี้พวกนางยุ่งอยู่กับแปลงผักจนไม่ทันสังเกตว่ามีคนแอบสุ่มดูพวกนางอยู่

- - - - -

"ท่านอ๋อง องครักษ์ที่ส่งไปสอดแนมที่ตำหนักซินหยางรายงานมาว่าเห็นพระชายาขุดดินด้านหลังจวนขอรับ"

"ขุดดิน?"

อ๋องฉินวางตำราลงแววตาฉงนสงสัยในตัวนางมากขึ้น หลายวันมานี้ที่นางไม่มาก่อกวนเขาเพราะมัวแต่ขุดดินอยู่อย่างงั้นหรือ?

"ไปบอกนางว่าพรุ่งนี้ให้เตรียมตัวเข้าวังพร้อมข้า"

"พะย่ะค่ะท่านอ๋อง"

ทางด้านตำหนักซินหยาง ลู่เหยียนซินและลี่ถิงหลังจากปลูกผักกันเสร็จเรียบร้อย พวกนางก็นั่งลงพักอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่อย่างสบายใจ ยังดีที่นางไม่ลืมหยิบเอาพวงองุ่นและผลแตงโมออกมาจากมิติด้วย อากาศร้อนๆ แบบนี้ได้กินของเย็นๆ พวกนี้ช่างชื่นใจยิ่งนัก พวกนางนั่งกินผลไม้ได้สักพักก็เหลือบมองไปเห็นชิงอี องครักษ์ประจำตัวของอ๋องฉินเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ

"พระชายา ท่านอ๋องให้มาเรียนท่านว่าพรุ่งนี้ต้องเข้าวังพร้อมท่านอ๋องพะย่ะคะ"

"เข้าวังเหรอ ทำไมข้าต้องไปกับท่านอ๋องของพวกเจ้าด้วยล่ะ ไม่ให้แม่นางหยางผู้นั้นไปเช่นเคยเล่า"

"เอ่อ เรื่องนั้นข้าน้อย…"

"หยางซูฉินหาได้เป็นพระชายาของข้าไม่ หรือเจ้าต้องการมอบตำแหน่งนี้ให้นางแทน เช่นนั้นก็ไปบอกกล่าวกับฮองเฮาเอง"

เสียงอันทรงพลังนิ่งขรึมดังขึ้นด้านหลังของนาง ลู่เหยียนซินไม่หันไปมองก็รู้ว่าเป็นใคร

"แล้วข้าพูดเมื่อไหร่ว่าไม่ไปล่ะเพคะ"

อ๋องฉินมีสีหน้าเหนื่อยใจอย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่เมื่อครู่นางเป็นคนบอกเองหรอกเหรอว่าให้หยางซูฉินไปแทน

หากเป็นแต่ก่อนเขาคงไม่จำเป็นต้องเดินมาย้ำกับนางถึงตำหนักนี้ แต่เดี๋ยวนี้ผู้หญิงคนนี้ว่าง่ายเหมือนเดิมที่ไหน ครั้งนี้เลยต้องมาด้วยตนเอง

ลู่เหยียนซินมองเห็นประกายความโกรธเสี้ยวหนึ่งในแววตาของฉินอ๋องพลางลุกขึ้นและรีบพูดอย่างเอาใจทันที

"ข้ารู้แล้วๆ ท่านอ๋องไปพักผ่อนเถอะเพคะ หม่อมฉันจะเข้าตำหนักแล้ว"

"ข้าก็ไม่ได้จะอยู่นานสักหน่อย"

พูดจบก็รีบก้าวท้าวเดินออกจากตำหนักซินหยางมุ่งสู่ตำหนักฉางหมิงทันที

"เป็นอะไรของเค้า ไปเถอะลี่ถิงข้าอยากอาบน้ำแล้ว"

"เพคะพระชายา"

