เกิดใหม่ในร่างพระชายาร้ายร้าย
ข้อมูลเบื้องต้น
เกิดใหม่ในร่างพระชายาร้ายๆ
ด้วยความเหนื่อยล้าหลังการผ่าตัดเสร็จสิ้น ลู่เหยียนซินนอนหลับไปตื่นหนึ่ง เมื่อตื่นขึ้นกลับพบว่าตนมาอยู่ในยุคโบราณ เสื้อผ้าหน้าผมเหมือนหญิงสาวในซีรีส์จีนย้อนยุคไม่มีผิดอย่างไงอย่างงั้น
นี่มันอะไรกันเนี่ยยย!!
ใครกันที่ทำแบบนี้ ส่งนางมาทำอะไรที่นี่กัน!!!
…..
สตรีผู้ร้ายกาจที่ไม่มีอะไรดีเลยนอกจากความงามที่ล่มเมืองนี้กำลังจ้องมองสวามีผู้ที่ไม่เคยรักใคร่นางเลยสักนิด
“ท่านอ๋อง ข้าจะหย่ากับท่าน!!”
“สมรสพระราชทานเจ้าคิดจะหย่าก็หย่าง่ายๆ เช่นนั้นรึ!”
"แล้วท่านจะเอายังไง! ทำเป็นรังเกียจที่ข้าเข้าใกล้”
“ให้หย่าก็ไม่หย่า!!”
“งั้นท่านคอยดูเถอะ ข้าจะตามรังควาน เอ้ย! ตอแย ไม่ใช่อีกล่ะ… ข้าจะตามคลอเคลียท่านไม่ให้ห่างเลย
ดูสิว่าท่านยังจะลีลาที่จะหย่ากับข้าอยู่อีกหรือไม่!"
- - - - - - - - - - - - - - - - - -
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของไรต์
เป็นนิยายสั้น 25-30 ตอน
ฝากกดหัวใจ❤️ เก็บเพิ่มเข้าชั้นเพื่อติดตามและเข้ามาอ่านเพื่อเป็นกำลังใจให้กับไรต์ด้วยนะคะรี๊ดที่น่ารักทุกท่าน❤️❤️❤
ตอนที่ 1 ทะลุมิติ
ตำหนักซินหยาง จวนอ๋องฉิน
"พระชายาเพคะ พระชายา"
เสียงเรียกจากสตรีนางหนึ่งลอยเข้ามาในโสตประสาทการรับฟัง ใกล้เสียจนรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อน เปลือกตาบางค่อยๆ แย้มกระพริบขึ้น
นางหายใจเข้าเฮือกใหญ่ ร่างเพรียวบางพยายามยันตัวลุกขึ้น โดยมีสาวใช้คนสนิทประคองตัวนางช่วยอีกแรง
ลู่เหยียนซินหันมองรอบๆห้อง นางเริ่มรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติกำลังเกิดขึ้นกับนาง ดวงตาเล็กเรียวทอดมองมายังหญิงสาวตรงหน้า ใบหน้าไร้เดียงสาที่ยังมีหยาดน้ำตานองเต็มดวงตากำลังนั่งมองนางด้วยความดีใจอย่างที่สุด
"เมื่อครู่ เจ้าเรียกข้าว่าพระชายาเหรอ"
"เพคะ พระชายา ท่านคงไม่ใช่ว่าได้รับการกระทบกระเทือนจนจำอะไรไม่ได้หรอกนะเพคะ" สาวใช้คนสนิทพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ดวงตาแดงก่ำคล้ายผ่านการร้องไห้มานานนับหลายวันและมีทีท่าจะร้องไห้ขึ้นมาอีกครั้ง
ลู่เหยียนซินพยายามปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆ ก่อนที่นางจะตื่นขึ้นมานั้น ในช่วงเวลาหนึ่งที่คล้ายกับอยู่ในห้วงแห่งความฝัน ลู่เหยียนซินเห็นตัวเองอยู่ในห้องผ่าตัด นางกำลังผ่าตัดช่วยชีวิตหญิงท้องแก่ที่ประสบอุบัติเหตุอย่างร้ายแรงส่งผลต่อเด็กในครรภ์โดยตรง การผ่าตัดใช้เวลาหนึ่งวันเต็มๆทุกวินาทีนั้นมีค่าหากพลาดแม้แต่นิดเดียวเท่ากับพรากชีวิตผู้เป็นแม่และเด็กน้อยไปตลอดกาล ในที่สุดผลของความพยายามและแรงกดดันที่มีก็สิ้นสุดลง การผ่าตัดเป็นไปได้ด้วยดี นางกลับไปยังห้องพักแพทย์ด้วยความเหนื่อยล้าแล้วโน้มตัวลงพักได้เพียงครู่เดียว เมื่อตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนเองมาอยู่ที่นี่เสียแล้ว และมาอยู่ในร่างของลู่เหยียนซินคนที่มีชื่อแซ่เดียวกันกับนางอีก
ขณะที่นางนั่งคิดเงียบๆ คนเดียว ความทรงจำบางอย่างในที่ที่ไม่ได้เป็นของนางค่อยๆ ไหลทะลักเข้ามาอย่างช้าๆ
ลู่เหยียนซิน บุตรสาวคนเดียวที่เกิดจากฮูหยินเอกของอัครมหาเสนาบดีลู่ขุนนางฝ่ายบุ๊นของราชสำนัก มีจิตพิศมัยรักใคร่อ๋องฉินตั้งแต่ยังเยาว์วัย เหตุเพราะเขาเคยช่วยนางออกจากป่าทึบทำให้นางประทับใจและหลงรักอ๋องฉินตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
เมื่อนางเติบโตขึ้นจนถึงวัยปิ่นปักก็ได้บังคับให้บิดาขอพระราชทานสมรสให้นางแต่งเป็นพระชายาเอกของอ๋องฉินเยว่เหวินหมิง
ลู่เหยียนซินแต่งงานเข้ามาในจวนแห่งนี้จนเวลาล่วงเลยมาครึ่งปีแล้วอ๋องฉินก็ไม่เคยแตะต้องตัวนางเลยสักครั้ง เหตุเพราะบุรุษผู้นี้มีใจรักใคร่ต่อหยางซูฉิน บุตรสาวคนเล็กของตระกูลแม่ทัพหยาง และความตั้งใจเดิมของเขาคือแต่งหยางซูฉินมาเป็นชายาเอกแต่กลับได้ลู่เหยียนซินมาแทน
ตั้งแต่นางแต่งเข้ามาในจวนก็เอาแต่ทะเลาะตบตีบ่าวไพร่ไม่เว้นวัน ทำให้อ๋องฉินเกลียดชังนางมากขึ้นกว่าเดิม ลู่เหยียนซินคิดว่าเป็นเพราะหยางซูฉินยังอยู่อ๋องฉินเลยไม่รักนาง ถึงกลับวางแผนส่งคนไปลอบทำร้ายหยางซูฉินระหว่างที่นางเดินทางมาที่จวนอ๋องแห่งนี้
หยางซูฉินถูกอ๋องฉินช่วยไว้ได้ทันเวลาและส่งคนสืบสาวราวเรื่องพบว่าลู่เหยียนซินเป็นคนบงการจึงสั่งโบยนาง50ไม้ และกักขังที่ตำหนักซินหยางไม่ให้นางย่างกรายออกมาอีกเลย
ขณะนั้นลู่เหยียนซินตระหนักแล้วว่าอ๋องฉินนั้นเกลียดชังนางมากเพียงใด นางยิ้มอย่างขมขื่นกับโชคชะตาที่นางเลือกพร้อมกับหลับตาลง ข้าจะตายแล้วสินะ… นางปิดตาลงพร้อมกับความเสียใจอย่างสุดแสนจะบรรยายออกมา
ลู่เหยียนซินค่อยๆ หลับตาลง หูของนางได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้ทั้งตะโกนขอความช่วยเหลือ พลันสติของนางก็ค่อยๆดับวูบไปทีละนิด อาจจะเพราะเหตุการณ์นี้หรือไม่ที่ทำให้นางได้เข้ามาอยู่ในร่างของเจ้าของร่างเดิมผู้นี้
'เฮ้อ…ข้ามมิติมาทั้งทีทำไมไม่ให้เข้าไปอยู่ในร่างของคนธรรมดากันเล่า เหตุใดต้องมาอยู่ในร่างของพระชายาผู้ที่สร้างปัญหาใหญ่โตไว้ให้นางตามแก้ไขกัน!!'
