พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ | บทเปิดหลังเส้นทางการเมือง ถูกบังคับให้จบลง
สวัสดีครับพี่น้องประชาชนที่เคารพรักทุกท่าน
เมื่อเส้นทางการเมืองของผมต้องหยุดชะงักลงด้วยเหตุปัจจัยที่ไม่อาจควบคุมได้ ความรู้สึกที่หลากหลายและซับซ้อนก็เข้ามาในใจ
ผมมีความฝันและความหวังที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในบ้านเกิดของเรา
แต่เมื่อบทนั้นถูกพับเก็บไว้ชั่วคราว ผมก็เลือกที่จะมองว่าการเปลี่ยนแปลงเส้นทางครั้งนี้เป็นโอกาสให้เราได้เรียนรู้และเติบโตในมิติใหม่
วันนี้ ผมเขียนจดหมายฉบับนี้จากเมืองบอสตัน ศูนย์กลางการศึกษาและนวัตกรรมระดับโลก ในฐานะ Visiting Fellow ที่ Harvard Kennedy School
ตำแหน่งนี้เป็นโอกาสที่ฮาร์วาร์ดเชิญผู้นำและผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกมาแบ่งปันประสบการณ์จริง เสริมสร้างความรู้ที่เป็นรูปธรรมมากกว่าทฤษฎี
อดีตผู้นำระดับประเทศหลายคน เช่น อดีตนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ จาซินดา อาร์เดิร์น และอดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร กอร์ดอน บราวน์ ก็เคยดำรงตำแหน่ง Visiting Fellow ที่นี่
ทำให้การแลกเปลี่ยนความรู้มีความหลากหลายและลึกซึ้ง
Harvard Kennedy School มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและภูมิหลังอย่างแท้จริง
มีผู้นำและนักศึกษาจากเอเชียหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น จีน อินเดีย อินโดนีเซีย และเกาหลีใต้ เข้าร่วมเรียนรู้และแบ่งปันประสบการณ์
กว่า 40% ของนักศึกษาเป็นชาวต่างชาติ ทำให้ที่นี่เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ที่เปิดกว้างและเต็มไปด้วยมุมมองที่หลากหลาย
ผมยังได้มีโอกาสพบกับผู้นำรุ่นใหม่ที่มีความสามารถจากประเทศไทย
หลายคนมีความมุ่งมั่นที่จะนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง
ทำให้ผมมั่นใจว่าอนาคตของเราจะสดใส
ภารกิจของผมในตอนนี้คือการบ่มเพาะและสนับสนุนผู้นำรุ่นใหม่สำหรับประเทศไทยและอาเซียน
ผมเชื่อว่าการสร้างเครือข่ายและการสนับสนุนคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถจะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจของเรา
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปีที่ผมกลับมาที่บอสตัน พร้อมกับคอลัมน์ “จดหมายจากฮาร์วาร์ด” อีกครั้ง
เมืองนี้เป็นเหมือนบ้านหลังที่สองของผม เนื่องจากผมเคยศึกษาในหลักสูตรร่วมระหว่าง มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และ สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) และสำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ.2554
การกลับมาครั้งนี้เป็นโอกาสให้ผมได้ทบทวนประสบการณ์ และเพิ่มเติมความรู้เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต
ในขณะที่ผมอยู่ที่ฮาร์วาร์ดนี้ ผมมีความตั้งใจที่จะสำรวจและเขียนเกี่ยวกับประเด็นสำคัญที่ผู้นำในอนาคตควรให้ความสนใจ
ดังนี้
1.วิกฤตสภาพภูมิอากาศและการจัดการภัยพิบัติด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง
หนึ่งในหัวข้อที่ผมให้ความสำคัญอย่างยิ่งคือ การจัดการวิกฤตสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วมฉับพลัน น้ำท่วมเรื้อรัง ภัยแล้ง และไฟป่า ซึ่งเป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ
