วาระสุดท้ายของโปรตุเกส ในระบบทุนนิยมโลก
โดยธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
ภารกิจสำคัญอันหนึ่งในการเดินทางท่องเที่ยวไปในโปรตุเกสและสเปนของคณะโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ คือกิจกรรมทำบุญด้วยการไปทอดกฐินที่วัดสุเมธาราม เมือง Ericeira ในโปรตุเกสซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรุงลิสบอน
ท่านเจ้าอาวาสคือหลวงพ่อวชิโรซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อชาวัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2510 จากนั้นได้ไปสร้างวัดป่าในอังกฤษและอีกหลายประเทศก่อนมาถึงวัดสุเมธารามในโปรตุเกส
บริเวณของวัดไม่ใหญ่มากนัก มีธรรมชาติต้นไม้ล้อมรอบ สงบร่มเย็นอย่างตรงกันข้ามกับบ้านเมืองข้างนอก
ถามว่าชาวบ้านโปรตุเกสมีท่าทีอย่างไรต่อวัดป่า มีคนสนใจมาทำบุญถวายอาหารและสิ่งของเป็นประจำ
ที่น่าสนใจคือจำนวนของพระซึ่งมีไม่มาก ทั้งหมดเป็นพระต่างชาติอย่างนึกไม่ถึงว่าจะมาอยู่รวมกันในวัดป่าแห่งนี้ เช่น จากละตินอเมริกา (ถ้าจำไม่ผิดคือบราซิล) จากเชค และมีชาวโปรตุเกสเพียงรูปเดียว ไม่มีพระไทย
ก่อนกลับได้พบท่านคเวสโกพระชาวเชค ซึ่งบอกว่ารู้ว่าผมจะมาที่วัดนี้ ผมแปลกใจมากว่าหลวงพี่รู้จักผมได้อย่างไร
ท่านบอกว่าได้รับข่าวจากหลวงพี่พระภูมิปัญโภแห่งวัดป่าแก้ว จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเคยเป็นลูกศิษย์เรียนวิชาประวัติศาสตร์สหรัฐกับผมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือคุณภูมิสรัณย์ ทองเลี่ยมนาคเป็นนักศึกษาที่เก่งมากความคิดคมคาย
แปลกที่ผมมีลูกศิษย์เก่งและความคิดอ่านเฉียบแหลมจากคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์เสมอ
คนแรกคือคุณปกป้อง จันวิทย์ บัดนี้เป็นผู้ก่อตั้งบุกเบิกงานของสำนักพิมพ์บุคสเคปและสำนักข่าวออนไลน์ 101World ที่โด่งดัง
ก่อนถึงวันครบรอบปีของการสงครามในกาซา อันเป็นวิกฤตความขัดแย้งที่เป็นปฏิปักษ์ระหว่างปาเลสไตน์กับอิสราเอลนับจากการบุกโจมตีวันที่ 7 ตุลาคมปีที่แล้ว เข้าขั้นตึงเครียดมากขึ้นหลังจากอิหร่านทำการโจมตีอิสราเอลเป็นครั้งที่ 2 ที่หนักและแรงกว่าครั้งแรก
ขณะนี้สิ่งที่วงการธุรกิจทั่วโลกหวั่นเกรงคือหากอิสราเอลโจมตีกลับ อิหร่านอาจตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบออร์มุซที่เป็นช่องทางการเดินเรือส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางไปยังภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก
ออร์มุซจึงเป็นเส้นเลือดใหญ่ของระบบทุนนิยมโลก คนไทยก็พลอยรู้จักชื่อช่องแคบสำคัญนี้ไปด้วย