- - - - -
ลู่เหยียนซินนอนพักอยู่บนเตียงงามหลังใหญ่ในตำหนักซินหยาง สักพักก็ได้ยินว่าหยางซูฉินมาขอเข้าพบ นางเดินเข้ามาในห้องด้วยท่วงท่าสง่างามพร้อมสาวใช้ประจำตัวที่ถือถาดกาน้ำชามาด้วย
"พระชายาหม่อมฉันมาเยี่ยมเพคะ"
"เยี่ยมข้า? ไม่จำเป็นหรอก"
"ทรงตรัสอะไรเช่นนั้น อีกไม่นานท่านอ๋องก็จะไปสู่ขอข้าเป็นชายารองแล้ว ข้าเลยต้องมาทำความคุ้นเคยกับท่านเอาไว้" นางพูดพลางยิ้มเยาะ ใบหน้าของหยางซูฉินหวานละมุนมาก เครื่องหน้าของนางงดงามสมส่วนไปหมด
"อีกอย่างเรื่องที่ท่านส่งคนไปลอบทำร้ายข้า ข้าจะถือว่าเรื่องนี้เป็นความดีความชอบของท่านแทน ข้าจะยกโทษให้ท่านแล้วกัน"
"อะไรนะ?"
"ฟังไม่เข้าใจงั้นเหรอ ข้าต้องมาเจ็บตัวเพราะเจ้า ท่านอ๋องเลยดูแลข้าไม่ห่าง อีกทั้งยังให้พักที่จวนแห่งนี้ได้ ข้านั้นดีใจสุดๆไปเลยละ"
"ข้านึกอุตส่าห์หาทางเข้าใกล้ท่านอ๋องทุกวิถีทาง แต่จนสุดท้ายก็เป็นเจ้าที่เปิดทางทำให้ข้าใกล้ชิดท่านอ๋องซะเอง ไม่ให้ขอบคุณเจ้า ข้าคงจะแล้งน้ำใจเกินไป" นางเหยียดยิ้มปนเย้ยหยันมาให้ลู่เหยียนซิน หยางซูฉินคิดว่าลู่เหยียนซินคงจะระเบิดอารมณ์ออกมาเป็นแน่แต่นางคิดผิด ลู่เหยียนซินเพียงมองนางด้วยแววตานิ่งเฉยพร้อมกับเอ่ยปากว่า
"เป็นเช่นนั้นเหรอ ถ้าได้ตามที่เจ้าปรารถนาแล้ว เจ้าก็ออกไปจากตำหนักข้าได้แล้ว ข้าต้องการพักผ่อน"
"เหอะ!…ลู่เหยียนซินข้าขอแนะนำให้เจ้ารีบหย่ากับท่านอ๋องจะดีกว่า เจ้าไม่เห็นแววตาของท่านอ๋องที่เกลียดชังเจ้ามากหรือไรกัน"
"หากอยากให้ข้าหย่าเจ้าก็ไปรบเร้าท่านอ๋องเองอย่ามารบกวนข้า ออกไปได้แล้ว!" ลู่เหยียนซินออกปากไล่เพราะนึกรำคานนางเต็มทน
"เจ้า! เจ้าคิดว่าตัวเจ้าเองมีดีพอที่จะเป็นพระชายาเอกของท่านอ๋องเช่นนั้นรึ หากไม่ใช่ว่าเจ้าเป็นบุตรสาวสายตรงของอัครเสนาบดีลู่เจ้าจะได้อยู่ตำแหน่งนี้ง่ายๆหรือไงกัน!"
"แล้วเจ้าคิดว่าตัวเจ้าเองเหมาะสมกับตำแหน่งนี้งั้นหรือ?"
"ข้าเป็นคนรักของท่านอ๋อง อีกทั้งยังเป็นบุตรสาวของแม่ทัพหยางและหลานสาวของพระสนมหยางกุ้ยเฟย สถานะข้าไม่เหมาะตรงไหนกัน ยังไงสักวันท่านอ๋องต้องยกให้ข้าเป็นชายาเอกแต่เพียงผู้เดียวอยู่แล้ว"
"งั้นเจ้าก็ไปบอกท่านอ๋องเองซะสิ"
"ข้าไม่จำเป็นต้องรบเร้าท่านอ๋อง เจ้าคอยดูเถอะว่าข้าจะใช้วิธีใดทำให้ท่านอ๋องเขี่ยเจ้าออกจากตำแหน่งพระชายาเอกอย่างไวที่สุด!"
หยางซูฉินหยิบถ้วยชาในมือสาวใช้ของนางแล้วยกขึ้นพลางยิ้มเจ้าเล่ห์ ลู่เหยียนซินมองการกระทำของอีกฝ่ายด้วยสีหน้านิ่งนางเริ่มรำคานหยางซูฉินผู้นี้ขึ้นมาทีละนิดแล้ว
เพล้ง ! !
เสียงกระเบื้องเคลือบตกลงกระทบกับพื้นแตกกระจายทั่วพื้นห้อง น้ำหวานสีแดงสดสาดกระเซ็นโดนปลายกระโปรงของนาง
ไม่พอเท่านั้นนางยังยกมือขึ้นตบไปที่ใบหน้าตัวเองแรงๆ ลู่เหยียนซินมองด้วยความตกใจ ต้องลงทุนทำร้ายตนเองขนาดนั้นเลยหรือ?
"พระชายา หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจ โปรดระงับโทสะด้วยเพคะ"
หยางซูฉินทรุดนั่งลงกับพื้น นางมองมาที่ลู่เหยียนซินด้วยแววตาที่ชิงชัง ปากนางเหยียดยิ้มออกมาพลางบีบน้ำตาให้ไหลอาบใบหน้า
เสียงร้องไห้คร่ำครวญของนางสร้างความรำคาญให้แก่ลู่เหยียนซินผู้เป็นเจ้าของห้องนี้เป็นอย่างมาก นางจ้องมองการกระทำของหยางซูฉินด้วยสายตาแข็งกร้าว จนหยางซูฉินรู้สึกขนลุกขนชันทั่วทั้งร่างกาย
หากเป็นแต่ก่อนลู่เหยียนซินคงจะอาระวาดหนักไปแล้ว แต่วันนี้นางกลับนิ่งเงียบนั่งมองหยางซูฉินแสดงละครด้วยสีหน้านิ่งเฉย ลู่เหยียนซินกรอกตามองไปที่หยางซูฉินผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสาวงามกิริยามารยาทเรียบร้อยอ่อนหวาน นางเผยตัวตนที่เลวทรามให้ลู่เหยียนซินเห็นหลายครั้งหลายคราแต่กลับไม่มีผู้ใดมองเห็น
ปัง!
ประตูห้องนอนของนางถูกถีบออกด้วยฝีเท้าของบุรุษชุดคลุมสีเขียวหยก ใบหน้าหล่อเหลาอันไร้ที่ติ สายตาแข็งกร้าวดุจเหยี่ยวมองมาที่ลู่เหยียนซินก่อนสลับมองไปที่หยางซูฉิน
เมื่อเห็นสภาพนางที่นั่งจมปุกอยู่ที่พื้นห้อง แลเห็นเสี้ยวใบหน้านางนั้นมีรอยแดงจากฝ่ามือปรากฎขึ้น ความโกรธเกรี้ยวฉายชัดในแววตาอ๋องฉิน เขาย่างกรายเข้ามาหาลู่เหยียนซิน ออกแรงดึงแขนนางให้ลุกขึ้นจากเตียงและยกมือขึ้นตบเข้าไปที่ใบหน้าของนางฉาดหนึ่งจนนางล้มลง
ตบนางแรงมากจนกระทั่งใบหน้าสะบัดไปด้านข้างเลยทีเดียว เขาย่อตัวลงใช้สองนิ้วออกแรงบีบที่คอของนาง คล้ายมีเจตนาจะบีบให้กระดูกแหลกคามืออย่างไรอย่างนั้น
ดวงตาเกรี้ยวกราดเหมือนพายุอันบ้าคลั่งกัดฟันกรอดแล้วพูดขึ้นว่า
"เจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วสินะ"
มุมปากของลู่เหยียนซินมีเลือดไหลออกมาแล้ว นางรู้สึกเจ็บมากแต่ก็ยังฝืนยิ้มขึ้นอย่างยากลำบากพร้อมจ้องหน้าเขา….
