โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วาระสุดท้ายของโปรตุเกส ในระบบทุนนิยมโลก

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 02 มี.ค. เวลา 05.54 น. • เผยแพร่ 22 ต.ค. 2567 เวลา 06.33 น.

โดยธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

ภารกิจสำคัญอันหนึ่งในการเดินทางท่องเที่ยวไปในโปรตุเกสและสเปนของคณะโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ คือกิจกรรมทำบุญด้วยการไปทอดกฐินที่วัดสุเมธาราม เมือง Ericeira ในโปรตุเกสซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรุงลิสบอน

ท่านเจ้าอาวาสคือหลวงพ่อวชิโรซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อชาวัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2510 จากนั้นได้ไปสร้างวัดป่าในอังกฤษและอีกหลายประเทศก่อนมาถึงวัดสุเมธารามในโปรตุเกส

บริเวณของวัดไม่ใหญ่มากนัก มีธรรมชาติต้นไม้ล้อมรอบ สงบร่มเย็นอย่างตรงกันข้ามกับบ้านเมืองข้างนอก

ถามว่าชาวบ้านโปรตุเกสมีท่าทีอย่างไรต่อวัดป่า มีคนสนใจมาทำบุญถวายอาหารและสิ่งของเป็นประจำ

ที่น่าสนใจคือจำนวนของพระซึ่งมีไม่มาก ทั้งหมดเป็นพระต่างชาติอย่างนึกไม่ถึงว่าจะมาอยู่รวมกันในวัดป่าแห่งนี้ เช่น จากละตินอเมริกา (ถ้าจำไม่ผิดคือบราซิล) จากเชค และมีชาวโปรตุเกสเพียงรูปเดียว ไม่มีพระไทย

ก่อนกลับได้พบท่านคเวสโกพระชาวเชค ซึ่งบอกว่ารู้ว่าผมจะมาที่วัดนี้ ผมแปลกใจมากว่าหลวงพี่รู้จักผมได้อย่างไร

ท่านบอกว่าได้รับข่าวจากหลวงพี่พระภูมิปัญโภแห่งวัดป่าแก้ว จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเคยเป็นลูกศิษย์เรียนวิชาประวัติศาสตร์สหรัฐกับผมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือคุณภูมิสรัณย์ ทองเลี่ยมนาคเป็นนักศึกษาที่เก่งมากความคิดคมคาย

แปลกที่ผมมีลูกศิษย์เก่งและความคิดอ่านเฉียบแหลมจากคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์เสมอ

คนแรกคือคุณปกป้อง จันวิทย์ บัดนี้เป็นผู้ก่อตั้งบุกเบิกงานของสำนักพิมพ์บุคสเคปและสำนักข่าวออนไลน์ 101World ที่โด่งดัง

ก่อนถึงวันครบรอบปีของการสงครามในกาซา อันเป็นวิกฤตความขัดแย้งที่เป็นปฏิปักษ์ระหว่างปาเลสไตน์กับอิสราเอลนับจากการบุกโจมตีวันที่ 7 ตุลาคมปีที่แล้ว เข้าขั้นตึงเครียดมากขึ้นหลังจากอิหร่านทำการโจมตีอิสราเอลเป็นครั้งที่ 2 ที่หนักและแรงกว่าครั้งแรก

ขณะนี้สิ่งที่วงการธุรกิจทั่วโลกหวั่นเกรงคือหากอิสราเอลโจมตีกลับ อิหร่านอาจตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบออร์มุซที่เป็นช่องทางการเดินเรือส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางไปยังภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก

ออร์มุซจึงเป็นเส้นเลือดใหญ่ของระบบทุนนิยมโลก คนไทยก็พลอยรู้จักชื่อช่องแคบสำคัญนี้ไปด้วย

แต่ที่ไม่น่าเชื่อคือประเทศที่เคยควบคุมช่องแคบออร์มุซก่อนอิหร่านและใครเพื่อน คือโปรตุเกส ย้อนกลับไปในปี ค.ศ.1515 นั่นหมายความว่าโปรตุเกสมีฐานะเสมือนเจ้าพ่อใหญ่ในน่านน้ำโลก คุมเส้นทางในอ่าวเปอร์เซียต่อถึงกัวและเรื่อยไปถึงมะละกา ซึ่งโปรตุเกสยึดได้ในปี ค.ศ.1511 ถือเป็นประตูจากมหาสมุทรอินเดียเข้าสู่ทะเลจีนใต้ และดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 สมัยต้นกรุงศรีอยุธยา