- - - - - - - - - -

ตอนที่ 3 เข้าวัง

วันรุ่งขึ้นลู่เหยียนซินถูกลี่ถิงปลุกขึ้นมาอาบน้ำตั้งแต่เช้า ดวงตาที่ยังไม่เต็มตื่น ปากของนางก็ยังหาวหวอดๆอยู่เลย

“ลี่ถิง ข้าต้องแต่งตัวเช้าขนาดนี้เลยเหรอ”

“เตรียมตัวไว้เพคะพระชายา ท่านยังต้องเสวยอาหารก่อนเข้าวังอีกนะเพคะ ประเดี๋ยวท่านอ๋องจะคอยนาน”

ทางด้านตำหนักฉางหมิง จวนจะสายแล้วยังไม่เห็นนางออกมา อ๋องฉินกำลังจะสั่งให้ชิงอีไปเรียก ในตอนนั้นลู่เหยียนซินก็เดินออกมาพอดี นางสวมชุดกระโปรงสีชมพูหวานปักลวดลายดอกไม้สวยงามขับสีผิวขาวเนียนใส ที่เอวยังคาดเครื่องประดับสีเดียวกัน ทำให้เอวระหงยิ่งดูอรชรมากขึ้นดูอ่อนช้อยน่าหลงใหล มวยผมที่เกล้าขึ้น ยังมีที่ปักผมรูปหางหงส์หยกดิ้นทองประดับอยู่ เผยให้เห็นใบหน้าเล็กๆหวานใส แก้มแดงระเรื่อเมื่อโดนแสงแดดกลับสว่างใสมีเลือดฝาดขึ้นมาทันที

“ไปกันได้รึยังข้ามีงานต้องกลับมาทำต่อนะ”

“…..”

เป็นเขาที่รอนางนานไม่ใช่หรือไงกัน นางมาช้ายังกล้าบ่นอีก

อ๋องฉินเดินนำหน้านางไปยังหน้าประตูจวน ลู่เหยียนซินหันมองซ้ายขวาก็ไม่เห็นรถม้า ไหนบอกว่ารีบ? รถม้าสักคันก็ไม่เห็นเตรียมไว้แล้วจะเร่งนางทำไมกัน

ลู่เหยียนซินที่มัวแต่ชะเง้อคอมองหารถม้า ไม่ทันสังเกตุว่าชิงอี จูงม้าประจำกายของอ๋องฉินมาทางด้านหลัง อ๋องฉินกระโดดขึ้นม้า พร้อมทั้งเอี้ยวตัวไปคว้าเอวบางของนางขึ้นมานั่งซ้อนด้านหน้าของตน

“ว๊าย!! ท่านจะทำอะไร”

ลู่เหยียนซินตื่นตะหนกตกใจเป็นอย่างมาก จู่ๆอ๋องบ้าผู้นี้ก็คว้าเอวนางขึ้นบนหลังม้าไม่บอกสักคำ หัวใจจะวาย

“อยู่นิ่งๆ อยากตกม้าตายหรืออย่างไร”

“ข้านึกว่าเราจะนั่งรถม้าซะอีก”

“รถม้าช้าไป ข้ารอเจ้าแต่งตัวจนเกินเวลาแล้ว ฝ่าบาทกับฮองเฮาจะรอนาน”

“ทำไมท่านไม่บอกให้เร็วกว่านี้เล่า”

“…..” อ๋องฉินหมดคำจะพูดกับนาง ออกแรงส่งควบม้าไปข้างหน้าทันที

คนทั้งคู่นั่งบนหลังม้าไร้การพูดคุยกัน แผ่นหลังของนางแนบชิดกับอกแกร่งของอ๋องฉิน ใกล้ชิดจนรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนพ่นรดข้างพวงแก้มของนาง

-หน้าประตูวัง-

อ๋องฉินกระโดดลงจากหลังม้าก่อน แล้วยื่นมือไปคว้าเอวบางของนางลงจากหลังม้า เมื่อเท้าแตะถึงพื้นนางก็เดินไปข้างหน้าทันที ดวงตาสุกใสมองพระราชวังข้างหน้าด้วยความตื่นเต้น