"ข้าเคยบอกเจ้าแล้วว่าอย่าได้แตะต้องหยางซูฉินอีก ไม่อย่างนั้นข้าจะหักมือเจ้าทิ้งซะ"
"ท่านอ๋องโปรดอย่าทำร้ายพระชายาเลยเพคะ เป็นหม่อมฉันที่ไม่ดีเอง พระชายาไม่ชอบที่ข้าเข้ามาที่จวนท่าน แต่ข้า ข้าแค่ทนคิดถึงท่านอ๋องไม่ได้ ฮือฮือ"
ลู่เหยียนซินใช้ปิ่นปักผมของนางปักเข้าที่ต้นขาของอ๋องฉิน นางหลุดพ้นจากพันธนาการชั่วคราว
"ท่านอ๋อง!! เจ็บมากหรือไม่เพคะ" หยางซูฉินรีบลุดเข้ามาดูแผลของอ๋องฉินทันที
ลู่เหยียนซินกระเถิบตัวถอยห่างจากคนทั้งคู่ นางถุยเลือดลงบนพื้นห้องพลางเหลือบมองไปยังพวกเขาด้วยแววตารังเกียจ
ลี่ถิงที่เพิ่งกลับจากโรงครัวก็ตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รีบกุลีกุจอไปประคองลู่เหยียนซินขึ้นทันที
อ๋องฉินมองเห็นแววตาว่างเปล่าที่คละคลุ้งไปด้วยความกรุ่นโกรธ ไม่มีแววตาของความรักหลงเหลืออยู่เลย เขานึกแปลกใจเพราะปกติลู่เหยียนซินจะพยายามเข้าหาเขาตลอดพร้อมทั้งแสดงแววตาอันหวานซึ้งว่ารักใคร่เขามากขนาดไหน แต่ครั้งนี้ต่างออกไป
"ข้าไม่ได้ทำ!"
"หากไม่ใช่เจ้าแล้วจักเป็นผู้ใด!"
"ข้าเจ็บหนักถึงเพียงนี้ จะเอาแรงที่ไหนไปตบตีคนรักของท่านกัน"
นางเอ่ยปากบอกพลางเหยียดยิ้มที่แฝงไปด้วยความเยือกเย็นและแววตาที่แข็งกร้าว
"เป็นนางที่เข้ามาแล้วหาเรื่องข้าเอง"
"หม่อมฉันเห็นกลับตาว่าพระชายาตบคุณหนูจนล้มลงเพคะ"
"หุบปาก! บ่าวรับใช้เช่นเจ้ากล้าโป้ปดต่อหน้าท่านอ๋องงั้นเหรอ!" ลู่เหยียนซินตะคอกใส่สาวใช้ของหยางซูฉินเสียงดัง ส่งผลให้หญิงสาวทั้งสองสะดุ้งตกใจไปไม่น้อย
"ผิวหน้าของเจ้าคงบางไม่เหมือนความใจกล้าที่เจ้ามี ท่านอ๋องผู้ปราดเปรื่องหากท่านจะสืบสาวราวเรื่องจริงๆ ท่านย่อมรู้ว่าใครพูดจริงพูดเท็จ!"
อ๋องฉินคิดตามคำพูดของลู่เหยียนซินแล้วหันมองไปยังหยางซูฉิน เขามองเห็นความผิดปกติบางอย่าง อาจจะเป็นเพราะความเกลียดชังที่มีต่อลู่เหยียนซินจึงทำให้เขาเลอะเลือนมองเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ไม่ถี่ถ้วน
"ท่านอ๋องหม่อมฉันเจ็บเพคะ"
"ข้าเป็นชายาของท่านอยู่ในจวนของท่าน หากสืบสวนแล้วว่าข้าผิดจริงท่านสามารถลงโทษข้าได้ทุกเมื่อ" นางกล่าวด้วยเสียงเหนื่อยหน่ายเต็มทน
"แต่ตอนนี้พวกท่านรบกวนเวลาพักผ่อนของข้าแล้ว เชิญพวกท่านออกไปซะข้าไม่อยากเห็นหน้าพวกท่าน หากพวกท่านอยู่นานมันพาลทำให้ข้าอารมณ์เสียแล้วทำเรื่องผิดๆขึ้นมาจริงๆ" นางพูดด้วยความเร็วน้ำเสียงนิ่ง สายตาที่จับจ้องมายังหยางซูฉินนั้นแข็งกร้าวแลดูเยือกเย็นจนนางรู้สึกขนลุกขนชัน
อ๋องฉินมองลู่เหยียนซินเงียบๆ เขามองเห็นความกระด้างของวาจาและสายตาที่นางแสดงออกมา ความรักใคร่ที่นางเคยมีให้เขาเหมือนจะจางหายไปจนหมดสิ้น สร้างความประหลาดใจให้กับอ๋องฉินเป็นอย่างมาก
"ท่านอ๋อง เราไปกันเถอะเพคะ"
"เจ้าอย่าได้สร้างเรื่องอีก ครั้งนี้ข้าจะกักบริเวณเจ้าแต่หากเจ้ายังไม่สำนึกคิดก่อเรื่องอีก ครั้งหน้าข้าจะไม่ให้เจ้าเห็นเดือนเห็นตะวันอีกเลย"
พูดจบก็ประคองหยางซูฉินออกไปจากตำหนักทันที
"ท่านควรดูแลคนของท่านให้ดี อย่าให้นางมารบกวนข้าก็พอ!"
อ๋องฉินหันมองนางขวับด้วยใบหน้าบึ้งตึงเขาเห็นนางส่งยิ้มที่มุมปากพลางโบกมือให้ แวบนึงยังนึกสงสัยว่านางคือลู่เหยียนซินชายาที่เขาแต่งเข้ามาหรือไม่ นางไม่หลงเหลือแววตาของผู้หญิงที่คลั่งรักชายหนุ่มเลยสักนิด มีเพียงความว่างเปล่า
ใช่เขาสัมผัสได้ว่าแววตาของนางนั้นว่างเปล่ามาก อีกด้านหยางซูฉินหันมองนางด้วยสายตาเกลียดชัง สักวันเถอะข้าจะขึ้นเป็นพระชายาเอก และจะเขี่ยเจ้าออกจากจวนให้จงได้!!
ทั้งคู่รีบเดินออกไปจากบริเวณตำหนักซินหยางทันที หลังจากนั้นความเงียบสงบก็เข้ามาแทนที่ทำให้นางรู้สึกหายใจหายคอสะดวกขึ้น
"ไปได้สักที ลี่ถิงเจ้าเก็บกวาดห้องให้ข้าที เตรียมน้ำให้ข้าด้วย ข้าอยากแช่น้ำสักครู่ เหนื่อยเหลือเกิน"
"เพคะพระชายา"
ลู่เหยียนซินค่อยๆถอดอาภรณ์ออกทีละชิ้น แม่เจ้าโว้ย! ทำไมมันหลายชั้นขนาดนี้กันล่ะเนี่ย!! นางปลดชุดออกด้วยความยากลำบากแล้วค่อยๆก้าวลงไปในน้ำ เมื่อผิวกายสัมผัสกับความอุ่นของน้ำก็รู้สึกได้ถึงความเจ็บแสบบนแผ่นหลังที่หลงเหลืออยู่
"พระชายาเมื่อครู่ท่านไม่ควรทำร้ายท่านอ๋องเลยนะเพคะ"
"พวกนั้นหาเรื่องข้าก่อนนี่นา"
"หม่อมฉันก็เพียงแต่กลัวว่าท่านอ๋องจะลงโทษพระชายาอีก ตั้งแต่ท่านแต่งเข้ามาในจวนแห่งนี้ก็ไม่เคยเห็นท่านกล้าต่อปากต่อคำกับท่านอ๋องเลยสักครั้ง แต่วันนี้พระชายากลับกล้าต่อปากต่อคำทั้งยังทำร้ายท่านอ๋องด้วย คิดว่าพวกเราคงไม่พ้นที่จะต้องอดอาหารกันอีกแน่นอนเลยเพคะ"
"อดอาหารงั้นหรือ!"