ทำได้อย่างไร ทั้งๆ ที่เป็นประเทศเล็กประชากรแค่ล้านครึ่งเท่านั้นในสมัยโน้น

คําตอบคือเพราะโปรตุเกสและสเปนเป็นผู้รับมรดกของความรู้ในการเดินเรือ การต่อเรือแบบใหม่ที่ติดอาวุธหนักได้ก่อนประเทศใดสมัยนั้น ทำให้กลายเป็นมหาอำนาจแรกทางทะเล

ก่อนหน้านี้อาณาจักรและประเทศที่มีกำลังรุกรานคนอื่นได้มักเป็นเจ้าทางบก

ผู้นำเหล่านี้มองว่าการรบทางทะเลไม่ใช่วีรกรรมที่น่ายกย่องแต่อย่างใด จึงไม่มีกองทัพเรือและทหารเรือจนถึงเจ้าหน้าที่ต่างๆ ในการดูแลเรือ

ต่างจากโปรตุเกสเมื่อนำกองเรือออกทะเลแอตแลนติก มีทั้งกัปตัน ต้นหน วิศวกร ไปถึงช่างฝีมือและนักบันทึกการเดินเรือและกะลาสีเรือ เอกสารประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับอาณาจักรอยุธยาที่รู้จักกันดีในหมู่นักประวัติศาสตร์ไทยคือ เฟอร์นาว เมนดืช ปินตู ซึ่งเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาในสมัยพระไชยราชาธิราช

แต่การค้นพบโลกใหม่ยุคแรกในศตวรรษที่ 15 ของโปรตุเกสก็ไม่ใช่หลักประกันว่าพวกเขาจะได้ทองคำและความมั่งคั่งตามความฝันอย่างแน่นอน

ในตอนนั้นยุโรปยังประกอบไปด้วยระบบเศรษฐกิจย่อยๆ ของภูมิภาคต่างๆ แม้จะมีการค้าขายระหว่างภูมิภาคเล็กๆ เหล่านั้น และให้กำไรอย่างมากก็ตาม

แต่โดยรวมเศรษฐกิจยุโรปยังถูกครอบงำด้วยภาคเกษตรกรรม ในระบบการค้าแบบภูมิภาคนั้น ย่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเป็นเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุด โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เวนิสซึ่งนอกจากจะครอบงำการค้าในเมดิเตอร์เรเนียนแล้ว ยังเป็นช่องทางที่สินค้าฟุ่มเฟือยจากเอเชียสามารถเดินทางเข้าไปในยุโรป

ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจของยุโรปตอนเหนือครอบงำโดย Hanseatic League ส่วนฮอลันดาและอังกฤษกุมเศรษฐกิจยุโรปตะวันตก

สิ่งที่โปรตุเกสและสเปนด้วยอำนาจทางทะเลสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในโลกการค้าของยุโรปคือการเปิดเส้นทางเดินเรือที่เชื่อมต่อยุโรปไปยังทวีปอเมริกา ทวีปแอฟริกา และทวีปเอเชีย

นั่นคือการเดินเรือทะเลเข้ามาแทนที่เส้นการเดินทางทางบกที่ใช้กันมาเป็นศตวรรษ

จากนั้นพวกนักเดินทางเผชิญโชคตะวันตกก็พบว่าเขาไม่ต้องอาศัยทองคำในการสร้างความมั่งคั่งก็ได้ ข้าวของที่พวกเขาค้นพบและทำให้มันมีค่าเทียบเท่ากับทองคำได้ก็คือเครื่องเทศ ผลิตภัณฑ์จากป่าร้อนชื้นทั้งหลาย

รวมถึงในที่สุดคือการผลิตน้ำตาล กาแฟ และฝ้ายที่จะกลายมาเป็นสินค้าที่ครองตลาดโลก

ทว่า ยังมีสินค้าอีกชนิดที่เป็นผลผลิตจากการค้นพบและสร้างระบบเศรษฐกิจโลกขึ้นมา ที่จะสร้างผลสะเทือนอันยาวไกล ได้แก่ แรงงานทาส