แต่ที่ไม่น่าเชื่อคือประเทศที่เคยควบคุมช่องแคบออร์มุซก่อนอิหร่านและใครเพื่อน คือโปรตุเกส ย้อนกลับไปในปี ค.ศ.1515 นั่นหมายความว่าโปรตุเกสมีฐานะเสมือนเจ้าพ่อใหญ่ในน่านน้ำโลก คุมเส้นทางในอ่าวเปอร์เซียต่อถึงกัวและเรื่อยไปถึงมะละกา ซึ่งโปรตุเกสยึดได้ในปี ค.ศ.1511 ถือเป็นประตูจากมหาสมุทรอินเดียเข้าสู่ทะเลจีนใต้ และดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 สมัยต้นกรุงศรีอยุธยา
ทำได้อย่างไร ทั้งๆ ที่เป็นประเทศเล็กประชากรแค่ล้านครึ่งเท่านั้นในสมัยโน้น
คําตอบคือเพราะโปรตุเกสและสเปนเป็นผู้รับมรดกของความรู้ในการเดินเรือ การต่อเรือแบบใหม่ที่ติดอาวุธหนักได้ก่อนประเทศใดสมัยนั้น ทำให้กลายเป็นมหาอำนาจแรกทางทะเล
ก่อนหน้านี้อาณาจักรและประเทศที่มีกำลังรุกรานคนอื่นได้มักเป็นเจ้าทางบก
ผู้นำเหล่านี้มองว่าการรบทางทะเลไม่ใช่วีรกรรมที่น่ายกย่องแต่อย่างใด จึงไม่มีกองทัพเรือและทหารเรือจนถึงเจ้าหน้าที่ต่างๆ ในการดูแลเรือ
ต่างจากโปรตุเกสเมื่อนำกองเรือออกทะเลแอตแลนติก มีทั้งกัปตัน ต้นหน วิศวกร ไปถึงช่างฝีมือและนักบันทึกการเดินเรือและกะลาสีเรือ เอกสารประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับอาณาจักรอยุธยาที่รู้จักกันดีในหมู่นักประวัติศาสตร์ไทยคือ เฟอร์นาว เมนดืช ปินตู ซึ่งเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาในสมัยพระไชยราชาธิราช
แต่การค้นพบโลกใหม่ยุคแรกในศตวรรษที่ 15 ของโปรตุเกสก็ไม่ใช่หลักประกันว่าพวกเขาจะได้ทองคำและความมั่งคั่งตามความฝันอย่างแน่นอน
ในตอนนั้นยุโรปยังประกอบไปด้วยระบบเศรษฐกิจย่อยๆ ของภูมิภาคต่างๆ แม้จะมีการค้าขายระหว่างภูมิภาคเล็กๆ เหล่านั้น และให้กำไรอย่างมากก็ตาม
แต่โดยรวมเศรษฐกิจยุโรปยังถูกครอบงำด้วยภาคเกษตรกรรม ในระบบการค้าแบบภูมิภาคนั้น ย่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเป็นเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุด โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เวนิสซึ่งนอกจากจะครอบงำการค้าในเมดิเตอร์เรเนียนแล้ว ยังเป็นช่องทางที่สินค้าฟุ่มเฟือยจากเอเชียสามารถเดินทางเข้าไปในยุโรป
ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจของยุโรปตอนเหนือครอบงำโดย Hanseatic League ส่วนฮอลันดาและอังกฤษกุมเศรษฐกิจยุโรปตะวันตก
สิ่งที่โปรตุเกสและสเปนด้วยอำนาจทางทะเลสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในโลกการค้าของยุโรปคือการเปิดเส้นทางเดินเรือที่เชื่อมต่อยุโรปไปยังทวีปอเมริกา ทวีปแอฟริกา และทวีปเอเชีย
นั่นคือการเดินเรือทะเลเข้ามาแทนที่เส้นการเดินทางทางบกที่ใช้กันมาเป็นศตวรรษ
จากนั้นพวกนักเดินทางเผชิญโชคตะวันตกก็พบว่าเขาไม่ต้องอาศัยทองคำในการสร้างความมั่งคั่งก็ได้ ข้าวของที่พวกเขาค้นพบและทำให้มันมีค่าเทียบเท่ากับทองคำได้ก็คือเครื่องเทศ ผลิตภัณฑ์จากป่าร้อนชื้นทั้งหลาย