"ใช่แล้วเพคะ ครั้งก่อนที่ท่านสั่งคนไปทำร้ายคุณหนูหยางผู้นั้น ท่านอ๋องโกรธมากสั่งโบยท่าน50ไม้ และสั่งห้ามไม่ให้ส่งอาหารมาที่ตำหนักสามวันเลยนะเพคะ"
"สามวันเลยเหรอ"
ลู่เหยียนซินได้ยินดังนั้นเหงื่อตกทันที สั่งกักบริเวณนางยังพอทนได้แต่จะให้นางอดอาหารนั้นไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด! นางต้องทำอะไรสักอย่าง
"พระชายา ถ้าทรงอาบน้ำเสร็จแล้วหม่อมฉันจะทายาที่หลังและเปลี่ยนผ้าปิดแผลให้นะเพคะ"
"อืม"
ให้อดอาหารตั้งสามวัน นี่มันเท่ากับฆ่ากันชัดๆ เรื่องกินสำหรับข้าเรื่องใหญ่เลยนะ ไม่ได้ข้าต้องทำอะไรสักอย่าง!!
- - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ตอนที่ 2 มิติปริศนา
ตำหนักฉางหมิง
"ท่านอ๋องอย่าทรงลงโทษพระชายาเลยนะเพคะ เป็นหม่อมฉันที่ไม่ระวังเอง หากลงโทษนางอีกเกรงว่าร่างกายของพระชายาจะรับไม่ไหว"
"อืม วันนี้เจ้ากลับจวนไปก่อนเถอะ"
"แต่ว่าท่านอ๋อง…"
"เจ้าเองก็หายดีแล้ว อยู่ที่นี่นานจะมีแต่คำติฉินนินทา วันนี้ข้าเองก็ต้องเข้าวัง เจ้ากลับไปก่อนไว้ข้าจะหารือเรื่องของเรากับฝ่าบาทอีกครั้ง"
"ก็ได้เพคะ ถ้าอย่างนั้นหม่อมฉันทูลลาเพคะ"
หลังหยางซูฉินจากไป อ๋องฉินก็นั่งลงพลางครุ่นคิดทบทวนดูอีกครั้ง เหตุการณ์เมื่อครู่ดูจากหลักฐานแล้วลู่เหยียนซินไม่ได้เป็นคนก่อเรื่องขึ้นก่อนแน่นอน แล้วหยางซูฉินจะใส่ความนางทำไมกัน?
หากแต่ก่อนมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นไม่พ้นที่นางจะโวยวายและเป็นฝ่ายตบตีหยางซูฉินก่อนเป็นแน่ แต่หนนี้ต่างไปนางนิ่งเงียบแววตาไร้ซึ่งอารมณ์ เหมือนกำลังดูอะไรสนุกๆ อยู่ก็ไม่ปาน
"ท่านอ๋อง ให้เรียกท่านหมอหรือไม่พะย่ะค่ะ"
"ไม่จำเป็น"
อ๋องฉินที่เดิมนั่งอยู่บนเก้าอี้ ก็ผุดลุกขึ้นทันทีคราบเลือดเริ่มแห้งลงบ้างแล้ว เขาไม่สนใจบาดแผลนี้เลยสักนิดก่อนจะหันมองไปยังองครักษ์คนสนิท
"ชิงอี"
"ท่านอ๋องเชิญรับสั่งพะย่ะค่ะ"
"สั่งให้คนไปจับตาดูพระชายาหากนางเคลื่อนไหวสิ่งใดรีบมารายงานข้า"
"พะย่ะค่ะ"
……….
ทางด้านตำหนักซินหยาง หลังลู่เหยียนซินอาบน้ำเสร็จเรียบร้อย ลี่ถิงก็ลงมือทายาที่แผลด้านหลังของนางทันที
"บาดแผลของท่านยังไม่ดีขึ้นเลยนะเพคะพระชายา"
"ช่างเถอะ อดทนกินยาสักสี่ห้าวันก็คงทุเลาลงบ้างแล้ว ตาอ๋องบ้าผู้นี้ใยลู่เหยียนซินถึงได้หน้ามืดตามัวหลงรักลงไปได้นะ"
"พระชายาพูดว่าอะไรนะเพคะ"
"ไม่มีอะไรหรอก"
นางหลับตาลงพลางนึกย้อนไปถึงความทรงจำในอดีตของเจ้าของร่างนี้ เนื่องจากเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวที่เกิดจากฮูหยินเอกและเคยเป็นบุตรสาวคนเดียวของตระกูลนางจึงถูกตามใจมาตั้งแต่ยังเล็กๆ หลังจากแม่ของนางตายจากไปตั้งแต่นางยังเล็ก บิดาของนางก็รับอนุเข้ามาในจวนเพิ่มอีกคนเพื่อคอยดูแลเลี้ยงดูนางแทน ไม่นานอนุคนนั้นก็ตั้งครรภ์คลอดบุตรสาวอีกคนให้ตระกูลลู่ อนุคนนี้กลายมาเป็นแม่เลี้ยงของนางคอยยุยงส่งเสริมให้ลู่เหยียนซินทำในสิ่งผิดๆ มาโดยตลอด ด้วยหวังว่าทุกคนจะเกลียดนางและหันมารักลูกสาวของตนแทน
แม่เลี้ยงของนางนั้นร้ายกาจมาก ต่อหน้าเสนาบดีลู่นั้นนางแสดงออกว่ารักลู่เหยียนซินมาก แต่ลับหลังบิดาของนางกลับทำร้ายลู่เหยียนซินมาตลอด นานวันเข้าก็ส่งผลให้นางกลายเป็นคนร้ายกาจทำลายทุกอย่างทำร้ายทุกคนได้หากคนผู้นั้นคิดไม่ดีกับนาง
ความร้ายที่ไม่ได้อยากร้ายมาตั้งแต่ต้น แต่นางทำเพื่อปกป้องตนเองเท่านั้น ความร้ายกาจของนางฉาวโฉ่ไปทั่วเมืองหลวงแห่งนี้ เริ่มแรกอ๋องฉินก็ไม่ได้สนใจเรื่องราวของนางแต่อย่างใด แต่เมื่อถูกบังคับสมรสกับนางจึงทำให้อ๋องฉินเกลียดชังนางเป็นอย่างมาก ตัวนางตอนนี้ก็เข้าใจเขาอยู่บ้าง ใครจะอยากได้ผู้หญิงแบบนี้มาเป็นคู่ครองกัน!
ลี่ถิงทายาเสร็จก็สวมเสื้อให้นางเรียบร้อย ลู่เหยียนซินให้นางไปพักผ่อน ส่วนนางก็จะของีบสักหน่อย ขณะที่พลิกกายหันไปทางประตูนางก็เหลือบมองไปเห็นสร้อยเส้นหนึ่งที่ต้องแสงแวววับอยู่ตรงโต๊ะข้างเตียงของนาง
สร้อยเส้นนี้ดูคุ้นต้นตาอย่างมาก นางพยายามลุกขึ้นแล้วก้มลงหยิบสร้อยขึ้นมาดู ตัวสร้อยนั้นขาดไปแล้วแต่ตัวแหวนยังสภาพสมบูรณ์อยู่ นางมองดูด้วยความตื่นตกใจมันเป็นสร้อยของนาง สร้อยที่แม่ของนางมอบให้ก่อนที่ท่านจะสิ้นใจไปแล้วมันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน!
