โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

หนี้บ้าน-หนี้รถ-สินเชื่อส่วนบุคคล คิดดอกเบี้ยยังไง? รู้ไว้ก่อนตัดสินใจกู้

Wealthy Thai

อัพเดต 28 ก.พ. เวลา 00.58 น. • เผยแพร่ 31 ต.ค. 2567 เวลา 05.29 น.

เรื่องหนี้สินเป็นเรื่องที่สร้างความกดดันให้กับใครหลายๆ คนไม่น้อย แต่ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ผันผวน รายรับที่ไม่สอดคล้องกับรายจ่าย ทำให้การเป็นหนี้กลายเป็นเรื่องใกล้ตัว และหลายๆ ครั้งก็เป็นเรื่องจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการเป็นหนี้เพื่อสร้างสินทรัพย์ หรือกรณีฉุกเฉินก็ตาม
โดยสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการเป็นหนี้ นอกจากการมีวินัยในการชำระคืน คือ การศึกษาเรื่องของดอกเบี้ยแต่ละประเภทอย่างรอบคอบ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการกับการชำระคืนได้อย่างราบรื่น และไม่บานปลาย
วันนี้ Wealthy Thai จะชวนมาทำความรู้จักกับการคิดดอกเบี้ยจากสินเชื่อ 3 ประเภท ได้แก่ สินเชื่อบ้าน, สินเชื่อรถ และสินเชื่อส่วนบุคคล เพื่อเป็นข้อมูลประกอบก่อนตัดสินใจกู้สินเชื่อในอนาคต

1.สินเชื่อบ้าน

ข้อมูลจาก บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ปัจจุบันดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านมีรูปแบบการคิดอัตราดอกเบี้ยด้วยกัน 2 ประเภทคือ 1. ดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) และ 2. ดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) โดยปกติตารางแสดงอัตราดอกเบี้ยจากธนาคารมักจะแสดงดอกเบี้ยปีที่ 1-3 โดยอัตราดอกเบี้ยหลังจากนั้นจะแสดงอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี โดยดอกเบี้ยจะแยกเป็นกรณีตามวงเงินกู้หรือการทำประกัน
1.) ดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) จะอยู่ในรูปของ MRR หรือ MLR เช่น MRR -1.50% ซึ่งแต่ละปี ดอกเบี้ยลอยตัวจะมีการเปลี่ยนแปลงตามภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้น และมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ขึ้นอยู่กับต้นทุนสถาบันการเงิน โดย MRR (Minimum Retail Rate) คือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำที่ธนาคารใช้ในการปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี อาทิ สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อที่อยู่อาศัย เป็นต้น
ส่วน MLR (Minimum Loan Rate) คือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำที่ทางธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี โดยมักจะเป็นเงินกู้ระยะยาวที่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน อาทิ สินเชื่อเพื่อธุรกิจ เป็นต้น
ตัวอย่างการคำนวณดอกเบี้ยแบบเงินต้นคงที่ (Flat Rate) : กู้สินเชื่อในวงเงินสินเชื่อ 1,000,000 บาท แบบอัตราดอกเบี้ยคงที่ 5% ต่อปี ระยะเวลาผ่อนชำระ 5 ปี โดยสามารถคิดอัตราดอกเบี้ยได้ ดังนี้ เงินต้น 1,000,000,000 x อัตราดอกเบี้ยต่อปี 5% x ระยะเวลาผ่อนชำระ 5 ปี = ดอกเบี้ยที่ต้องชำระทั้งหมด 250,000 บาท
2.) ดอกเบี้ยคงที่ (Fixed rate) จะอยู่ในรูปแบบเปอร์เซ็นต์ปกติ เช่น 1.50% ต่อปี

ตัวอย่างการคำนวณดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate) : การนำเงินต้นที่ต้องจ่ายในแต่ละงวด ลบจากเงินต้นทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น กู้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย วงเงินสินเชื่อ 2,189,000 บาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ 1-3 ปีแรก 2.25% ต่อปี จำนวน 36 งวดหรือ 3 ปี ผ่อนชำระต่องวด 8,500 บาท โดยสามารถจะมีวิธีคิดอัตราดอกเบี้ยได้ ดังนี้
คิดดอกเบี้ยต่องวด : (เงินต้น x ดอกเบี้ยต่อปี x 30 วัน) / 365 เช่น (2,189,000 x 2.25% x 30) / 365 = ดอกเบี้ยต่องวด 4,048 บาท
คิดเงินต้นต่องวด : (ค่างวดต่อเดือน - ดอกเบี้ยต่องวด) เช่น 8,500-4,048 = เงินต้นที่จ่ายต่องวด 4,452 บาท
คิดเงินต้นคงเหลือต่องวด : (เงินต้นทั้งหมด - เงินต้นที่จ่ายต่องวด) เช่น 2,189,000-4,452 = 2,184,548 บาท
ทั้งนี้ เงินต้นจะลดลงตามจำนวนงวดการผ่อน หากนำเงินก้อนมาผ่อนชำระต่องวดก็จะทำให้เงินต้นทั้งหมดลดลง