“ตามข้ามา แล้วอย่าพยายามสร้างเรื่องให้ข้าอีก”

“ข้าจะไปทำอย่างนั้นทำไมกันล่ะเพคะท่านอ๋อง”

คำพูดประจบประแจงก้ำกึ่งอยอกล้อทำให้อ๋องฉินได้แต่ส่ายหน้าด้วยความละอาใจ ถ้าไม่ใช่ว่าตอนนี้นางไม่คอยตามตอแยเขาเหมือนแต่ก่อน วันนี้เขาคงไม่อยากเข้าใกล้หรือพูดคุยกับนางเลยสักนิด

คนทั้งคู่เดินมาถึงท้องพระโรงก็มองเห็นเฉินกงกงที่ยืนหน้าระรื่นอยู่ก่อนแล้ว

“ท่านอ๋อง พระชายา”

“เสด็จพ่อล่ะ”

“อยู่ในห้องทรงพระอักษรพะย่ะค่ะ กระหม่อมจะไปทูลฮ่องเต้บัดเดี๋ยวนี้พะย่ะค่ะ”

“อืม”

ในห้องทรงพระอักษร ฮ่องเต้กับฮองเฮานั่งคุยกันเพียงลำพังไร้ซึ่งเงาของข้ารับใช้ ไม่นานนักเฉินกงกงก็รีบเข้ามารายงานว่าอ๋องฉินกับพระชายาฉินมาถึงแล้ว จึงรับสั่งให้ทั้งคู่เข้ามาทันที

เมื่อทั้งสองคนมาถึงก็คุกเข่าลงพร้อมกันแล้วพูดขึ้นว่า

“ลูกถวายบังคมเสด็จพ่อ เสด็จแม่พะย่ะค่ะ”

“ถวายบังคมเสด็จพ่อ เสด็จแม่เพคะ”

“ลุกขึ้นเถอะ” ฮองเฮากล่าวพร้อมแย้มสรวล กาลเวลาไม่ได้ทำให้ใบหน้าและผิวพรรณของพระองค์ลดความงดงามลงเลย กลับกันยิ่งผ่องใสมากขึ้น

ลู่เหยียนซินมองพระพักตร์อันมีเสน่ห์ของพระองค์ นางมองเห็นแววตาที่อ่อนโยนของฮองเฮาพลันทำให้นางคิดถึงผู้เป็นมารดาขึ้นมาทันที

“วันนี้ที่ข้าเรียกพวกเจ้าเข้าวัง เพียงเพราะจะสอบถามสถานการณ์ในจวนอ๋องของพวกเจ้า”

“เรื่องอันใดพะย่ะค่ะ”

“เจ้าแต่งงานกับพระชายามาครึ่งปีได้แล้ว ทำไมยังไม่มีทายาทตัวน้อยๆให้ข้าอีก”

“เสด็จแม่ เรื่องนี้ค่อยเป็นค่อยไปจะดีกว่าพะย่ะค่ะ”

“ค่อยเป็นค่อยไปอันใด ราชวงศ์ของเรายังไม่มีทายาทเลยสักคน ทั้งรัชทายาทและอ๋องซุนต่างก็มีชายาของตนเองแล้วแต่กลับยังไม่มีผู้ใดมีองค์ชายองค์หญิงน้อยให้ข้าเลยสักคน ข้าร้อนใจผิดอันใดกัน”

ฮองเฮาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแห่งความผิดหวังสีพระพักตร์เศร้าหมองจนเห็นได้ชัด นางตั้งตารอทายาทขององค์ชายทุกคน ไม่ว่าจะเป็นองค์หญิงหรือองค์ชายก็ได้ทั้งนั้น