ลู่เหยียนซินดีใจมาก แม้จะข้ามภพมาแล้วไม่รู้จักใครเลย แต่อย่างน้อยมีสร้อยเส้นนี้อยู่ก็ทำให้นางรู้สึกอุ่นใจขึ้นกว่าเดิมเป็นอย่างมาก
นางถอดเอาแหวนมาสวมใส่ที่นิ้วชี้ และเก็บสร้อยเอาไว้ใต้หมอนรอเวลาซ่อมแซมมัน นางลูบแหวนเบาๆ ตรงหัวแหวนเป็นปุ่มกดได้นางรู้ว่าไม่มีกลไกใดๆ เพราะครั้งตอนที่นางอยู่ยุคปัจจุบันนางกดเล่นไปหลายครัังก็ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ครั้งนี้เมื่อนางกดปุ่มลงไปทันใดนั้นก็พลันเกิดแสงสีทองขึ้นเมื่อแสงนั้นจางหายก็มองเห็นประตูบานหนึ่งปรากฎขึ้นมาตรงหน้า นางตัดสินใจเปิดมันออกมาแล้วก้าวเข้าไปทันที
ที่แห่งนี้ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นอายธรรมชาติบรรยากาศที่นี่ช่างบริสุทธิ์ยิ่งนัก ภายในคำนวนดูคร่าวๆ น่าจะมีพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ ถูกปกคลุมไปด้วยพืชพรรณธัญญาหารที่ใกล้สุกงอมเต็มที่
ไม่ไกลกันนักมีลำธารใสสะอาดสายหนึ่งที่มองลงไปก็เห็นฝูงปลาอวบอ้วนแหวกว่ายกันไปมา ถัดไปอีกจะเป็นสวนผลไม้และสวนสมุนไพรที่เรียงรายเกิดขึ้นดั่งมีคนมาปลูกเอาไว้
นอกจากนั้นยังมีเป็ดไก่ที่เดินขวักไขว่กันไปมา นางมองเห็นเรือนไม้หลังหนึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก เมื่อเดินเข้าไปสำรวจภายในนั้นก็พบว่ามีชั้นวางของที่บรรจุอัดแน่นไปด้วยสมุนไพรหายาก ตำรับยาทั้งแผนโบราณและแผนปัจจุบันบรรจุในกล่องไว้เต็มไปหมด อีกทั้งยังมีเมล็ดพันธุ์พืชเกือบทุกชนิดที่ต่อให้นางถูกปล่อยให้อดอยากที่ตำหนักแห่งนี้ นางก็ไม่มีวันอดตาย เพราะในมิติแห่งนี้เหมือนจะมีปัจจัยทุกสิ่งอย่างที่ทำให้ชีวิตของนางอยู่ได้แบบสบายๆ กันเลยทีเดียว
‘แม่เจ้าโว้ย! มันช่างอเมซิ่งมาก!’
นางนั่งลงพักผ่อนตรงทุ่งหญ้าใต้ต้นไม้ใหญ่ หลับตาลงพร้อมสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไป ช่างสบายอะไรเช่นนี้นะ นางตั้งใจจะพักสักงีบแต่ก็เผลอหลับยาวไปอย่างไม่รู้ตัว
เพียงแต่นางนอนหลับไม่ถึงสองก้านธูปร่างของนางก็จะถูกถีบออกมาทันที อะไรกันเนี่ย? ไม่ใช่ว่าอาศัยอยู่ในนั้นได้เลยหรอ เฮ้อ..ช่างน่าเสียดายอะไรเช่นนี้
- - - - -
เจ็ดวันผ่านไป จวนอ๋องฉินเงียบสงบขึ้นมากกว่าแต่ก่อน เงียบมากจนบ่าวไพร่และตัวอ๋องฉินเองรู้สึกนึกสงสัยว่า พระชายาผู้ร้ายกาจผู้นั้นป่วยหนักมากหรืออย่างไรเจ็ดวันมานี้นางถึงได้เงียบไม่เข้ามารบกวนที่ตำหนักใหญ่เหมือนเช่นเคย
อีกด้านที่ตำหนักซินหยาง ลู่หยวนซินเข้าไปในมิติอีกครั้ง นางตั้งชื่อให้มันว่ามิติวิเศษเพราะมีทุกสิ่งที่นางต้องการ หากขาดสิ่งใดเพียงแค่ร้องขอของสิ่งนั้นก็ปรากฎตรงหน้าทันที ครั้งนี้นางเข้าไปหยิบกล่องยาออกมาจากตู้ยาพร้อมตำรายาเล่มนึง นางไม่ลืมหยิบเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด แตงกวา เมล็ดพืชผักและผลไม้ชนิดอื่นๆ ออกมาด้วย
พื้นที่ฝั่งที่ตำหนักของนางตั้งอยู่นั้นมีพื้นที่ว่างหลังตำหนักกว้างขวางพอสมควร นางใช้พื้นที่ไปเพียง 5 หมู่ (1 หมู่ เท่ากับ 666 ตารางเมตร) ในการปลูกพืชผักผลไม้ ด้านหลังจวนติดกับภูเขาและแม่น้ำเหมาะกับการปลูกพันธุ์พืช หากท่านอ๋องบ้านั่นจะจองจำไม่ให้นางออกไปที่ใด อีกทั้งยังจะสั่งงดอาหารนางอีก ถ้าอย่างงั้นนางก็ต้องสร้างอาหารของนางเองเสียแล้ว คิดแล้วก็มีความสุขจริงๆ
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าจะไม่เกรงกลัวคำขู่ของท่านอีกต่อไปแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า"
"พระชายา" ลี่ถิงมองพระชายาด้วยสายตาหม่นหมองที่สุด นี่พระชายาของนางถึงกับใกล้เสียสติเพราะโดนท่านอ๋องลงโทษหลายต่อหลายครั้งจริงๆ นะหรือ
ลู่เหยียนซินกวักมือเรียกลี่ถิงมาช่วยกันขุดพรวนดินไว้ลงแปลงผัก ลี่ถิงเคยช่วยงานที่จวนมาตั้งแต่เล็กเลยคล่องมือ ถึงครึ่งวันการถางหน้าดินก็เสร็จสิ้น
นางลงมือปลูกด้วยตนเอง เจ็ดวันมานี้พวกนางยุ่งอยู่กับแปลงผักจนไม่ทันสังเกตว่ามีคนแอบสุ่มดูพวกนางอยู่
- - - - -
"ท่านอ๋อง องครักษ์ที่ส่งไปสอดแนมที่ตำหนักซินหยางรายงานมาว่าเห็นพระชายาขุดดินด้านหลังจวนขอรับ"
"ขุดดิน?"
อ๋องฉินวางตำราลงแววตาฉงนสงสัยในตัวนางมากขึ้น หลายวันมานี้ที่นางไม่มาก่อกวนเขาเพราะมัวแต่ขุดดินอยู่อย่างงั้นหรือ?