2.สินเชื่อรถ

Wealthy Thai ขอยกตัวอย่างสินเชื่อรถยนต์ ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าค่อนข้างสูง ทำให้ส่วนใหญ่ผู้คนเลือกที่จะซื้อรถยนต์ด้วยวิธีการผ่อนชำระมากกว่าการใช้เงินก้อน โดยสินเชื่อรถยนต์มีอัตราการคิดดอกเบี้ยแบบเงินต้นคงที่ (Flat Rate)
ทั้งนี้ ข้อมูลจาก บริษัท ศรีสวัสดิ์ แคปปิตอล 1969 จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินเชื่อรถยนต์ไว้ว่า การซื้อรถในรูปแบบการผ่อนชำระ หรือการนำรถเข้าไฟแนนซ์ต้องแบ่งค่าใช้จ่ายเป็นส่วนๆ ดังนี
เงินดาวน์ : เป็นเงินก้อนใหญ่ก้อนแรกที่เราต้องจ่ายให้บริษัทไฟแนนซ์ เพื่อยืนยันว่าเรามีศักยภาพพอในการผ่อนรถ รวมถึงช่วยลดค่างวดที่ต้องผ่อนให้น้อยลง โดยส่วนใหญ่แล้วนิยมวางเงินดาวน์ที่ 20-30% ของราคารถ
ดอกเบี้ย : บริษัทไฟแนนซ์จะมีการคิดดอกเบี้ยในการผ่อนรถ ส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ที่อัตรา 5-7% ปี โดยยิ่งเลือกระยะเวลาผ่อนนาน ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายก็ยิ่งมากตามไปด้วย
สำหรับสูตรการคำนวณผ่อนรถ พร้อมตัวอย่างแบบเข้าใจง่าย บนสมมติฐานราคารถ 500,000 บาท ผ่อนชำระ 48 เดือน อัตราดอกเบี้ย 5% และวางเงินดาวน์ไปแล้ว 150,000 บาท จะมีรายละเอียดดังนี้
1.) นำราคารถ มาลบกับเงินดาวน์ที่จ่ายไป จะได้ยอดจัดไฟแนนซ์สุทธิ เช่น 500,000 – 150,000 = 350,000 บาท
2.) นำยอดจัดไฟแนนซ์สุทธิ x เปอร์เซ็นต์อัตราดอกเบี้ย ผลลัพธ์ที่ได้คือดอกเบี้ยทั้งหมดที่ต้องจ่าย เช่น 350,000 + 17,500 = 367,500
3.) ดอกเบี้ยจากการคำนวณ + ราคาขายของรถที่ลบเงินดาวน์ = ราคาสุทธิที่ต้องจ่ายให้แก่ไฟแนนซ์
4.) นำยอดสุทธิดังกล่าว ÷ จำนวนเดือนที่ต้องผ่อน (เช่น 36 เดือน, 48 เดือน) คำตอบที่ได้ก็คือค่างวดที่ต้องชำระให้แก่ไฟแนนซ์ในแต่ละเดือน เช่น 367,500 ÷ 48 = 7,656.25 บาท

3.สินเชื่อส่วนบุคคล

สินเชื่อส่วนบุคคลส่วนใหญ่เกิดจากความต้องการใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการต่างๆ ในชีวิตประจำวัน หรือกรณีฉุกเฉิน โดยสินเชื่อส่วนบุคคลไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ข้อมูลจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า การคิดดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับจะคิดค่าดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมสูงสุดได้ไม่เกิน 28% ต่อปีและเป็นแบบลดต้นลดดอก ปัจจุบันลักษณะของสินเชื่อประเภทนี้มี 3 รูปแบบ คือ
1.) ทำสัญญาและรับเงินไปทั้งก้อน
2.) ทำสัญญาเพื่อรับวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนโดยใช้บัตรกดเงินสดค่อย ๆ กดเงินออกมาเท่าที่ต้องการจะใช้ในแต่ละครั้ง
3.) ทำสัญญาเช่าซื้อสินค้าแต่ละชิ้นโดยต้องสมัครเป็นสมาชิกของผู้ให้สินเชื่อก่อน
ตัวอย่างการคำนวณกรณีการรับวงเงินเพื่อเบิกตามต้องการ
ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม = (จำนวนเงินที่เบิกถอน x อัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม ต่อปี x จำนวนวันที่เบิกถอน**) / จำนวนวันใน 1 ปี ทั้งนี้ จำนวนวันที่เบิกถอนโดยนับวันที่ผู้ถือบัตรถอนเงินเป็นวันแรก
เช่น บัตรกดเงินสดของธนาคารแห่งหนึ่งคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมรวมกัน 28% ต่อปี นาย ข. กดเงินสดเมื่อวันที่ 25 เมษายน จำนวน 10,000 บาท และไม่ได้ใช้บัตรนั้นอีกเลย โดยธนาคารสรุปยอดรายการในวันที่ 2 พฤษภาคม และจะครบกำหนดชำระในวันที่ 19 พฤษภาคม ซึ่งระบุว่ามียอดที่ต้องชำระรวม 10,053.70 บาท แบ่งเป็น ยอดเงินที่เบิกถอน 10,000 บาท และดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม ดังนี้ (10,000 x 28% x 7) / 365 = 53.70 บาท
ทั้งนี้ ถึงแม้ในวันที่ 19 พฤษภาคม นาย ข. นำเงินไปชำระเต็มจำนวนแต่ก็จะยังมีดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมคงค้าง จากวันที่ 3 พฤษภาคม ถึงวันที่ 18 พฤษภาคม ดังนั้น ธนาคารจึงมีการสรุปยอดรายการอีกครั้งในวันที่ 2 มิถุนายน จำนวน 122.74 บาท โดยใช้วิธีคำนวณ ดังนี้ ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมคงค้าง = (10,000 x 28% x 16) / 365 = 122.74 บาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...