โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปลี่ยน ส.ป.ก.4-01 เป็นโฉนด เพิ่มมูลค่า-เข้าถึงแหล่งทุน

MATICHON ONLINE

อัพเดต 15 ต.ค. 2566 เวลา 13.49 น. • เผยแพร่ 15 ต.ค. 2566 เวลา 00.02 น.

เปลี่ยน ส.ป.ก.4-01 เป็นโฉนด เพิ่มมูลค่า-เข้าถึงแหล่งทุน

จากเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น จึงเป็นที่มาของนโยบายการเปลี่ยนที่ดินของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เป็นโฉนดที่ดิน ซึ่งยังคงกฎกติกาเดิมไว้ คือต้องใช้พื้นที่เพื่อการทำเกษตรกรรมเท่านั้น แม้จะสามารถเปลี่ยนมือได้แต่ยังอยู่ในการตรวจสอบของ ส.ป.ก.เช่นเดิม

ล่าสุด ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) เมื่อวันที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมา ระบุว่า ได้พิจารณาหลักการเปลี่ยน ส.ป.ก.4-01 เป็นโฉนดที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ภายใต้การดำเนินงานของ ส.ป.ก. โดยเห็นชอบหลักการปรับปรุงเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01 เพื่อยกระดับเป็นโฉนดที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่สำคัญ คือ

1.การจัดที่ดินยังคงเป็นไปเพื่อประกอบเกษตรกรรมตามศักยภาพของพื้นที่ 2.สามารถเปลี่ยนมือได้ระหว่างเกษตรกรที่มีคุณสมบัติด้วยกันตามที่กฎหมายกำหนด โดยกรณีที่ต้องการประกอบกิจกรรมทางการเกษตรจะต้องถือครองได้ไม่เกิน 50 ไร่ กรณีทำกิจกรรมด้านปศุสัตว์ถือครองได้ไม่เกิน 100 ไร่ 3.ต้องปลูกไม้มีค่าในพื้นที่ตามสัดส่วนที่ ส.ป.ก.กำหนด 4.สามารถใช้ค้ำประกันเงินกู้กับสถาบันการเงินได้ทุกแห่ง โดยเฉพาะสถาบันการเงินของรัฐ (SFIs) และ 5.ต้องถือครอง ส.ป.ก.4-01 และทำประโยชน์มาไม่น้อยกว่า 5 ปี

ทั้งนี้ มีเกษตรกรที่เข้าเงื่อนไข จำนวน 1,628,520 ราย เอกสารสิทธิรวม 2,205,561 ฉบับ เนื้อที่รวม 22,079,407.67 ไร่ โดย ส.ป.ก.จะเป็นนายทะเบียนในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่างๆ เอง

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อขับเคลื่อนโฉนดที่ดินเพื่อเกษตรกรรมทำหน้าที่พิจารณารายละเอียดการเปลี่ยนเอกสารสิทธิเป็นโฉนด หรือเข้าทำประโยชน์ และตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณากฎหมายและระเบียบ

โดยทั้งหมดต้องเป็นไปตามกฎหมาย 4 ฉบับคือ 1.พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 2.ระเบียบ คปก.ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคัดเลือกและจัดที่ดินให้แก่เกษตรกร การโอน หรือตกทอดทางมรดกสิทธิการเช่า หรือเช่าซื้อ และการจัดการทรัพย์สินและหนี้สินของเกษตรกรผู้ได้รับที่ดิน พ.ศ.2564 3.ระเบียบ คปก.ว่าด้วยการให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรผู้ได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมปฏิบัติเกี่ยวกับการเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน พ.ศ.2535 และ 2540 และ 4.ระเบียบ คปก.ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการให้กู้ยืมเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ.2554

ผลสรุปที่ได้จากคณะอนุกรรมการทั้ง 2 ชุดจะนำไปหารือใน คปก.ในวันที่ 24 ตุลาคมอีกครั้ง หากได้รับความเห็นชอบจะสามารถดำเนินกับพื้นที่ที่มีความพร้อมได้ทันที โดยโฉนดฉบับแรกจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 มกราคม 2567 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับเกษตรกร และ ส.ป.ก.จะดำเนินการออกเอกสารสิทธิในรูปแบบโฉนดที่ดินให้ครอบคลุม 70 จังหวัดภายใน 1 ปี ดังนั้น ขั้นตอนการดำเนินงานจะต้องเสร็จสิ้นภายในวันที่ 15 ธันวาคม 2566 นี้

ปัจจุบัน ส.ป.ก.มีการจัดสรรที่ดิน ส.ป.ก.4-01 ให้เกษตรกรประมาณ 3 ล้านคน เป็นพื้นที่ 36 ล้านไร่ จากจำนวนทั้งหมด 40 ล้านไร่ สำหรับในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ส.ป.ก.มีแผนจัดสรรที่ดินให้กับเกษตรกรเพิ่มเติมอีก 3.85 หมื่นคน จากปัจจุบันที่มีคำขอเข้ามาทั้งหมดประมาณ 3 แสนคน