รวมถึงในที่สุดคือการผลิตน้ำตาล กาแฟ และฝ้ายที่จะกลายมาเป็นสินค้าที่ครองตลาดโลก
ทว่า ยังมีสินค้าอีกชนิดที่เป็นผลผลิตจากการค้นพบและสร้างระบบเศรษฐกิจโลกขึ้นมา ที่จะสร้างผลสะเทือนอันยาวไกล ได้แก่ แรงงานทาส
เมื่อโปรตุเกสและสเปนเดินทางข้ามทวีปไปยังเอเชียและอเมริกา สิ่งที่เจ้าอาณานิคมค้นพบและอ้างความเป็นเจ้าของเหนือดินแดนจำนวนมหึมา แต่การได้ที่ดินอันกว้างใหญ่ไม่สามารถสร้างความมั่งคั่งให้แก่เจ้าอาณานิคมได้ จนกว่าจะได้แรงงานมาทำงานในการผลิต
ในระยะแรกคือการบังคับให้คนพื้นเมืองที่เรียกอย่างผิดๆ ว่าอินเดียน มาทำงานเป็นแรงงานในไร่ขนาดใหญ่
แต่แผนการนี้ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะคนอินเดียนทำการเพาะปลูกหาสัตว์ได้อยู่ก่อนแล้ว พวกเขาไม่ต้องการทำงานในไร่ที่มีลักษณะจำกัดและบังคับ ผลคือคนอินเดียนหนีออกจากไร่ พวกเขาพอใจเป็นเสรีชน
เจ้าอาณานิคมจึงหาทางออกด้วยการเสาะหาแรงงานบังคับจากทวีปแอฟริกาที่เพิ่งค้นพบ นั่นคือที่มาของการนำคนแอฟริกามาซื้อขายเป็นสินค้าเรียกว่า “ทาส” จากนั้นการค้าทาสดำเนินไป 4 ศตวรรษเรียกว่า “การค้าทาสแอตแลนติก” (Atlantic Slave Trade)
จำนวนทาสแอฟริกาที่ถูกนำไปใช้แรงงานในไร่ขนาดใหญ่ในอเมริกา เวสต์อินเดียน แคริบเบียน รวมทั้งหมดประมาณ 12 ล้านคน
ส่วนประเทศที่เข้าร่วมกินโต๊ะการค้าทาสที่เริ่มจากโปรตุเกส สเปน ต่อมาได้แก่ อังกฤษ ดัตช์ และฝรั่งเศส ต่างจัดตั้งบริษัทค้าทาสระหว่างประเทศขึ้นมา เช่น Royal African Company, Dutch West India Co.,
เป็นการค้าทาสที่ผูกขาดโดยราชสำนักทั้งสิ้นก่อนขายให้บริษัทเอกชน
ทุกวันนี้ข่าวเรื่องแรงงานอพยพที่หนีออกจากประเทศของพวกตนในแอฟริกาและละตินอเมริกาเพื่อจะเข้าไปเป็นแรงงานรับจ้างในยุโรปและสหรัฐอย่างมากมาย จนเกิดเป็นกระแสคลื่นในประเทศตะวันตกต่อต้านการเข้ามาของผู้อพยพเหล่านี้
เป็นความย้อนแย้งอย่างยิ่งหากคิดถึงประวัติศาสตร์ยุคการค้าทาสระหว่างประเทศของบรรดามหาอำนาจยุโรป ที่ตอนโน้นอุตส่าห์เดินเรืออย่างยาวไกลเพื่อจะบังคับซื้อคนแอฟริกันให้ไปทำงานให้พวกนายทุนไร่ขนาดใหญ่รุ่นแรก แม้ไม่ได้ต้องการให้แรงงานทาสเข้าไปในยุโรปก็ตาม ยกเว้นสหรัฐเท่านั้นที่ยินดีอ้าแขนรับทาสผิวดำเข้าไปทำงานในไร่ในภาคใต้
มาถึงปัจจุบันยุโรปและสหรัฐก็ยังจัดการกับปัญหาแรงงานหลั่งไหลจากแอฟริกาและละตินอเมริกาที่ตั้งใจเข้าไปในโลกเก่าของยุโรป
อันเป็นความย้อนแย้งที่ตะวันตกเป็นผู้สร้างขึ้นมาไม่ได้
ข้อสังเกตสุดท้ายคือว่าด้วยกำเนิดและการเติบใหญ่ของระบบทุนนิยม ผมมองว่าการค้นพบโลกใหม่ที่กล่าวมานี้คือเงื่อนไขอันแรกของการนำไปสู่การกำเนิดระบบเศรษฐกิจโลกที่รู้จักกันดีในนามของระบบทุนนิยม