ก่อนหน้านี้พระชายารัชทายาททรงตั้งครรภ์นางก็ดีใจจนเนื้อเต้นทั้งยังทรงคัดสรรยาบำรุงต่างๆส่งไปให้นางด้วยตนเอง แต่ไม่นานนักพระชายารัชทายาทกลับแท้งลูก เท่ากับว่าการตั้งตารอของนางก็ไร้ความหมายโดยปริยาย

มาหนนี้อ๋องฉินที่แต่งพระชายาเข้าจวนนานนับครึ่งปีแล้วแต่กลับยังไม่มีทายาทออกมาให้นางเลยสักคน นางจะไม่เคร่งเคลียดได้เช่นไรกัน

ลู่เหยียนซินมองเห็นความผิดหวังบนใบหน้าของฮองเฮาก็นึกสงสารนาง

“เจ้าได้กินยาบำรุงที่แม่ส่งไปให้บ้างหรือไม่”

แม่? ฮองเฮาถึงกับเอ่ยสรรพนามสั้นๆแทนพระองค์ออกมา สร้างความประหลาดใจให้แก่ฮ่องเต้และฉินอ๋องเป็นอย่างมาก

“ยาบำรุงหรือเพค่ะ?”

ฮองเฮามองเห็นสีหน้างงงวยของลู่เหยียนซินก็รู้ทันทีว่าอ๋องฉินคงจะสั่งให้คนนำไปทิ้งก่อนหน้านี้แล้ว

“ทำไมเจ้าถึงชอบทำให้แม่ผิดหวังอยู่เรื่อยนะ เยว่เหวินหมิง เจ้าอยากให้แม่ตรอมใจตายเลยหรืออย่างไร”

“โธ่ชีวิตที่น่าสงสารของข้า ข้าน่าจะแต่งเข้าบ้านบัณฑิตธรรมดาๆ ไม่น่าแต่งเข้าราชวงศ์ที่เอาแต่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน ป่านนี้ข้าคงได้หลานน้อยมากอดแล้ว”

“ฮองเฮาตรัสอะไรเช่นนั้น” ฮ่องเต้กล่าวอย่างนึกเหนื่อยใจ ต้องแสดงละครขนาดนั้นเชียวรึ?

“หากพวกเจ้าทั้งสองพยายามไม่มากพอ เช่นนั้นเจ้าก็แต่งชายารองเข้ามาสักคนสิ หยางซูฉินนางตามติดเจ้ามาเนิ่นนาน พวกเจ้ารักใคร่ปรองดองกัน ข้านั้นรู้มานานแล้ว หากชายาของเจ้าไม่สามารถให้กำเนิดบุตรได้ งั้นก็แต่งนางเข้ามาเถอะ”

“ฮองเฮา!/เสด็จแม่!”

ฮ่องเต้ปรามฮองเฮา พรางลอบมองไปยังลู่เหยียนซิน สีหน้าของนางไม่ได้เปลี่ยนไปเลย ก่อนหน้านี้นางเคยลั่นวาจาจะไม่ให้ฉินอ๋องแต่งชายารองโดยเด็ดขาด มาบัดนี้นางกลับนิ่งเฉย เกิดสิ่งใดขึ้นกัน

“พระชายาฉิน หากข้าอนุญาตให้อ๋องฉินแต่งชายารองเจ้าคิดเห็นสิ่งใดบ้าง”

“ไม่มีความเห็นเพคะเสด็จพ่อ”

อ๋องฉินเดิมที่เอาแต่เงียบ หันมองไปยังนางทันที จะไม่มีความเห็นได้เช่นไร ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ว่านางคัดค้านหัวชนฝายังไงก็ไม่ให้เขาแต่งชายารองเด็ดขาดไม่ใช่หรือ

“เช่นนั้นข้าจะออกราชโองการให้อ๋องฉินแต่งชายารองเข้ามาในจวนก็แล้วกัน”

“ลูกยังไม่อยากแต่งชายารองตอนนี้พะย่ะค่ะเสด็จพ่อ”

“เจ้าว่าอะไรนะ!”

