AIS-Oracle ขยับใหญ่ ทำไม Hyperscale Cloud สำคัญกับไทย
จริง ๆ ในบ้านเรามีดาต้าเซ็นเตอร์อยู่แล้วไม่น้อย แต่สิ่งที่หลายฝ่ายต้องการคือ เทคโนโลยีคลาวด์รุ่นใหม่ ระดับ Hyperscaler รองรับปริมาณข้อมูล และการประมวลผลที่นับวันจะทวีจำนวนมากขึ้น จากการปรับใช้ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ในเชิงธุรกิจ ทั้งเรื่องข้อกฎหมายความปลอดภัยในข้อมูล ที่ภาครัฐกังวลว่า ข้อมูลคนไทยกระจายไปอยู่ในดาต้าเซ็นเตอร์ หรือคลาวด์เอกชนแล้ว ทำอย่างไรศูนย์ข้อมูลเหล่านั้นจะเข้ามาตั้งในบ้านเรา เพื่อคัดกรองและกำหนดมาตรฐานการจัดเก็บหรือใช้งานข้อมูลใหม่
การให้ Cloud Provider รายใหญ่มาตั้งฐานในไทยเป็นทางออกหนึ่งที่นอกจากได้เงินลงทุน ยังเพิ่มประสิทธิภาพการถ่ายโอนข้อมูล ความเป็นอธิปไตยของข้อมูล และการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางเทคโนโลยีให้คนในพื้นที่อีกด้วย
ท่ามกลางการรอคอย “บิ๊กเทค” Microsoft และ Google ที่ยังไม่ประกาศเม็ดเงินลงทุนที่แน่ชัดใน ดาต้าเซ็นเตอร์ระดับภูมิภาคในไทย และก่อนหน้านี้ (ปี 2565) Amazon Web Services (AWS) ประกาศลงทุนราว 1.5 แสนล้านบาท ตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ และโครงสร้างคลาวด์ในช่วงระยะเวลา 15 ปีแล้ว
ล่าสุด AIS ประกาศความร่วมมือกับ “Oracle Alloy” ผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลก พร้อมเม็ดเงินลงทุนถึง 8 พันล้านบาท เพื่อเปิดตัว “AIS Cloud” บริการคลาวด์ระดับ Hyperscale Cloud ที่แรก และแห่งแรกในประเทศไทย
ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่ “ไทย” จะเป็นเจ้าของ Hyperscale Cloud ที่ใช้ภายในประเทศ ด้วยมูลค่าการลงทุนมูลค่าขั้นต่ำ 8,000 ล้านบาท และอาจสูงถึง 10,000 ล้านบาท
AIS ผนึก Oracle
“สมชัย เลิศสุทธิวงค์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS เปิดเผยว่า เดิม AIS Gulf และ Singtel ร่วมทุนตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ขนาด 20 เมกะวัตต์ ที่สมุทรปราการ และมีดาต้าเซ็นเตอร์กระจายอยู่อีกจำนวนหนึ่ง เพื่อรองรับการเติบโตของลูกค้าองค์กร ทั้งตลาดคลาวด์เติบโตปีละ 20% เป็นอย่างต่ำ และเมื่อมองรวมกันว่าเป็น “คลาวด์-เอไอ” มูลค่าก็อาจมีมากถึงแสนล้านบาท
“AIS มีโครงข่าย 5G ที่แข็งแกร่ง ทั้งคลื่นความถี่ และไฟเบอร์ออปติกที่ครอบคลุม เอื้อแก่การถ่ายโอนข้อมูลมหาศาล ซึ่งเป็นรากฐานที่วางไว้ยาวนานกว่า 34 ปี หากรวมกับเทคโนโลยีรุ่นใหม่ของ Oracle Cloud จะสามารถบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และแพลตฟอร์มต่าง ๆ ของ AIS เครือข่าย 5G และหน่วยประมวลผลคลาวด์ สนับสนุนนวัตกรรมและเศรษฐกิจดิจิทัล”
โดยเป็นการลงทุนต่อเนื่อง ไม่ต่ำกว่า 3-4 พันล้าน เริ่มตั้งแต่ปี 2567-2573 ขยายบริการ ส่วน Oracle จะใช้เงินลงทุนพอ ๆ กันในการจัดหาอุปกรณ์ต่าง ๆ และดูแลระบบ รวม 8 พันล้านบาท แต่อาจถึงหมื่นล้านบาท ขึ้นอยู่กับดีมานด์ของลูกค้า ซึ่ง AIS จะเป็นตัวกลางในการทำตลาด เน้นลูกค้าองค์กรเดิม และหาลูกค้ารายใหม่ ๆ เพราะ Hyperscale Cloud สามารถขยายขนาดรองรับปริมาณการใช้งานระดับ Massive ได้มากขึ้น
“นี่เป็นการทำ Hyperscale Cloud ครั้งแรกในไทย และเราทำก่อนใคร ทำให้ประเทศไทยเป็นทั้งเจ้าของและผู้ให้บริการ ไฮเปอร์สเกล คลาวด์ ที่มีพื้นที่ตั้งอยู่ในไทย (Data Residency) และรองรับบริการระดับภูมิภาค”
หนุน Cloud First Policy
“สมชัย” กล่าวว่า การที่มีศูนย์ปฏิบัติการในไทยจะปกป้องรักษาข้อมูลไว้ภายในประเทศ ภายใต้กฎระเบียบการกำกับดูแลตามกฎหมายในประเทศไทย (Sovereign Protection) โดยมีศูนย์ข้อมูลที่รองรับระบบสำรองและกู้คืนข้อมูล (DR: Disaster Recovery) ในกรณีที่ระบบหลักเกิดความเสียหาย เพื่อให้ใช้ข้อมูลที่สำรองไว้มาทำงานต่อได้ทันที เหล่านี้ล้วนสนับสนุนวิสัยทัศน์รัฐบาลไทย “Cloud First Policy”
