โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาพยนตร์

แมนสรวง : ความอยุติธรรม นาฏกรรม อำนาจ และชนชั้นการละคร

Sarakadee Lite

อัพเดต 07 ก.ย 2566 เวลา 05.20 น. • เผยแพร่ 28 ส.ค. 2566 เวลา 10.53 น. • ดารินทร์ รัตนอักษรศิลป์

แมนสรวง ผลงานภาพยนตร์ปฐมฤกษ์จาก Be On Cloud ที่แสดงให้เห็นจากความพิถีพิถันงานสร้างเนี้ยบกริบจนมีนัยได้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เขาไม่ได้มาเล่นๆ อีกทั้งได้สามผู้กำกับมากประสบการณ์ทั้ง พันพัสสา ธูปเทียน อาจารย์ประจำภาคศิลปการละครจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชาติชาย เกษนัส ผู้กำกับภาพยนตร์ที่เคยฝากผลงานผสานวัฒนธรรมไทย-พม่ามาแล้วทั้งจากเรื่อง ถึงคน…ไม่คิดถึง (ค.ศ. 2016) และ มาร-ดา (ค.ศ. 2019) และ กฤษดา วิทยาขจรเดช ผู้บริหารค่าย Be On Cloud ที่มาร่วมผนึกกำลังกำกับภาพยนตร์ไทยย้อนยุครายละเอียดประณีตเรื่องนี้ อีกทั้งยังได้ นักรบ มูลมานัส ศิลปินคอลลาจมาร่วมสร้างสรรค์ในตำแหน่ง Creative Art Director และ Assistant to Executive Producer ทำให้ภาพยนตร์ แมนสรวง เต็มไปด้วยวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจในหลายองค์ประกอบ

แมนสรวง

หลักฐานและความจริงในกำมือของความ (อ) ยุติธรรม

นอกจากองค์ประกอบศิลป์ที่สวยงามประณีตตั้งแต่ภาพโปสเตอร์แล้ว อีกสิ่งที่น่าสนใจของ แมนสรวง คือการนำเสนอภาพยนตร์ในขนบสืบสวนสอบสวนเขย่าขวัญที่มีฉากหลังเป็นปีสุดท้ายในยุคสมัยแผ่นดินรัชกาลที่ 3 แห่งสยามประเทศ เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อเขม (นำแสดงโดย ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์) และ ว่าน (นำแสดงโดย อัศวภัทร พลพิบูลย์) สองเพื่อนซี้มีเหตุให้ต้องเข้าไปพัวพันและถูกใส่ความในคดีฆาตกรรมชายผู้หนึ่ง ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับครอบครัวของ พระยาบดีศร (นำแสดงโดย ประดิษฐ์ ปราสาททอง) เจ้านายผู้มีอำนาจแห่งเมืองแปดริ้ว นั่นจึงทำให้เขมและว่านต้องเข้าไปสืบหาเอกสารลับใน แมนสรวง สถานแห่งความเริงรมย์ที่ลึกลับที่สุดในพระนครเพื่อพิสูจน์ “ความยุติธรรม” โดยไม่ต้องเข้าสู่ “กระบวนการยุติธรรม”

ความสำคัญอยู่ที่ประเด็นเปิดเรื่องที่ผลักให้เรื่องราวเริ่มต้นโดยภาพยนตร์ตั้งใจแสดงให้เห็นกันชัดๆ ไปเลยว่า เขมและว่านทั้งคู่ไม่ใช่ฆาตกร และเปิดเผยให้เห็นว่าเบื้องหลังคดีฆาตรกรรมนี้มี “ชาวจีนปริศนา” โผล่มาฆ่ากันให้เห็นแบบจะจะ ทำให้ในสายตาผู้ชมนั้นการฆาตกรรมครั้งนี้ไม่ใช่ปริศนาแบบที่ตัวละครพระยาบดีศรกำลังครุ่นคิด พร้อมทั้งยังขยายความให้เห็นถึงกระบวนการยุติธรรมที่ต้องใช้ “หลักฐาน” เป็นสิ่งสำคัญในการชี้ถูกผิดที่ส่งให้เขมและว่านต้องรับผิดเพียงเพราะตนเป็นไพร่ธรรมดา ความยุติธรรมใน แมนสรวง จึงสามารถแปลได้อีกนัยหนึ่งว่าความชอบด้วยเหตุผล ซึ่งประเด็นนี้ถูกตั้งคำถามขึ้นมาทันทีในปมเปิดเรื่อง ทั้งนี้ทั้งนั้นหากชมภาพยนตร์ไปแล้วจะสามารถพอเดาได้ว่าทำไมเขมและว่านถึงเลือกไม่เข้าสู่กระบวนการ “ยุติธรรม” เพราะในโลกของแมนสรวงนั้นแม้จะเป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับฆาตรกรรม แต่กลับเป็นโลกภาพยนตร์ที่ไม่มีสัญลักษณ์ของกระบวนการยุติธรรมใดๆ ปรากฏขึ้น ต่อให้จะมีฉากทำร้ายร่างกาย ต่อยตี ไปจนถึงวินาศกรรม วางระเบิด ก็ไม่มีแม้แต่ตำรวจหรือหน่วยงานที่เป็นตัวแทนของความยุติธรรมเข้ามาจัดการแต่อย่างใด กลับกันความชอบธรรมของเรื่องราวต่างๆ จบลงที่การพิพากษาของ “เจ้านาย” แม้แต่การจับฆาตกร การกอบกู้ความน่าเชื่อถือของตัวละครต่างๆ ก็ต้องมีเจ้านายคุ้มครองและยืนยันความยุติธรรมในทุกกรณี