“ลูกคนแรกของข้าควรที่เกิดจะจากพระชายาเอกก่อนพะย่ะค่ะ ลูกไม่อยากมีปัญหาหากลูกคนแรกเกิดจากชายารองเกรงว่าจะต้องเกิดการแย่งชิงกันแน่พะย่ะค่ะ”

“ที่เจ้าพูดก็มิผิดอันใด”

ฮ่องเต้ฟังน้ำเสียงเยือกเย็นแล้วรู้สึกเสียวสันหลังกันเลยทีเดียว เขาซับเหงื่อเบาๆพลางจับจ้องใบหน้าของลู่เหยียนซิน

ฮ่องเต้หลี่ตาลงพร้อมเกิดความคิดอันบรรเจิดทันที

“แต่งมาก็ครึ่งปีแล้วยังไม่มีทายาทสักทีเห็นทีพวกเจ้าคงไม่ให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้กระมัง”

“บัดนี้รัชทายาทเรียนรู้งานกับข้าที่วังหลวงยังไม่มีเวลาออกว่าราชการยังหัวเมืองต่างๆ”

“เจ้าเป็นโอรสสายตรงของข้าอีกคนหนึ่ง ดังนั้นข้าจะมอบหมายให้เจ้าไปยังชายแดนเหนือ เมืองจี้โจวช่วยแม่ทัพหยางขจัดภัยแล้ง ข้าได้ยินมาว่าจี้โจวบัดนี้ประสบภัยแร้งอย่างหนักราษฎรอดอยาก เจ้าจงไปแก้ความวิบัตินี้ซะ แก้ไม่ได้ก็ไม่ต้องกลับมาให้ข้าเห็นหน้าหรือจะกลับมาได้ก็ต่อเมื่อ….พระชายาฉินตั้งครรภ์เท่านั้น!”

“เสด็จพ่อ! แก้ภัยแล้งจะไปแก้ได้ภายในเดือนสองเดือนได้เช่นไรกันพะย่ะค่ะ”

“ทำไม ทำไม่ได้รึ อ๋องเทพสงครามเช่นเจ้ามีอันใดที่ทำไม่ได้กัน”

“ไม่ใช่เช่นนั้นพะย่ะค่ะ เพียงแต่ว่าหากลูกต้องเดินทางไปชายแดนเหนือไม่รู้ว่าจะใช้เวลานานเท่าใด เพียงแค่อยากจะขอเสด็จพ่อให้พระชายาเดินทางไปกับข้าด้วยพะย่ะค่ะ”

“ข้าอนุญาต”

ลู่เหยียนซินเบิกตากว้างนางอ้าปากค้างทันที อ๋องฉินคิดว่านางคงจะไม่อยากไปที่แห้งแล้งทุรกันดานคงจะทรมานยิ่ง เขายกยิ้มพลางหันไปมองฮ่องเต้อีกครั้ง

“ขอบพระทัยเสด็จพ่อ ลูกรับบัญชาพร้อมออกเดินทางไปจี้โจวทันทีพะย่ะค่ะ”

“ดีๆ ข้าหวังว่าจะมีข่าวดี จะหนึ่งเรื่องหรือสองเรื่องข้าก็จะรอฟังข่าว เจ้าเดินทางปลอดภัยนะลูกรัก” ฮองเฮารีบเอื้อนเอ่ยทันที นางที่ได้ยินว่าพระชายาฉินต้องตามไปด้วยก็รู้สึกว่ามีความหวังขึ้นมาทันที การอยู่ใกล้ชิดกันเพียงลำพังสองคนไม่นานหรอกข้าได้อุ้มหลานแน่!

