สะท้อนปัญหาเพียบ ชนพื้นเมือง-กลุ่มชาติพันธุ์ จี้รัฐคุ้มครองดูแล
สะท้อนปัญหาเพียบ ชนพื้นเมือง-กลุ่มชาติพันธุ์ จี้รัฐคุ้มครองดูแล หลายกระทรวงไม่ขยับให้ความสำคัญ เนื่องใน “วันชนเผ่าพื้นเมืองสากล” 9 ส.ค.
วันที่ 8 ส.ค.2566 นายสุรพงษ์ กองจันทึก อดีตที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ เรียกร้องให้รัฐบาลคุ้มครองดูแลและแก้ปัญหาให้ชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ เนื่องในวันชนเผ่าพื้นเมืองสากล 9 สิงหาคม
9 สิงหาคม ในทุกปี เป็นวันที่องค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้เป็น“วันชนเผ่าพื้นเมืองสากล” เพื่อให้ประชาคมโลกรับรู้และยอมรับถึงการมีตัวตนรวมทั้งตระหนักถึงสภาพปัญหาที่ชนเผ่าพื้นเมืองประสบอยู่และเรียกร้องให้รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ให้ความเคารพส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง
ข้อมูลของ ศูนย์มานุษยวิทยาสิริธร (องค์การมหาชน) พบว่าในประเทศไทยมีชนเผ่าพื้นเมืองที่เรียกกันว่ากลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 60 กลุ่ม เป็นจำนวนกว่า 6 ล้านคน หรือราว 10% ของประชากรไทย กระจายอยู่ในทุกจังหวัด
กลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้มีทั้งกลุ่มที่อาศัยบนพื้นที่สูง ที่เรียกกันแต่เดิมว่า ชาวเขา อาทิ กะเหรี่ยง ม้ง ลั๊วะหรือละว้า เป็นต้น
กลุ่มที่อาศัยในพื้นที่ราบ อาทิ มอญ ไทยดำหรือลาวโซ่ง ญ้อ มลายู ไทยยวน เป็นต้น
กลุ่มที่อาศัยในทะเล หรือ ชาวเล ได้แก่ มอแกน มอแกลน และอูรักละโว๊ย
กลุ่มที่อาศัยในป่า ได้แก่ มลาบรี(ตองเหลือง) และมานิ(ซาไก)
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า กลุ่มคนเหล่านี้มักอาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ไม่สามารถเข้าถึงบริการและสวัสดิการสังคมด้านต่างๆ กลายเป็น กลุ่มเปราะบางและด้อยโอกาสทางสังคม และมีมุมมองของสังคมตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่ไม่เข้าใจ ทำให้เกิดปัญหาด้านต่างๆ อาทิ
ปัญหาด้านภาพลักษณ์ ที่เข้าใจว่ากลุ่มชาติพันธุ์ไม่ใช่คนไทย ไม่มีเชื้อสายไทย ไม่มีสิทธิในแผ่นดินไทย เป็นปัญหาความมั่นคง ทั้งที่ข้อเท็จจริงกลุ่มชาติพันธุ์เป็นคนไทยติดแผ่นดินมาดั้งเดิมเป็นชนเผ่าพื้นเมือง และคนไทยเกิดจากการอยู่ร่วมกันและผสมผสานของหลายกลุ่มชาติพันธุ์โดยไม่มีเชื้อสายไทยแท้
ปัญหาด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ที่ไม่ให้กลุ่มชาติพันธุ์อยู่ในพื้นที่ป่า ไม่ให้มีส่วนในการจัดการและใช้ทรัพยากรในป่าและในทะเล ทั้งๆที่คนเหล่านี้เป็นเจ้าของพื้นที่ป่าและทะเลมาแต่ดั้งเดิม
นอกจากไม่ให้มีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรแล้ว รัฐยังออกกฎหมายด้านป่าไม้ เช่น พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ ทับที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของกลุ่มชาติพันธุ์ และให้คนเหล่านี้ที่เป็นเจ้าของและรักษาทรัพยากรป่าไม้จนสมบูรณ์ กลายเป็นบุคคลที่ผิดกฎหมายที่บุกรุกพื้นที่ป่าอนุรักษ์
ปัญหาด้านการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา สาธารณสุข รวมถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน อาทิ ถนน สัญญาณโทรศัพท์ ไฟฟ้า เป็นต้น แม้จะได้รับการรับรองจัดตั้งเป็นหมู่บ้าน ด้วยอยู่อาศัยและทำกินมาเนิ่นนาน แต่ทางหน่วยงานป่าไม่กลับไม่อนุญาตให้ก่อสร้างสาธารณูปโภคในพื้นที่
ปัญหาด้านอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ โดยไม่ยอมรับว่า กลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหลายมีอัตลักษณ์ที่เป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ชาติไทย ดังนั้นในวันสำคัญของชาติไทย อาทิ วันอนุรักษ์มรดกไทย - 2 เมษายน, วันภาษาไทยแห่งชาติ - 29 กรกฎาคม ก็จะมีแต่เฉพาะไทยส่วนกลาง ไม่มีไทยที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลายในวันสำคัญเหล่านั้น
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า การรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง โดยมองว่าไทยคือส่วนกลางเท่านั้น ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งอยู่ชายขอบถูกละเลย แม้จะมีความพยายามของกระทรวงวัฒนธรรมในการยอมรับการมีตัวตนของกลุ่มชาติพันธุ์ จนเกิด มติคณะรัฐมนตรีว่าด้วยการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเลในวันที่ 2 มิถุนายน 2553 และมติคณะรัฐมนตรีว่าด้วย เรื่อง แนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงในวันที่ 3 สิงหาคม 2553 ซึ่งให้ปรับใช้กับทุกกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีปัญหาทำนองเดียวกัน แต่ไม่มีผลในการปฏิบัติจริง
อีกทั้งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ได้บัญญัติเป็นครั้งแรกถึงหน้าที่ของรัฐที่จะต้องดูแลกลุ่มชาติพันธุ์ โดยระบุในมาตรา 70 ว่า รัฐพึงส่งเสริมและให้ความคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆให้มีสิทธิดํารงชีวิตในสังคมตามวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิมตามความสมัครใจได้อย่างสงบสุข ไม่ถูกรบกวน
แต่กฎหมายลูก คือ พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ที่กระทรวงวัฒนธรรมยกร่าง ก็ยังไม่เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ทั้งที่ยกร่างเสร็จสิ้นสองปีแล้ว
นายสุรพงษ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยก็ถือวันที่ 9 สิงหาคมเป็นวันชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์แห่งชาติ แต่ดูเหมือนจะมีเพียงกระทรวงวัฒนธรรมเท่านั้นที่จัดงานและรณรงค์ในเรื่องนี้ หน่วยงานอื่นๆ อาทิ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ยังไม่มีการขยับในเรื่องนี้แต่อย่างใด
ที่สำคัญคือรัฐบาลต้องจริงจังกับการคุ้มครองดูแลชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ โดยทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ไม่ให้มาตรา 70 ของรัฐธรรมนูญเป็นเพียงหลักการเลื่อนลอยที่ถูกละเมิด ละเลยไม่ได้รับการปฏิบัติ