ภาพยนตร์แสดงให้เห็นว่า “ความจริง” นั้นไร้ประโยชน์เหมือนกับฉากเปิดเรื่องที่ผู้ชมทั้งโรงภาพยนตร์ต่างรู้ว่า เขมและว่านไม่ได้เป็นฆาตรกร แต่ทั้งคู่หาได้เถียงเจ้านายไม่ ทั้งคู่จำต้องยอมรับ เพราะรู้ดีว่าความยุติธรรมในแมนสรวงนั้น เจ้านายต่างหากที่จะเป็นผู้ยืนยัน “ความจริง” ต่อให้พวกเขาจะฆ่าหรือไม่ ความจริงจะประจักษ์ได้ก็ต่อเมื่อเจ้านายเป็นผู้ยืนยันความจริงเท่านั้น เช่นเดียวกับอำนาจบาตรใหญ่ที่ควบคุมความจริงไว้ของพระยาบดีศร ซึ่งไม่ได้เล่าถึงแค่สังคมในแมนสรวง แต่ยังเป็นภาพสะท้อนสังคมสยาม (และสังคมไทยปัจจุบันที่ไม่เปลี่ยนไปนัก) ว่าสังคมในระบอบคนไม่เท่ากัน เมื่อบ่าวไพร่ต้องอยู่ภายใต้อำนาจของเจ้านาย ย่อมจะเป็นสังคมที่เข้าถึงความจริงได้ยาก และแน่นอนว่าเรื่องของเจ้านายมักเสียงดังกว่า ส่วนเรื่องของไพร่นั้นแทบจะไร้เสียง ความยุติธรรมในสังคมก็เช่นกัน หากบทสรุปของการพิพากษามีไม้ตายอยู่ในกำมือเจ้านายหรือใครก็ตามที่บงการระบบที่แสร้งว่าเป็นจุดจบของเรื่องราวในนามความยุติธรรมได้ ระบอบนั้นคือความ (อ) ยุติธรรม ที่อำพราง (อ) ไว้ในวงเล็บ นั่นเอง

แมนสรวง

นาฏกรรมอำนาจ ชนชั้นการละคร

แมนสรวง ตามชื่อเรื่องมาจากโรงละครที่เต็มไปด้วยผู้ชมระดับเจ้านายชั้นสูงและเหล่าข้าราชการ ซึ่งนอกจากความลึกลับที่ซ่อนอยู่ในโรงละครแล้ว แมนสรวงยังแสดงให้เห็นถึงการเมืองของละครรำ ตั้งแต่แม่นายผู้ควบคุมคณะก็มีระดับชั้นและมักจะพูดถึงเรื่องชนชั้นความต่ำสูงอยู่เสมอ ทั้งต่ำสูงทางชนชั้นสังคมไปจนถึงความต่ำสูงของการรำในฐานะ “ศิลปะชั้นสูง” ที่ห้ามแผลงดัดแปลงตามอำเภอใจ ซึ่งเหล่าบรรดาไพร่นักรำทั้งหลายก็ต้องจำอยู่ภายใต้แม่บทของแม่ครู ยกเว้นชั้นเจ้านายที่สามารถแปลงบทได้อย่างเช่น ฮ้ง (นำแสดงโดย ธนายุทธ ฐากูรอรรถยา) ลูกชายคนเดียวของเจ้าสัวผู้เป็นเจ้าของแมนสรวง เขาสามารถใช้ละครเป็นบทสรุปเปิดโปงขบวนการค้าอาวุธ ย้ำให้ผู้ชมเห็นว่า การจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนบทละครนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นศิลปะชั้นสูงอย่างขนบที่แม่นายยึดถือและสั่งสอนศิษย์ หากแต่คือใครก็ตามที่มีอำนาจมากกว่าแม่นายต่างหากที่สามารถเปลี่ยนบทการรำได้ ขนบประเพณีในแมนสรวงจึงไม่ใช่ขนบธรรมเนียม แต่ยังสะท้อนถึงวัฒนธรรมอำนาจที่อำพรางขนบธรรมเนียมอีกชั้น เพราะท้ายที่สุดแล้วต่อให้มันจะเป็นขนบก็ย่อมเปลี่ยนแปลงได้ถ้าผู้มีอำนาจต้องการ โดยไม่ต้องสนธรรมเนียมอย่างที่เขากล่าวอ้างมาแต่อย่างใด