“ขอบพระทัยพะย่ะค่ะเสด็จแม่”

ไม่มีใครสนใจลู่เหยียนซินเลย นางได้แต่มองคนนั้นทีคนนี้ทีตาละห้อย

“ไหนท่านอ๋องบอกว่าหม่อมฉันนั้นโง่เขลา หากต้องเดินทางไปด้วยไม่เท่ากับภาระของพระองค์หรือเพคะ หม่อมฉันไปด้วยจะช่วยอันใดพระองค์ได้ล่ะเพคะ” ลู่เหยียนซินกล่าวด้วยเสียงลอดไรฟันออกมา พลางยิ้มให้อ๋องฉินแววตาคู่หนึ่งของนางเหมือนดั่งมีดที่ต้องการแทงทะลุตัวเขาได้

อ๋องฉินไม่สนใจเขารู้ว่านางโกรธ แต่เขาพยายามจะให้เรื่องนี้จบอย่างไว เขาหันกลับมามองพระพักตร์ของฮ่องเต้และฮองเฮาตามเดิม

“ไปให้กำลังใจท่านอ๋องหน่อยก็ดี สามีภรรยาควรอยู่เคียงข้างกัน คิดจะทำสิ่งใดก็ควรปรึกษาหารือกันก่อนเสมอ ไปครั้งนี้ก็ไม่รู้ว่าใช้เวลานานแค่ไหนข้าไม่อยากให้พวกเจ้าห่างจากกันอีก” ฮองเฮาพูดขึ้นมา อารมณ์นางดีขึ้นจากเมื่อครู่มาก

ลู่เหยียนซินได้ยินดังนั้นก็รู้สึกแข้งขาอ่อนขึ้นมาทันที นางลอบมองอ๋องฉินหวังให้เขาปฏิเสธ แต่ตาอ๋องบ้านี่กลับนิ่งเฉย ไหนบอกเกลียดนางทำไมต้องนำนางไปด้วยกันเล่า

“ระหว่างเดินทางไปจี้โจวอาจจะยากลำบากสักหน่อย ข้าจะส่งยาบำรุงไปให้เจ้านำติดตัวไปด้วย เจ้าต้องกินดื่มทุกวันจะบำรุงร่างกายได้เป็นอย่างดี เพื่อรอรับองค์ชายองค์หญิงตัวน้อยนะเหยียนเอ๋อร์”

นางยิ้มตอบฮองเฮาด้วยสายตาละห้อย ก่อนจะหันมองไปยังอ๋องฉินก็เห็นเขาลอบมองนางอยู่ก่อนแล้ว มุมปากที่เหยียดยิ้มหมายความว่าเช่นไร! เขาต้องการแกล้งนางงั้นหรือ? เดินทางไปชายแดนต้องพบกับความลำบาก ใช่สินะ! ให้คนรักของตนอยู่สบาย ส่วนข้าต้องติดสอยห้อยตามเขาไปด้วยเพื่อเอาไปทรมาน ความคิดช่างชั่วร้ายเสียจริง!!

“ขอบพระทัยเพคะฮองเฮา”

ฮองเฮาทอดพระเนตรมองดูคนทั้งคู่ด้วยความปลื้มปิติยินดีอย่างยิ่ง

“เอาล่ะชายาฉินเจ้าออกไปก่อนเถอะ ข้ามีเรื่องหารือต่อกับอ๋องฉินอีกเล็กน้อย”

“เพคะ ฝ่าบาท”

คล้อยหลังพระชายาฉินออกไปแล้ว ฮองเฮาเองก็ขอตัวกลับไปยังตำหนักในทันที ฮ่องเต้กลับมามีสีหน้าเคร่งขรึมตามเดิม

“ยามนี้ที่ชายแดนเหนือมีกลุ่มคนคอยปล้นเสบียงอาหารเงินทองของมีค่า พวกมันฆ่าชาวบ้านเหมือนผักเหมือนปลาให้ได้มาเพื่อสิ่งที่พวกมันต้องการ ชาวบ้านนับร้อยพันต่างสูญเสียเดือดร้อนถ้วนหน้า”