"ไปบอกนางว่าพรุ่งนี้ให้เตรียมตัวเข้าวังพร้อมข้า"
"พะย่ะค่ะท่านอ๋อง"
ทางด้านตำหนักซินหยาง ลู่เหยียนซินและลี่ถิงหลังจากปลูกผักกันเสร็จเรียบร้อย พวกนางก็นั่งลงพักอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่อย่างสบายใจ ยังดีที่นางไม่ลืมหยิบเอาพวงองุ่นและผลแตงโมออกมาจากมิติด้วย อากาศร้อนๆ แบบนี้ได้กินของเย็นๆ พวกนี้ช่างชื่นใจยิ่งนัก พวกนางนั่งกินผลไม้ได้สักพักก็เหลือบมองไปเห็นชิงอี องครักษ์ประจำตัวของอ๋องฉินเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ
"พระชายา ท่านอ๋องให้มาเรียนท่านว่าพรุ่งนี้ต้องเข้าวังพร้อมท่านอ๋องพะย่ะคะ"
"เข้าวังเหรอ ทำไมข้าต้องไปกับท่านอ๋องของพวกเจ้าด้วยล่ะ ไม่ให้แม่นางหยางผู้นั้นไปเช่นเคยเล่า"
"เอ่อ เรื่องนั้นข้าน้อย…"
"หยางซูฉินหาได้เป็นพระชายาของข้าไม่ หรือเจ้าต้องการมอบตำแหน่งนี้ให้นางแทน เช่นนั้นก็ไปบอกกล่าวกับฮองเฮาเอง"
เสียงอันทรงพลังนิ่งขรึมดังขึ้นด้านหลังของนาง ลู่เหยียนซินไม่หันไปมองก็รู้ว่าเป็นใคร
"แล้วข้าพูดเมื่อไหร่ว่าไม่ไปล่ะเพคะ"
อ๋องฉินมีสีหน้าเหนื่อยใจอย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่เมื่อครู่นางเป็นคนบอกเองหรอกเหรอว่าให้หยางซูฉินไปแทน
หากเป็นแต่ก่อนเขาคงไม่จำเป็นต้องเดินมาย้ำกับนางถึงตำหนักนี้ แต่เดี๋ยวนี้ผู้หญิงคนนี้ว่าง่ายเหมือนเดิมที่ไหน ครั้งนี้เลยต้องมาด้วยตนเอง
ลู่เหยียนซินมองเห็นประกายความโกรธเสี้ยวหนึ่งในแววตาของฉินอ๋องพลางลุกขึ้นและรีบพูดอย่างเอาใจทันที
"ข้ารู้แล้วๆ ท่านอ๋องไปพักผ่อนเถอะเพคะ หม่อมฉันจะเข้าตำหนักแล้ว"
"ข้าก็ไม่ได้จะอยู่นานสักหน่อย"
พูดจบก็รีบก้าวท้าวเดินออกจากตำหนักซินหยางมุ่งสู่ตำหนักฉางหมิงทันที
"เป็นอะไรของเค้า ไปเถอะลี่ถิงข้าอยากอาบน้ำแล้ว"
"เพคะพระชายา"
- - - - - - - - - -
ตอนที่ 3 เข้าวัง
วันรุ่งขึ้นลู่เหยียนซินถูกลี่ถิงปลุกขึ้นมาอาบน้ำตั้งแต่เช้า ดวงตาที่ยังไม่เต็มตื่น ปากของนางก็ยังหาวหวอดๆอยู่เลย
“ลี่ถิง ข้าต้องแต่งตัวเช้าขนาดนี้เลยเหรอ”
“เตรียมตัวไว้เพคะพระชายา ท่านยังต้องเสวยอาหารก่อนเข้าวังอีกนะเพคะ ประเดี๋ยวท่านอ๋องจะคอยนาน”
ทางด้านตำหนักฉางหมิง จวนจะสายแล้วยังไม่เห็นนางออกมา อ๋องฉินกำลังจะสั่งให้ชิงอีไปเรียก ในตอนนั้นลู่เหยียนซินก็เดินออกมาพอดี นางสวมชุดกระโปรงสีชมพูหวานปักลวดลายดอกไม้สวยงามขับสีผิวขาวเนียนใส ที่เอวยังคาดเครื่องประดับสีเดียวกัน ทำให้เอวระหงยิ่งดูอรชรมากขึ้นดูอ่อนช้อยน่าหลงใหล มวยผมที่เกล้าขึ้น ยังมีที่ปักผมรูปหางหงส์หยกดิ้นทองประดับอยู่ เผยให้เห็นใบหน้าเล็กๆหวานใส แก้มแดงระเรื่อเมื่อโดนแสงแดดกลับสว่างใสมีเลือดฝาดขึ้นมาทันที
“ไปกันได้รึยังข้ามีงานต้องกลับมาทำต่อนะ”
“…..”
เป็นเขาที่รอนางนานไม่ใช่หรือไงกัน นางมาช้ายังกล้าบ่นอีก
อ๋องฉินเดินนำหน้านางไปยังหน้าประตูจวน ลู่เหยียนซินหันมองซ้ายขวาก็ไม่เห็นรถม้า ไหนบอกว่ารีบ? รถม้าสักคันก็ไม่เห็นเตรียมไว้แล้วจะเร่งนางทำไมกัน
ลู่เหยียนซินที่มัวแต่ชะเง้อคอมองหารถม้า ไม่ทันสังเกตุว่าชิงอี จูงม้าประจำกายของอ๋องฉินมาทางด้านหลัง อ๋องฉินกระโดดขึ้นม้า พร้อมทั้งเอี้ยวตัวไปคว้าเอวบางของนางขึ้นมานั่งซ้อนด้านหน้าของตน
“ว๊าย!! ท่านจะทำอะไร”
ลู่เหยียนซินตื่นตะหนกตกใจเป็นอย่างมาก จู่ๆอ๋องบ้าผู้นี้ก็คว้าเอวนางขึ้นบนหลังม้าไม่บอกสักคำ หัวใจจะวาย
“อยู่นิ่งๆ อยากตกม้าตายหรืออย่างไร”
“ข้านึกว่าเราจะนั่งรถม้าซะอีก”
“รถม้าช้าไป ข้ารอเจ้าแต่งตัวจนเกินเวลาแล้ว ฝ่าบาทกับฮองเฮาจะรอนาน”
“ทำไมท่านไม่บอกให้เร็วกว่านี้เล่า”
“…..” อ๋องฉินหมดคำจะพูดกับนาง ออกแรงส่งควบม้าไปข้างหน้าทันที
คนทั้งคู่นั่งบนหลังม้าไร้การพูดคุยกัน แผ่นหลังของนางแนบชิดกับอกแกร่งของอ๋องฉิน ใกล้ชิดจนรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนพ่นรดข้างพวงแก้มของนาง
-หน้าประตูวัง-
อ๋องฉินกระโดดลงจากหลังม้าก่อน แล้วยื่นมือไปคว้าเอวบางของนางลงจากหลังม้า เมื่อเท้าแตะถึงพื้นนางก็เดินไปข้างหน้าทันที ดวงตาสุกใสมองพระราชวังข้างหน้าด้วยความตื่นเต้น
“ตามข้ามา แล้วอย่าพยายามสร้างเรื่องให้ข้าอีก”
“ข้าจะไปทำอย่างนั้นทำไมกันล่ะเพคะท่านอ๋อง”
คำพูดประจบประแจงก้ำกึ่งอยอกล้อทำให้อ๋องฉินได้แต่ส่ายหน้าด้วยความละอาใจ ถ้าไม่ใช่ว่าตอนนี้นางไม่คอยตามตอแยเขาเหมือนแต่ก่อน วันนี้เขาคงไม่อยากเข้าใกล้หรือพูดคุยกับนางเลยสักนิด
คนทั้งคู่เดินมาถึงท้องพระโรงก็มองเห็นเฉินกงกงที่ยืนหน้าระรื่นอยู่ก่อนแล้ว
“ท่านอ๋อง พระชายา”
“เสด็จพ่อล่ะ”
“อยู่ในห้องทรงพระอักษรพะย่ะค่ะ กระหม่อมจะไปทูลฮ่องเต้บัดเดี๋ยวนี้พะย่ะค่ะ”
“อืม”
ในห้องทรงพระอักษร ฮ่องเต้กับฮองเฮานั่งคุยกันเพียงลำพังไร้ซึ่งเงาของข้ารับใช้ ไม่นานนักเฉินกงกงก็รีบเข้ามารายงานว่าอ๋องฉินกับพระชายาฉินมาถึงแล้ว จึงรับสั่งให้ทั้งคู่เข้ามาทันที
เมื่อทั้งสองคนมาถึงก็คุกเข่าลงพร้อมกันแล้วพูดขึ้นว่า
“ลูกถวายบังคมเสด็จพ่อ เสด็จแม่พะย่ะค่ะ”
“ถวายบังคมเสด็จพ่อ เสด็จแม่เพคะ”
“ลุกขึ้นเถอะ” ฮองเฮากล่าวพร้อมแย้มสรวล กาลเวลาไม่ได้ทำให้ใบหน้าและผิวพรรณของพระองค์ลดความงดงามลงเลย กลับกันยิ่งผ่องใสมากขึ้น
ลู่เหยียนซินมองพระพักตร์อันมีเสน่ห์ของพระองค์ นางมองเห็นแววตาที่อ่อนโยนของฮองเฮาพลันทำให้นางคิดถึงผู้เป็นมารดาขึ้นมาทันที
“วันนี้ที่ข้าเรียกพวกเจ้าเข้าวัง เพียงเพราะจะสอบถามสถานการณ์ในจวนอ๋องของพวกเจ้า”
“เรื่องอันใดพะย่ะค่ะ”
“เจ้าแต่งงานกับพระชายามาครึ่งปีได้แล้ว ทำไมยังไม่มีทายาทตัวน้อยๆให้ข้าอีก”
“เสด็จแม่ เรื่องนี้ค่อยเป็นค่อยไปจะดีกว่าพะย่ะค่ะ”
“ค่อยเป็นค่อยไปอันใด ราชวงศ์ของเรายังไม่มีทายาทเลยสักคน ทั้งรัชทายาทและอ๋องซุนต่างก็มีชายาของตนเองแล้วแต่กลับยังไม่มีผู้ใดมีองค์ชายองค์หญิงน้อยให้ข้าเลยสักคน ข้าร้อนใจผิดอันใดกัน”
ฮองเฮาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแห่งความผิดหวังสีพระพักตร์เศร้าหมองจนเห็นได้ชัด นางตั้งตารอทายาทขององค์ชายทุกคน ไม่ว่าจะเป็นองค์หญิงหรือองค์ชายก็ได้ทั้งนั้น
ก่อนหน้านี้พระชายารัชทายาททรงตั้งครรภ์นางก็ดีใจจนเนื้อเต้นทั้งยังทรงคัดสรรยาบำรุงต่างๆส่งไปให้นางด้วยตนเอง แต่ไม่นานนักพระชายารัชทายาทกลับแท้งลูก เท่ากับว่าการตั้งตารอของนางก็ไร้ความหมายโดยปริยาย
มาหนนี้อ๋องฉินที่แต่งพระชายาเข้าจวนนานนับครึ่งปีแล้วแต่กลับยังไม่มีทายาทออกมาให้นางเลยสักคน นางจะไม่เคร่งเคลียดได้เช่นไรกัน
ลู่เหยียนซินมองเห็นความผิดหวังบนใบหน้าของฮองเฮาก็นึกสงสารนาง
“เจ้าได้กินยาบำรุงที่แม่ส่งไปให้บ้างหรือไม่”
แม่? ฮองเฮาถึงกับเอ่ยสรรพนามสั้นๆแทนพระองค์ออกมา สร้างความประหลาดใจให้แก่ฮ่องเต้และฉินอ๋องเป็นอย่างมาก
“ยาบำรุงหรือเพค่ะ?”