เมื่อโปรตุเกสและสเปนเดินทางข้ามทวีปไปยังเอเชียและอเมริกา สิ่งที่เจ้าอาณานิคมค้นพบและอ้างความเป็นเจ้าของเหนือดินแดนจำนวนมหึมา แต่การได้ที่ดินอันกว้างใหญ่ไม่สามารถสร้างความมั่งคั่งให้แก่เจ้าอาณานิคมได้ จนกว่าจะได้แรงงานมาทำงานในการผลิต

ในระยะแรกคือการบังคับให้คนพื้นเมืองที่เรียกอย่างผิดๆ ว่าอินเดียน มาทำงานเป็นแรงงานในไร่ขนาดใหญ่

แต่แผนการนี้ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะคนอินเดียนทำการเพาะปลูกหาสัตว์ได้อยู่ก่อนแล้ว พวกเขาไม่ต้องการทำงานในไร่ที่มีลักษณะจำกัดและบังคับ ผลคือคนอินเดียนหนีออกจากไร่ พวกเขาพอใจเป็นเสรีชน

เจ้าอาณานิคมจึงหาทางออกด้วยการเสาะหาแรงงานบังคับจากทวีปแอฟริกาที่เพิ่งค้นพบ นั่นคือที่มาของการนำคนแอฟริกามาซื้อขายเป็นสินค้าเรียกว่า “ทาส” จากนั้นการค้าทาสดำเนินไป 4 ศตวรรษเรียกว่า “การค้าทาสแอตแลนติก” (Atlantic Slave Trade)

จำนวนทาสแอฟริกาที่ถูกนำไปใช้แรงงานในไร่ขนาดใหญ่ในอเมริกา เวสต์อินเดียน แคริบเบียน รวมทั้งหมดประมาณ 12 ล้านคน

ส่วนประเทศที่เข้าร่วมกินโต๊ะการค้าทาสที่เริ่มจากโปรตุเกส สเปน ต่อมาได้แก่ อังกฤษ ดัตช์ และฝรั่งเศส ต่างจัดตั้งบริษัทค้าทาสระหว่างประเทศขึ้นมา เช่น Royal African Company, Dutch West India Co.,

เป็นการค้าทาสที่ผูกขาดโดยราชสำนักทั้งสิ้นก่อนขายให้บริษัทเอกชน

ทุกวันนี้ข่าวเรื่องแรงงานอพยพที่หนีออกจากประเทศของพวกตนในแอฟริกาและละตินอเมริกาเพื่อจะเข้าไปเป็นแรงงานรับจ้างในยุโรปและสหรัฐอย่างมากมาย จนเกิดเป็นกระแสคลื่นในประเทศตะวันตกต่อต้านการเข้ามาของผู้อพยพเหล่านี้

เป็นความย้อนแย้งอย่างยิ่งหากคิดถึงประวัติศาสตร์ยุคการค้าทาสระหว่างประเทศของบรรดามหาอำนาจยุโรป ที่ตอนโน้นอุตส่าห์เดินเรืออย่างยาวไกลเพื่อจะบังคับซื้อคนแอฟริกันให้ไปทำงานให้พวกนายทุนไร่ขนาดใหญ่รุ่นแรก แม้ไม่ได้ต้องการให้แรงงานทาสเข้าไปในยุโรปก็ตาม ยกเว้นสหรัฐเท่านั้นที่ยินดีอ้าแขนรับทาสผิวดำเข้าไปทำงานในไร่ในภาคใต้

มาถึงปัจจุบันยุโรปและสหรัฐก็ยังจัดการกับปัญหาแรงงานหลั่งไหลจากแอฟริกาและละตินอเมริกาที่ตั้งใจเข้าไปในโลกเก่าของยุโรป

อันเป็นความย้อนแย้งที่ตะวันตกเป็นผู้สร้างขึ้นมาไม่ได้

ข้อสังเกตสุดท้ายคือว่าด้วยกำเนิดและการเติบใหญ่ของระบบทุนนิยม ผมมองว่าการค้นพบโลกใหม่ที่กล่าวมานี้คือเงื่อนไขอันแรกของการนำไปสู่การกำเนิดระบบเศรษฐกิจโลกที่รู้จักกันดีในนามของระบบทุนนิยม