ผมมีโอกาสได้ขอติดต่อและจะขอความรู้ในภายภาคหน้าจาก Harvard Humanitarian Initiative (HHI) ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยที่มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการจัดการภัยพิบัติ
HHI ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2548 มีพันธกิจในการบรรเทาความทุกข์ทรมานจากสงครามและภัยพิบัติ โดยดำเนินการวิจัยแบบสหวิทยาการและฝึกอบรมผู้นำรุ่นใหม่
การทำงานของ HHI เน้นไปที่สามระยะหลักในการจัดการกับภัยพิบัติ :
– ก่อนเกิดภัยพิบัติ : การประเมินและวิจัยความเสี่ยง วางแผนระบบเตือนภัยล่วงหน้า และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทานต่อภัยพิบัติ เช่น การสร้างเขื่อนและระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการให้ความรู้และฝึกอบรมชุมชนในการเตรียมพร้อม
– ระหว่างเกิดภัยพิบัติ : การใช้เทคโนโลยีข้อมูลแบบเรียลไทม์ และ การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Analytics) เพื่อประเมินสถานการณ์และความต้องการในพื้นที่ การใช้ โดรน และ ภาพถ่ายดาวเทียม ในการสำรวจพื้นที่ที่เข้าถึงยาก และการประสานงานกับองค์กรด้านมนุษยธรรมในการจัดหาอาหาร น้ำ และบริการทางการแพทย์ฉุกเฉิน
– หลังเกิดภัยพิบัติ : การฟื้นฟูและพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน การวิจัยผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคม และการวางแผนเพื่อป้องกันภัยพิบัติในอนาคต
เทคโนโลยีขั้นสูงมีบทบาทสำคัญในการจัดการภัยพิบัติ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สามารถคาดการณ์และจำลองสถานการณ์ต่างๆ ระบบข้อมูลภูมิสารสนเทศ (GIS) ที่ช่วยในการทำแผนที่พื้นที่เสี่ยง และ Internet of Things (IoT) ที่เชื่อมต่อเซ็นเซอร์ต่างๆ เพื่อเก็บข้อมูลแบบเรียลไทม์
ประเทศที่เป็นผู้นำในเทคโนโลยีเหล่านี้ ได้แก่ ญี่ปุ่น ที่มีระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวและสึนามิที่ทันสมัย เนเธอร์แลนด์ ที่มีความเชี่ยวชาญในการจัดการน้ำและระบบเขื่อน และ สหรัฐอเมริกา ที่มีการใช้ AI และ Big Data ในการจัดการภัยพิบัติ
ผมหวังว่าจะสามารถนำความรู้และแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดเหล่านี้กลับมาประยุกต์ใช้ในประเทศไทย เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นและความพร้อมในการรับมือกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง
2. การเสริมสร้างประชาธิปไตยและบทบาทของตุลาการในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ
ผมได้มีโอกาสสนทนากับ Freddy Guevara นักการเมืองฝ่ายค้านจากเวเนซุเอลา ที่ Harvard Kennedy School
เขาแบ่งปันประสบการณ์ในการต่อสู้กับระบอบอำนาจนิยมและความท้าทายที่เผชิญหน้า ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ในประเทศไทย
นอกจากนี้ ผมยังได้พบกับ Leopoldo López ในเบลเยียมระหว่างงาน International Democracy Day เราได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการเสริมสร้างประชาธิปไตยและการรับมือกับการถดถอยของเสรีภาพ
เมื่อเปรียบเทียบสถานการณ์ใน ประเทศไทย, เวเนซุเอลา, และ บังกลาเทศ พบว่ามีความคล้ายคลึงกันในเรื่องของการแทรกแซงของรัฐในกระบวนการประชาธิปไตย บทบาท กองทัพ และองค์กรอิสระ เช่น กกต. ป.ป.ช. และศาล กลายเป็นประเด็นสำคัญในการรักษาสมดุลของอำนาจ