ฮองเฮามองเห็นสีหน้างงงวยของลู่เหยียนซินก็รู้ทันทีว่าอ๋องฉินคงจะสั่งให้คนนำไปทิ้งก่อนหน้านี้แล้ว
“ทำไมเจ้าถึงชอบทำให้แม่ผิดหวังอยู่เรื่อยนะ เยว่เหวินหมิง เจ้าอยากให้แม่ตรอมใจตายเลยหรืออย่างไร”
“โธ่ชีวิตที่น่าสงสารของข้า ข้าน่าจะแต่งเข้าบ้านบัณฑิตธรรมดาๆ ไม่น่าแต่งเข้าราชวงศ์ที่เอาแต่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน ป่านนี้ข้าคงได้หลานน้อยมากอดแล้ว”
“ฮองเฮาตรัสอะไรเช่นนั้น” ฮ่องเต้กล่าวอย่างนึกเหนื่อยใจ ต้องแสดงละครขนาดนั้นเชียวรึ?
“หากพวกเจ้าทั้งสองพยายามไม่มากพอ เช่นนั้นเจ้าก็แต่งชายารองเข้ามาสักคนสิ หยางซูฉินนางตามติดเจ้ามาเนิ่นนาน พวกเจ้ารักใคร่ปรองดองกัน ข้านั้นรู้มานานแล้ว หากชายาของเจ้าไม่สามารถให้กำเนิดบุตรได้ งั้นก็แต่งนางเข้ามาเถอะ”
“ฮองเฮา!/เสด็จแม่!”
ฮ่องเต้ปรามฮองเฮา พรางลอบมองไปยังลู่เหยียนซิน สีหน้าของนางไม่ได้เปลี่ยนไปเลย ก่อนหน้านี้นางเคยลั่นวาจาจะไม่ให้ฉินอ๋องแต่งชายารองโดยเด็ดขาด มาบัดนี้นางกลับนิ่งเฉย เกิดสิ่งใดขึ้นกัน
“พระชายาฉิน หากข้าอนุญาตให้อ๋องฉินแต่งชายารองเจ้าคิดเห็นสิ่งใดบ้าง”
“ไม่มีความเห็นเพคะเสด็จพ่อ”
อ๋องฉินเดิมที่เอาแต่เงียบ หันมองไปยังนางทันที จะไม่มีความเห็นได้เช่นไร ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ว่านางคัดค้านหัวชนฝายังไงก็ไม่ให้เขาแต่งชายารองเด็ดขาดไม่ใช่หรือ
“เช่นนั้นข้าจะออกราชโองการให้อ๋องฉินแต่งชายารองเข้ามาในจวนก็แล้วกัน”
“ลูกยังไม่อยากแต่งชายารองตอนนี้พะย่ะค่ะเสด็จพ่อ”
“เจ้าว่าอะไรนะ!”
“ลูกคนแรกของข้าควรที่เกิดจะจากพระชายาเอกก่อนพะย่ะค่ะ ลูกไม่อยากมีปัญหาหากลูกคนแรกเกิดจากชายารองเกรงว่าจะต้องเกิดการแย่งชิงกันแน่พะย่ะค่ะ”
“ที่เจ้าพูดก็มิผิดอันใด”
ฮ่องเต้ฟังน้ำเสียงเยือกเย็นแล้วรู้สึกเสียวสันหลังกันเลยทีเดียว เขาซับเหงื่อเบาๆพลางจับจ้องใบหน้าของลู่เหยียนซิน
ฮ่องเต้หลี่ตาลงพร้อมเกิดความคิดอันบรรเจิดทันที
“แต่งมาก็ครึ่งปีแล้วยังไม่มีทายาทสักทีเห็นทีพวกเจ้าคงไม่ให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้กระมัง”
“บัดนี้รัชทายาทเรียนรู้งานกับข้าที่วังหลวงยังไม่มีเวลาออกว่าราชการยังหัวเมืองต่างๆ”
“เจ้าเป็นโอรสสายตรงของข้าอีกคนหนึ่ง ดังนั้นข้าจะมอบหมายให้เจ้าไปยังชายแดนเหนือ เมืองจี้โจวช่วยแม่ทัพหยางขจัดภัยแล้ง ข้าได้ยินมาว่าจี้โจวบัดนี้ประสบภัยแร้งอย่างหนักราษฎรอดอยาก เจ้าจงไปแก้ความวิบัตินี้ซะ แก้ไม่ได้ก็ไม่ต้องกลับมาให้ข้าเห็นหน้าหรือจะกลับมาได้ก็ต่อเมื่อ….พระชายาฉินตั้งครรภ์เท่านั้น!”
“เสด็จพ่อ! แก้ภัยแล้งจะไปแก้ได้ภายในเดือนสองเดือนได้เช่นไรกันพะย่ะค่ะ”
“ทำไม ทำไม่ได้รึ อ๋องเทพสงครามเช่นเจ้ามีอันใดที่ทำไม่ได้กัน”
“ไม่ใช่เช่นนั้นพะย่ะค่ะ เพียงแต่ว่าหากลูกต้องเดินทางไปชายแดนเหนือไม่รู้ว่าจะใช้เวลานานเท่าใด เพียงแค่อยากจะขอเสด็จพ่อให้พระชายาเดินทางไปกับข้าด้วยพะย่ะค่ะ”
“ข้าอนุญาต”
ลู่เหยียนซินเบิกตากว้างนางอ้าปากค้างทันที อ๋องฉินคิดว่านางคงจะไม่อยากไปที่แห้งแล้งทุรกันดานคงจะทรมานยิ่ง เขายกยิ้มพลางหันไปมองฮ่องเต้อีกครั้ง
“ขอบพระทัยเสด็จพ่อ ลูกรับบัญชาพร้อมออกเดินทางไปจี้โจวทันทีพะย่ะค่ะ”
“ดีๆ ข้าหวังว่าจะมีข่าวดี จะหนึ่งเรื่องหรือสองเรื่องข้าก็จะรอฟังข่าว เจ้าเดินทางปลอดภัยนะลูกรัก” ฮองเฮารีบเอื้อนเอ่ยทันที นางที่ได้ยินว่าพระชายาฉินต้องตามไปด้วยก็รู้สึกว่ามีความหวังขึ้นมาทันที การอยู่ใกล้ชิดกันเพียงลำพังสองคนไม่นานหรอกข้าได้อุ้มหลานแน่!