คุณสมบัติของเกษตรกรที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรที่ดิน ส.ป.ก.ตามระเบียบ คปก.ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกรจะมีสิทธิได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2535 กำหนดว่า 1.ผู้ขอรับสิทธิต้องมีสัญชาติไทย บรรลุนิติภาวะ หรือเป็นหัวหน้าครอบครัว (ไม่จำต้องบรรลุนิติภาวะ) 2.มีความประพฤติดี 3.มีร่างกายสมบูรณ์ สามารถประกอบการเกษตรได้ และ 4.จะต้องไม่มีที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมเป็นของตนเอง หรือของบุคคลในครอบครัวเดียวกัน หรือมีที่ดินเพียงเล็กน้อยแต่ไม่เพียงพอแก่การประกอบเกษตรกรรมเพื่อเลี้ยงชีพด้วย

ดังนั้น ผู้ที่มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ป.ก.จึงต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน ส.ป.ก.กำหนดไว้เท่านั้น ไม่ใช่เพียงเกษตรกรก็มีสิทธิได้รับการจัดสรรที่ดินดังกล่าว

ส่วนกรณี ส.ป.ก.4-01 หากเกษตรกรไม่สามารถทำการเกษตรได้ตามเงื่อนไข ส.ป.ก.มีสิทธิยึดพื้นที่คืน แต่ในกรณีที่เปลี่ยนเป็นโฉนดแล้ว เมื่อทำผิดเงื่อนไขไม่ทำกิจกรรมทางการเกษตร ส.ป.ก.จะมีสิทธิยึดพื้นที่คืนได้อีกหรือไม่นั้น คปก.จะต้องพิจารณา
อย่างไรก็ดี ทั้งหมดนี้จะต้องยึดผลประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับเป็นหลัก ที่สำคัญการเปลี่ยนเป็นโฉนดครั้งนี้จะส่งผลให้มูลค่าที่ดิน ส.ป.ก.เพิ่มมากขึ้น โดยเกษตรกรจะสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างหลากหลาย ทั้งธนาคารที่เป็นของรัฐและเอกชน จากเดิมที่มีเพียงธนาคารรัฐบางแห่งที่ยินยอม และนำมากู้เงินกับกองทุนปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเท่านั้น

สำหรับพื้นที่ ส.ป.ก.4-01 และพื้นที่ที่ได้รับมอบมาจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ปัจจุบันถูกพัฒนาเป็นกิจกรรมอื่นๆ ที่ไม่ใช่เกษตรกร เช่น รีสอร์ต โรงแรม สนามกอล์ฟ เป็นต้น ส.ป.ก.จะสำรวจและจำแนกออกจากพื้นที่เกษตร โดยพิจารณาเกณฑ์การพิจารณาพื้นที่เหล่านี้อีกครั้ง กรณีที่เป็นพื้นที่สมบูรณ์อยู่ต้องคืนให้กับกระทรวงทรัพยากรฯไป แต่การพิจารณาเปลี่ยนเป็นโฉนดภายใต้กฎหมายทั้ง 4 ฉบับจะช่วยคัดกรองการถือครองของกลุ่มนายทุนด้วย

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบโครงการตรวจสอบและดำเนินการกรณีเกษตรกรผู้ได้รับที่ดินถึงแก่ความตายในเขตปฏิรูปที่ดิน ปีงบประมาณ พ.ศ.2567 วงเงิน 22.5 ล้านบาท เพื่อให้ ส.ป.ก.นำไปใช้จ่ายเพื่อเร่งรัดและติดตามให้ทายาทเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินที่ถึงแก่ความตายมาแจ้งขอรับสิทธิการจัดที่ดินแทนที่ (รับมรดก) ซึ่งยังไม่มาแสดงตนอีก จำนวน 171,434 ราย ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2567 ตามมติ คปก.ครั้งที่ 3/2566 เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2566 ที่เห็นชอบให้ขยายระยะเวลาออกไปอีก 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2566

รวมถึงได้เห็นชอบโครงการมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรลูกหนี้เงินกู้กองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามนโยบายรัฐบาล ระยะเวลา 3 ปี ตามระเบียบ คปก.ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การให้กู้ยืมเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ.2554 โดยมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังนี้ เงินต้นเป็นหนี้คงเหลือทุกสัญญารวมกัน ณ วันที่ 30 กันยายน 2566 ไม่เกิน 300,000 บาท สถานะเป็นลูกหนี้ปกติ สามารถขอผ่อนผันการชำระเงินต้นรายงวดและงดเว้นดอกเบี้ยเงินกู้ของเงินรายงวดที่ครบกำหนดชำระ โดยระยะแรกดำเนินการ 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2567

หลังจากครบระยะแรกจะมีการประเมินผลเพื่อที่จะนำไปสู่การปรับปรุงและดำเนินการระยะ 2 และ 3 ต่อไป มีเกษตรกรที่เข้าเงื่อนไขโครงการนี้ จำนวน 17,806 ราย คิดเป็นต้นเงินที่พักชำระหนี้รวม 630 ล้านบาท และเป็นดอกเบี้ยที่งดเว้นรวมปีละ 25.2 ล้านบาท ทั้งนี้ เกษตรกรที่เข้าเงื่อนไขสามารถยื่นลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ที่ ส.ป.ก. จังหวัดทุกจังหวัดตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...