การรักษาความเป็นอิสระและความเป็นกลางของตุลาการเป็นสิ่งจำเป็นในการปกป้องหลักการประชาธิปไตยและสิทธิของประชาชน
การศึกษาแนวคิดทางรัฐศาสตร์ เช่น ทฤษฎีการแบ่งแยกอำนาจ และ หลักนิติรัฐ ในมหภาค และเข้าใจถึง ที่มา ความโปร่งใส และการรับผิดรับชอบของการตัดสินใจ ก็จะช่วยให้เราเข้าใจถึงความสำคัญของการมีสถาบันที่เข้มแข็งและเป็นอิสระ
นอกจากนี้ การเรียนรู้จากประสบการณ์ของประเทศอื่นๆ ยังสามารถช่วยหาแนวทางในการเสริมสร้างประชาธิปไตยในประเทศไทย
3.การติดตามการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ และผลกระทบต่อภูมิภาคเอเชีย
การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ที่กำลังจะมาถึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งภายในประเทศและเวทีนานาชาติ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย ผมติดตามผลสำรวจความคิดเห็นและการเปลี่ยนแปลงใน 7 รัฐสวิงสเตต ซึ่งได้แก่ ฟลอริดา, เพนซิลเวเนีย, มิชิแกน, วิสคอนซิน, นอร์ธแคโรไลนา, แอริโซนา และ จอร์เจีย
รัฐเหล่านี้มีความผันผวนทางการเมืองสูงและมักเป็นตัวชี้ขาดในการเลือกตั้ง การศึกษาผลสำรวจความคิดเห็น แนวโน้มของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และนโยบายของผู้ว่าการรัฐช่วยให้เราเข้าใจทิศทางของนโยบายสหรัฐในอนาคต ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการค้า ความมั่นคง และการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย
สำหรับผม นี่จะเป็นครั้งที่สามที่ผมอยู่ในสหรัฐในช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดี ครั้งแรกคือที่ออสติน รัฐเท็กซัส ระหว่างการเลือกตั้งระหว่าง จอร์จ ดับเบิลยู. บุช และ อัล กอร์ ในปี พ.ศ.2543 ครั้งที่สองคือที่บอสตัน เมื่อ บารัก โอบามา แข่งขันกับ จอห์น แมคเคน ในปี พ.ศ.2551
การได้เห็นบรรยากาศการเมืองแบบใกล้ชิดทำให้ผมเข้าใจถึงกระบวนการประชาธิปไตยและความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชน
การเดินทางมาครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การพักผ่อนหรือชาร์จพลัง แต่เป็นการเปิดบทใหม่ในชีวิต เป็นโอกาสให้ผมได้เรียนรู้ ทำความเข้าใจโลก และเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต
ภารกิจของผมในตอนนี้คือการบ่มเพาะผู้นำรุ่นใหม่สำหรับประเทศไทยและอาเซียน
ผมเชื่อมั่นว่าการลงทุนในคนรุ่นใหม่และการสนับสนุนพวกเขาจะเป็นกุญแจสำคัญในการนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและยั่งยืน
ขอฝากติดตามคอลัมน์นี้ ทั้งบน Matichon Weekly และที่ www.medium.com/@limjaroenrat เพราะทุกบทเรียนและแนวคิดจากที่นี่ ผมจะถ่ายทอดให้พี่น้องได้อ่าน ได้คิด และได้เห็นโลกที่กว้างขึ้นไปด้วยกัน
เส้นทางชีวิตทางการเมืองอาจถูกบังคับให้หยุด แต่ภารกิจที่มีต่อประชาชนยังไม่สิ้นสุด และเมื่อถึงเวลา ถ้าประชาชนยังต้องการ ผมจะกลับมาเป็นนักการเมืองที่พร้อมกว่าเดิม
ด้วยรักและศรัทธา
พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
ณ บอสตัน สหรัฐอเมริกา
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ | บทเปิดหลังเส้นทางการเมือง ถูกบังคับให้จบลง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com