การละครใน แมนสรวง ยังถูกใช้แสดงถึงความสัมพันธ์ของตัวละครไพร่กับนายอีกด้วย จากเดิมว่านและเขมเป็นเสมือนนายรำคณะจรที่ไม่ได้ตอกเลขทาส เป็นเพียงไพร่ประชาปกติ แต่พอได้เข้ามายังแมนสรวงเพื่อแลกกับการมีชีวิตอยู่และคำขู่ว่าหากหนีไปอาจไม่มีชีวิตเหลือรอด นั่นทำให้จากหนุ่มจรปรับสถานะกลายเป็นทาสคณะรำไปโดยปริยาย แมนสรวงจึงเป็นคณะที่ทั้งต้อง “แสดง” บนเวทีแบบการละคร และเป็นสถานที่แห่งการ “แสดง” สวมบททางสังคมไปพร้อมกัน กล่าวได้ว่าการเป็นทาสหรือเป็นนายก็ต้อง “แสดง” ผ่านกริยาท่าทางและการยอมรับบทบาทของแต่ละฝ่าย ไม่ว่าโรงละครจะเปิดหรือจะปิด พื้นที่ของแมนสรวงก็ยังคงเปิดทำการแสดงต่อไปดังที่คำโปรยของภาพยนตร์ที่กล่าวไว้ว่า “นาฏกรรม แห่งเลือดและน้ำตา มหรสพ แห่งกิเลสและกลลวง”

แมนสรวง

ในบทสรุปของแมนสรวงมีความน่าสนใจตรงอิงพิงอยู่กับประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่เข้าสู่ยุคร่วมสมัย มีการแสดงให้เห็นถึงการสมคบสมประโยชน์ร่วมกันระหว่างชนชั้นไพร่ (ที่มีโอกาสเติบโต) นายทุน และเจ้านาย ในความสัมพันธ์ของ เขม ไพร่นายรำ ฮ้ง ลูกเจ้าสัว และ ฉัตร (นำแสดงโดย ภาคภูมิ ร่มไทรทอง) มือตะโพน ลูกข้าราชการระดับสูง ที่ทั้งสามต่างหันมาเกื้อกูลกัน ส่วนจุดจบของปมบางปมในเรื่องก็ทำให้เป็นเพียงความผิดพลาดของข้าราชการเลวบางคนไม่ใช่เรื่องของระบบที่เอื้อต่ออำนาจ แสดงให้เห็นภาพของระบอบ “คนดี” เชื่อในคนดีปกครองบ้านเมืองไม่ใช่การคำนึงถึง “ระบบ” มองว่าหากอำนาจอยู่ในมือ “คนดี” ก็จะได้รับ “ผลดี” หากอยู่ในมือคนชั่วก็จะชั่วช้า แต่ด้วยระบบแบบนี้ก็ไม่มีอะไรที่จะยืนยันได้ว่าความดีความชั่วดังกล่าวมันยุติธรรมหรือไม่ เพราะด้วยนิยามความดีชั่วนั้นถูกนิยามโดยใครก็มักจะต้องคุณแก่ผู้นิยาม ความดีชั่วในระบบอำนาจแบบนี้ความถูกต้องจึงอยู่กับผู้ครองอำนาจชั้นสูงหาใช่ไพร่ประชาราษฎร์เดินดิน ท้ายที่สุดในระบบที่ความถูกต้องขึ้นอยู่กับอำนาจ ความดี ความชั่ว หรือ ความ (อ) ยุติธรรม ต่างก็ไร้ความหมายแถมซ้ำคำเหล่านี้ก็อาจเป็นเพียงภาษาที่ถูกซ่อนกลเหมือนความยุติธรรม (อ) ยุติธรรม ที่ถูกใช้เป็นชนวนเปิดเรื่องแมนสรวงก็ได้

The post แมนสรวง : ความอยุติธรรม นาฏกรรม อำนาจ และชนชั้นการละคร appeared first on SARAKADEE LITE.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...