ลำพังแค่ประเทศโปรตุเกสและสเปนสามารถสร้างและคุมการค้าทางไกลได้ระดับหนึ่ง อาจสร้างความมั่งคั่งในระยะแรกได้ แต่จากนั้นมาสองประเทศเริ่มสูญเสียการเป็นผู้นำทางการค้าและอำนาจการเมือง

เหตุผลสำคัญคืออำนาจถ่ายไปอยู่ในมือของชนชั้นพ่อค้าหรือพันธมิตรระหว่างกษัตริย์และพ่อค้า ในโปรตุเกสและสเปน

กษัตริย์ควบคุมการค้าเอาไว้ในมือ (โปรตุเกสนั้นพ่อค้าที่มีอิทธิพลและเงินทุนมากกว่าเพื่อนคือเจ้าชายเฮนรี่นาวิกบุรุษผู้สนับสนุนและลงทุนในการเดินเรืออย่างเอาจริงเอาจัง) ทำให้อำนาจการเมืองของกษัตริย์เพิ่มมากขึ้น นำไปสู่การปกป้องชนชั้นนำเก่าที่อาศัยที่ดินและเกษตรกรรมเป็นแหล่งรายได้หลัก ผลคือกลุ่มพ่อค้ากระฎุมพีไม่เติบโตและไม่อาจขึ้นมามีอำนาจการเมืองได้ ดังที่เกิดขึ้นในฮอลันดาและอังกฤษ

ในระยะยาวทั้งสเปนและโปรตุเกสจึงไม่อาจรักษาความมั่งคั่งจากการค้าของตนไว้ได้ กลับประสบการขาดทุนและล้มละลายในการค้าของหลวง เงินและทองของสเปนและโปรตุเกสจึงไหลไปเข้ากระเป๋าของพ่อค้าและนายธนาคารชาติอื่น

การเกิดขึ้นของระบบทุนนิยมโลกโดยมียุโรปเป็นศูนย์กลางนั้นผ่านกระบวนการที่มีหลายขั้นตอนและมีบทบาทที่สำคัญและชี้นำแตกต่างกันไปในระยะแรกของการค้นพบโลกใหม่

สเปนและโปรตุเกสมีบทบาทนำในการบุกเบิกดินแดนและความมั่งคั่ง เป็นการสร้างเงื่อนไขให้แก่ประเทศยุโรปอื่นๆ สามารถนำเอาความมั่งคั่งและอาณานิคมเหล่านั้นไปขยายในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจและการเมืองของพวกเขาได้

สองศตวรรษต่อมาประเทศที่เป็นหลักในการพัฒนาให้ระบบทุนนิยมก้าวต่อไปอย่างมีพลังคืออังกฤษและฮอลันดา โดยมีฝรั่งเศสก้าวตามมาด้วย

ความล้าหลังของสเปนและโปรตุเกสเป็นผลมาจากการที่ระบอบเศรษฐกิจการเมืองประเทศทั้งสองไม่สามารถเปลี่ยนความมั่งคั่งที่ได้จากโลกใหม่และการค้าระหว่างประเทศให้เป็นทุนสำหรับใช้ในการขยายการผลิตต่อไปได้

กำไรที่ได้จึงหมดไปกับการใช้จ่ายในรูปของสินค้าบริโภคที่ฟุ่มเฟือย หรือการใช้จ่ายทางสังคมรวมทั้งการรักษาระบอบเก่าที่นับวันจะไร้ประสิทธิภาพมากขึ้นในโลกที่กำลังจะเป็นสมัยใหม่

กำไรดังกล่าวจึงไม่มีผลโดยตรงต่อระบบการผลิตซ้ำสินค้าอีกต่อไป

ในขณะที่อังกฤษและฮอลันดาสามารถดำเนินการสะสมทุนขั้นแรกอันได้มาจากกำไรการค้า แล้วนำไปสู่การลงทุนใหม่ในการขยายการผลิตและตลาดให้กว้างมากขึ้นเรื่อย การปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นในอังกฤษในศตวรรษที่ 19

จึงเป็นการต่อเนื่องของกระบวนการสะสมทุนขั้นต้นและเป็นการก้าวกระโดดของพัฒนาการจากทุนการค้า (สินค้า-เงิน) มาสู่การเกิดขึ้นของทุนอุตสาหกรรม (industrial capital = สินค้า-เงิน-ทุน)

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วาระสุดท้ายของโปรตุเกส ในระบบทุนนิยมโลก

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...