“ขอบพระทัยพะย่ะค่ะเสด็จแม่”
ไม่มีใครสนใจลู่เหยียนซินเลย นางได้แต่มองคนนั้นทีคนนี้ทีตาละห้อย
“ไหนท่านอ๋องบอกว่าหม่อมฉันนั้นโง่เขลา หากต้องเดินทางไปด้วยไม่เท่ากับภาระของพระองค์หรือเพคะ หม่อมฉันไปด้วยจะช่วยอันใดพระองค์ได้ล่ะเพคะ” ลู่เหยียนซินกล่าวด้วยเสียงลอดไรฟันออกมา พลางยิ้มให้อ๋องฉินแววตาคู่หนึ่งของนางเหมือนดั่งมีดที่ต้องการแทงทะลุตัวเขาได้
อ๋องฉินไม่สนใจเขารู้ว่านางโกรธ แต่เขาพยายามจะให้เรื่องนี้จบอย่างไว เขาหันกลับมามองพระพักตร์ของฮ่องเต้และฮองเฮาตามเดิม
“ไปให้กำลังใจท่านอ๋องหน่อยก็ดี สามีภรรยาควรอยู่เคียงข้างกัน คิดจะทำสิ่งใดก็ควรปรึกษาหารือกันก่อนเสมอ ไปครั้งนี้ก็ไม่รู้ว่าใช้เวลานานแค่ไหนข้าไม่อยากให้พวกเจ้าห่างจากกันอีก” ฮองเฮาพูดขึ้นมา อารมณ์นางดีขึ้นจากเมื่อครู่มาก
ลู่เหยียนซินได้ยินดังนั้นก็รู้สึกแข้งขาอ่อนขึ้นมาทันที นางลอบมองอ๋องฉินหวังให้เขาปฏิเสธ แต่ตาอ๋องบ้านี่กลับนิ่งเฉย ไหนบอกเกลียดนางทำไมต้องนำนางไปด้วยกันเล่า
“ระหว่างเดินทางไปจี้โจวอาจจะยากลำบากสักหน่อย ข้าจะส่งยาบำรุงไปให้เจ้านำติดตัวไปด้วย เจ้าต้องกินดื่มทุกวันจะบำรุงร่างกายได้เป็นอย่างดี เพื่อรอรับองค์ชายองค์หญิงตัวน้อยนะเหยียนเอ๋อร์”
นางยิ้มตอบฮองเฮาด้วยสายตาละห้อย ก่อนจะหันมองไปยังอ๋องฉินก็เห็นเขาลอบมองนางอยู่ก่อนแล้ว มุมปากที่เหยียดยิ้มหมายความว่าเช่นไร! เขาต้องการแกล้งนางงั้นหรือ? เดินทางไปชายแดนต้องพบกับความลำบาก ใช่สินะ! ให้คนรักของตนอยู่สบาย ส่วนข้าต้องติดสอยห้อยตามเขาไปด้วยเพื่อเอาไปทรมาน ความคิดช่างชั่วร้ายเสียจริง!!
“ขอบพระทัยเพคะฮองเฮา”
ฮองเฮาทอดพระเนตรมองดูคนทั้งคู่ด้วยความปลื้มปิติยินดีอย่างยิ่ง
“เอาล่ะชายาฉินเจ้าออกไปก่อนเถอะ ข้ามีเรื่องหารือต่อกับอ๋องฉินอีกเล็กน้อย”
“เพคะ ฝ่าบาท”
คล้อยหลังพระชายาฉินออกไปแล้ว ฮองเฮาเองก็ขอตัวกลับไปยังตำหนักในทันที ฮ่องเต้กลับมามีสีหน้าเคร่งขรึมตามเดิม
“ยามนี้ที่ชายแดนเหนือมีกลุ่มคนคอยปล้นเสบียงอาหารเงินทองของมีค่า พวกมันฆ่าชาวบ้านเหมือนผักเหมือนปลาให้ได้มาเพื่อสิ่งที่พวกมันต้องการ ชาวบ้านนับร้อยพันต่างสูญเสียเดือดร้อนถ้วนหน้า”
“ความจริงแล้วข้าตั้งใจเพียงให้แม่ทัพหยางกับแม่ทัพฮั้วเป็นคนจัดการเอง แต่จนบัดนี้เรื่องยังยืดเยื้อไม่จบสิ้น ทั้งภัยแล้งกัดกินมาเป็นเวลายาวนาน เจ้าไปครั้งนี้ข้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยพสกนิกรได้ไม่มากก็น้อย” ฮ่องเต้มองลูกชายของตนที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยความหวัง
“ข้าจะทำสุดความสามารถพะย่ะค่ะ”
“พระชายาของเจ้านำนางไปด้วยอาจลำบากสักหน่อย แต่ข้ามีลางสังหรณ์ว่าในบางเวลานางอาจช่วยเจ้าได้”
อ๋องฉินส่ายหัวทันที นางจะเป็นภาระของเขาถึงจะรู้อยู่ก่อนแล้ว แต่นำนางไปด้วยเป็นการทรมานนางอีกวิธีหนึ่ง เขายิ้มด้วยความพอใจเป็นอย่างมาก
ฮ่องเต้เห็นเขายิ้มที่มุมปากก็คิดเอาไว้แล้ว ว่าลูกคนนี้น่าจะหาทางทรมานพระชายาตนเองเป็นแน่ เหอะ! แรกๆก็แบบนี้ หลังๆนี่สิกลัวจะเหมือนสุนัขที่ขาดเจ้าของไม่ได้นะสิ ข้ารู้ ข้าเห็น เพราะข้าผ่านมาก่อน… ลูกข้าจะเหมือนใครถ้าไม่ใช่ข้ากัน!!
อ๋องฉินนั้นเป็นองค์ชายลำดับที่สามของฮ่องเต้เยว่เหวินเทียน แห่งแคว้นเป่ยฉี
ฮ่องเต้เยว่เหวินเทียนมีเหล่าองค์ชายองค์หญิงมากมาย แต่ทายาทสายตรงที่เกิดจากฮองเฮาและพระสนมชั้นสูงมีเพียง องค์รัชทายาทเยว่เหวินเฉินองค์ชายลำดับที่หนึ่งและอ๋องฉินเยว่เหมินหมิงองค์ชายลำดับที่สามที่เกิดจากฮองเฮาองค์ปัจจุบัน
อ๋องอี้เยว่เหวินหลี่ องค์ชายลำดับที่สองที่เกิดจากหยางกุ้ยเฟยและอ๋องซุนเยว่เหวินจุน องค์ชายลำดับที่สี่ที่เกิดจากหลินเต๋อเฟย
อ๋องฉินผู้นี้มีความสามารถในด้านการรบที่มากฝีมือ ทั้งวรยุทธ์ยังล้ำเลิศกว่าผู้ใด เขากุมอำนาจทางการทหาร เป็นท่านอ๋องที่ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากฮ่องเต้เป็นอย่างมาก
ในบรรดาองค์ชายทั้งหมดคนที่มีวรยุทธ์สูงสุดคืออ๋องฉิน ทุกครั้งที่ต้องฝึกวรยุทธ์ร่วมกันกับเหล่าพี่น้องเขาก็ไม่เคยคิดจะออมมือเลยสักครั้ง
“เอาล่ะ เจ้าออกไปได้แล้ว ไปเตรียมตัวเดินทางซะ เห็นหน้าเจ้านานไปข้าหายใจไม่ออก”
อ๋องฉินพ่นลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย แล้วกล่าวเพียงสั้นๆว่า
“ทรงชรามากแล้ว รักษาพระวรกายด้วยพะย่ะค่ะ”
“เยว่เหวินหมิง!!!” ฮ่องเต้โยนที่ฝนหมึกมุ่งตรงไปทางเขาทันที อ๋องฉินหลบได้ทันเขาเร่งฝีเท้าออกไปจากห้องทรงพระอักษรอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ฮ่องเต้จะได้ยินเสียงหัวเราะชอบใจดังแว่วเข้ามาในห้อง
เจ้าลูกคนนี้! นับวันยิ่งอาจหาญมากขึ้น น่าตีให้ตายเสียจริง
- - - - -