“ความจริงแล้วข้าตั้งใจเพียงให้แม่ทัพหยางกับแม่ทัพฮั้วเป็นคนจัดการเอง แต่จนบัดนี้เรื่องยังยืดเยื้อไม่จบสิ้น ทั้งภัยแล้งกัดกินมาเป็นเวลายาวนาน เจ้าไปครั้งนี้ข้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยพสกนิกรได้ไม่มากก็น้อย” ฮ่องเต้มองลูกชายของตนที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยความหวัง

“ข้าจะทำสุดความสามารถพะย่ะค่ะ”

“พระชายาของเจ้านำนางไปด้วยอาจลำบากสักหน่อย แต่ข้ามีลางสังหรณ์ว่าในบางเวลานางอาจช่วยเจ้าได้”

อ๋องฉินส่ายหัวทันที นางจะเป็นภาระของเขาถึงจะรู้อยู่ก่อนแล้ว แต่นำนางไปด้วยเป็นการทรมานนางอีกวิธีหนึ่ง เขายิ้มด้วยความพอใจเป็นอย่างมาก

ฮ่องเต้เห็นเขายิ้มที่มุมปากก็คิดเอาไว้แล้ว ว่าลูกคนนี้น่าจะหาทางทรมานพระชายาตนเองเป็นแน่ เหอะ! แรกๆก็แบบนี้ หลังๆนี่สิกลัวจะเหมือนสุนัขที่ขาดเจ้าของไม่ได้นะสิ ข้ารู้ ข้าเห็น เพราะข้าผ่านมาก่อน… ลูกข้าจะเหมือนใครถ้าไม่ใช่ข้ากัน!!

อ๋องฉินนั้นเป็นองค์ชายลำดับที่สามของฮ่องเต้เยว่เหวินเทียน แห่งแคว้นเป่ยฉี

ฮ่องเต้เยว่เหวินเทียนมีเหล่าองค์ชายองค์หญิงมากมาย แต่ทายาทสายตรงที่เกิดจากฮองเฮาและพระสนมชั้นสูงมีเพียง องค์รัชทายาทเยว่เหวินเฉินองค์ชายลำดับที่หนึ่งและอ๋องฉินเยว่เหมินหมิงองค์ชายลำดับที่สามที่เกิดจากฮองเฮาองค์ปัจจุบัน

อ๋องอี้เยว่เหวินหลี่ องค์ชายลำดับที่สองที่เกิดจากหยางกุ้ยเฟยและอ๋องซุนเยว่เหวินจุน องค์ชายลำดับที่สี่ที่เกิดจากหลินเต๋อเฟย

อ๋องฉินผู้นี้มีความสามารถในด้านการรบที่มากฝีมือ ทั้งวรยุทธ์ยังล้ำเลิศกว่าผู้ใด เขากุมอำนาจทางการทหาร เป็นท่านอ๋องที่ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากฮ่องเต้เป็นอย่างมาก

ในบรรดาองค์ชายทั้งหมดคนที่มีวรยุทธ์สูงสุดคืออ๋องฉิน ทุกครั้งที่ต้องฝึกวรยุทธ์ร่วมกันกับเหล่าพี่น้องเขาก็ไม่เคยคิดจะออมมือเลยสักครั้ง

“เอาล่ะ เจ้าออกไปได้แล้ว ไปเตรียมตัวเดินทางซะ เห็นหน้าเจ้านานไปข้าหายใจไม่ออก”

อ๋องฉินพ่นลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย แล้วกล่าวเพียงสั้นๆว่า

“ทรงชรามากแล้ว รักษาพระวรกายด้วยพะย่ะค่ะ”

“เยว่เหวินหมิง!!!” ฮ่องเต้โยนที่ฝนหมึกมุ่งตรงไปทางเขาทันที อ๋องฉินหลบได้ทันเขาเร่งฝีเท้าออกไปจากห้องทรงพระอักษรอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ฮ่องเต้จะได้ยินเสียงหัวเราะชอบใจดังแว่วเข้ามาในห้อง

เจ้าลูกคนนี้! นับวันยิ่งอาจหาญมากขึ้น น่าตีให้ตายเสียจริง

- - - - -

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...