“แน่นอนว่าเมื่อมีการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ย่อมต้องมีข้อเสนอสำหรับลูกค้า ซึ่งเมื่อเทคโนโลยีดีขึ้น การถ่ายโอนข้อมูลในประเทศมีประสิทธิภาพมากกว่า ดังนั้นข้อเสนอด้านราคาย่อมดีกว่าเดิมแน่นอน”
ถามว่า เทคโนโลยีนี้สามารถใช้งานแทนคลาวด์กลางภาครัฐของรัฐบาลได้หรือไม่ “สมชัย” กล่าวว่า ด้วยลักษณะของ Hyperscale Cloud ที่มีถิ่นฐานในประเทศไทย สอดคล้องตามกฎหมาย และข้อกังวลหลายด้านสามารถให้บริการภาครัฐได้ ตามนโยบาย “Cloud First Policy” แต่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของภาครัฐ ซึ่ง AIS พร้อมทำตาม
Oracle Alloy เทคโนโลยีใหม่
ด้าน “ทวีศักดิ์ แสงทอง” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออราเคิล คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เทคโนโลยี Cloud ระดับ Hyperscaler ที่จะร่วมมือกับ AIS เป็นเทคโนโลยีรุ่นที่ 2 ซึ่งมีความก้าวหน้า และด้วยโครงสร้างพื้นฐานระดับเดียวกันนี้ Oracle เป็น Cloud Provider ให้บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำมากมายที่ต้องใช้หน่วยประมวลผลระดับสูงสำหรับเทคโนโลยี “ปัญญาประดิษฐ์” เช่น Generative AI ของ OpenAI และ Microsoft ส่วนหนึ่งก็ใช้พลังของ Oracle Cloud
เดิมทีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัทสตาร์ตอัพ หรือองค์กรใหญ่ จะใช้งานคลาวด์ระดับ Hyperscaler ต้องวิ่งผ่านโครงข่ายไปยังศูนย์ข้อมูลที่ต่างประเทศ ทำให้เกิดความหน่วงและค่าใช้จ่ายมากขึ้น เพราะใช้ “เวลา” มากขึ้น และค่าบริการจากการใช้คลาวด์ก็คิดตาม “เวลา” ดังนั้นการมีโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศนอกจากจะทำให้เอื้ออำนวยต่อกฎระเบียบ ยังส่งผลต่อค่าใช้จ่ายและประสิทธิภาพ
โดย Hyperscale Cloud จะพร้อมให้บริการในไตรมาส 1 ปี 2568 สำหรับองค์กรทั้ง ภาครัฐ, เอกชน และผู้ประกอบการ สามารถเข้าถึงบริการคลาวด์ของ Oracle (OCI) ที่มีมากกว่า 100 บริการ รวมถึงความสามารถด้าน “เอไอ” ซึ่งจะตอบโจทย์ความต้องการในการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น ด้วยระบบ และบริการ Sovereign Cloud ที่มีความปลอดภัยและการปกป้องข้อมูลเป็นไปตามข้อกำหนดด้านการจัดเก็บข้อมูลของประเทศไทย
เทคโนโลยี ของ Oracle Alloy จะใช้กับดาต้าเซ็นเตอร์ของ AIS สองแห่ง เพื่อให้เกิดระบบสำรองข้อมูล และ AIS ซึ่งจะให้บริการคลาวด์แก่ลูกค้า รวมถึงการสนับสนุนให้บริการคลาวด์ในพื้นที่เพื่อให้เป็นไปตามข้อกําหนดด้านกฎระเบียบ ส่วน Oracle Alloy นอกจากบริการพื้นฐานระบบคลาวด์มากกว่า 100 รายการ ฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์แล้ว ยังสนับสนุนด้านการฝึกอบรมแก่ลูกค้าองค์กร ภาครัฐ และอุตสาหกรรมพิเศษภายใต้กฎหมายและข้อบังคับพิเศษ
บริการ “คลาวด์” ตลาดที่ยังเติบโต
ตลาดคลาวด์ทั่วโลกยังมีอนาคตสดใส และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จากข้อมูลของบริษัทวิจัย “การ์ทเนอร์” ระบุว่า ในปี 2567 ตลาดเติบโตขึ้น 20.4% คิดเป็นมูลค่า 675.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจาก 561 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2566 จากการขับเคลื่อนการใช้ Generative AI และการปรับปรุงแอปพลิเคชั่นให้ทันสมัย
สำหรับในประเทศไทย การ์ทเนอร์ประเมินว่า มูลค่าการใช้จ่ายบริการคลาวด์สาธารณะขององค์กรในปีนี้จะสูงกว่า 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 30.1% จากปี 2566
ขณะที่ส่วนแบ่งตลาดของผู้ให้บริการคลาวด์ในไทย ในปี 2566 เป็นดังนี้ ไมโครซอฟท์ (Microsoft) 35.0%, AWS 31.0%, Huawei 21.7%, Google 5.1%, Alibaba 1.8% และอื่น ๆ รวมกัน 5.5%
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : AIS-Oracle ขยับใหญ่ ทำไม Hyperscale Cloud สำคัญกับไทย
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net