ลำพังแค่ประเทศโปรตุเกสและสเปนสามารถสร้างและคุมการค้าทางไกลได้ระดับหนึ่ง อาจสร้างความมั่งคั่งในระยะแรกได้ แต่จากนั้นมาสองประเทศเริ่มสูญเสียการเป็นผู้นำทางการค้าและอำนาจการเมือง
เหตุผลสำคัญคืออำนาจถ่ายไปอยู่ในมือของชนชั้นพ่อค้าหรือพันธมิตรระหว่างกษัตริย์และพ่อค้า ในโปรตุเกสและสเปน
กษัตริย์ควบคุมการค้าเอาไว้ในมือ (โปรตุเกสนั้นพ่อค้าที่มีอิทธิพลและเงินทุนมากกว่าเพื่อนคือเจ้าชายเฮนรี่นาวิกบุรุษผู้สนับสนุนและลงทุนในการเดินเรืออย่างเอาจริงเอาจัง) ทำให้อำนาจการเมืองของกษัตริย์เพิ่มมากขึ้น นำไปสู่การปกป้องชนชั้นนำเก่าที่อาศัยที่ดินและเกษตรกรรมเป็นแหล่งรายได้หลัก ผลคือกลุ่มพ่อค้ากระฎุมพีไม่เติบโตและไม่อาจขึ้นมามีอำนาจการเมืองได้ ดังที่เกิดขึ้นในฮอลันดาและอังกฤษ
ในระยะยาวทั้งสเปนและโปรตุเกสจึงไม่อาจรักษาความมั่งคั่งจากการค้าของตนไว้ได้ กลับประสบการขาดทุนและล้มละลายในการค้าของหลวง เงินและทองของสเปนและโปรตุเกสจึงไหลไปเข้ากระเป๋าของพ่อค้าและนายธนาคารชาติอื่น
การเกิดขึ้นของระบบทุนนิยมโลกโดยมียุโรปเป็นศูนย์กลางนั้นผ่านกระบวนการที่มีหลายขั้นตอนและมีบทบาทที่สำคัญและชี้นำแตกต่างกันไปในระยะแรกของการค้นพบโลกใหม่
สเปนและโปรตุเกสมีบทบาทนำในการบุกเบิกดินแดนและความมั่งคั่ง เป็นการสร้างเงื่อนไขให้แก่ประเทศยุโรปอื่นๆ สามารถนำเอาความมั่งคั่งและอาณานิคมเหล่านั้นไปขยายในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจและการเมืองของพวกเขาได้
สองศตวรรษต่อมาประเทศที่เป็นหลักในการพัฒนาให้ระบบทุนนิยมก้าวต่อไปอย่างมีพลังคืออังกฤษและฮอลันดา โดยมีฝรั่งเศสก้าวตามมาด้วย
ความล้าหลังของสเปนและโปรตุเกสเป็นผลมาจากการที่ระบอบเศรษฐกิจการเมืองประเทศทั้งสองไม่สามารถเปลี่ยนความมั่งคั่งที่ได้จากโลกใหม่และการค้าระหว่างประเทศให้เป็นทุนสำหรับใช้ในการขยายการผลิตต่อไปได้
กำไรที่ได้จึงหมดไปกับการใช้จ่ายในรูปของสินค้าบริโภคที่ฟุ่มเฟือย หรือการใช้จ่ายทางสังคมรวมทั้งการรักษาระบอบเก่าที่นับวันจะไร้ประสิทธิภาพมากขึ้นในโลกที่กำลังจะเป็นสมัยใหม่
กำไรดังกล่าวจึงไม่มีผลโดยตรงต่อระบบการผลิตซ้ำสินค้าอีกต่อไป
ในขณะที่อังกฤษและฮอลันดาสามารถดำเนินการสะสมทุนขั้นแรกอันได้มาจากกำไรการค้า แล้วนำไปสู่การลงทุนใหม่ในการขยายการผลิตและตลาดให้กว้างมากขึ้นเรื่อย การปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นในอังกฤษในศตวรรษที่ 19
จึงเป็นการต่อเนื่องของกระบวนการสะสมทุนขั้นต้นและเป็นการก้าวกระโดดของพัฒนาการจากทุนการค้า (สินค้า-เงิน) มาสู่การเกิดขึ้นของทุนอุตสาหกรรม (industrial capital = สินค้า-เงิน-ทุน)
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วาระสุดท้ายของโปรตุเกส ในระบบทุนนิยมโลก
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly